
การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนตามโครงการบ้านมั่นคง
ระยะที่ 1
พัฒนาการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยประเทศต่างๆในเอเชียเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศต่างๆ ได้รับเอกราชมีแนวการแก้ไขปัญหา โดยรัฐเป็นหน่วยหลักประกอบกับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประเทศสิงคโปร์ด้วยการสร้างแฟลต ทำให้เกิดการก่อตั้งการเคหะแห่งชาติขึ้นในหลายประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 2510 เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไทยศรีลังกา ฯลฯ นอกจากนี้บางประเทศเช่น ปากีสถาน ได้แก้ไขปัญหาด้วยการประกาศให้คนจนมีสิทธิในที่ดิน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ หรือในกรณีของอินเดีย ได้มีกฎหมายควบคุมการเช่าที่ดินซึ่งถือเป็นช่วงที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชาชน แต่ความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจสังคมและระบบการจัดการที่ดินทำให้การแก้ไขปัญหาโดยรัฐในแนวทางนี้ทำได้ในระดับหนึ่ง มีการสร้างแฟลตและสร้างที่อยู่อาศัยสำเร็จรูปเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง
สำหรับประเทศไทยแนวทางการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติในช่วงแรกๆ คล้ายกับสิงคโปร์ แต่ก็ต้องยกเลิก ปรับเปลี่ยนแนวใหม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการสร้างแฟลตมีข้อจำกัดหลายประการเช่น ลงทุนสูงเข้าไม่ถึงคนจนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและไม่ทันกับปัญหาคนจนในเมืองที่ขยายตัวเร็วกว่า
ระยะที่ 2
ช่วง ปี พ.ศ.2520-2530 หน่วยงานต่างประเทศเช่นธนาคารโลกสหประชาชาติได้ผลักดันแนวทางใหม่ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยแทนการสร้างแฟลตด้วยวิธีปรับปรุงชุมชนในที่เดิม(Slum Upgrading) และการก่อสร้างบางส่วน (Site & service) ด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคบนที่ดินแปลงว่าง หรือสร้างโครงสร้างบางส่วนให้ เช่น หลังคา ห้องน้ำ แล้วให้ผู้อยู่อาศัยต่อเติมหรือก่อสร้างบ้านเอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ได้มีการพัฒนาแนวทางปรับปรุงชุมชนในที่เดิมและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและสาธารณูปโภคพื้นฐานได้อย่างกว้างขวางและมีการยอมรับสถานภาพของชุมชนที่มีอยู่ในระดับหนึ่งขณะที่ชุมชนยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงในการอยู่อาศัย ประเทศไทยได้รับแนวทางปรับปรุงชุมชนแออัดมาดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาค ด้วยการร่วมมือกับเทศบาลมาตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ตลอดถึงช่วงกลางทศวรรษ 2530 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจในเอเชียเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบตลาดเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้นโดยเฉพาะการขยายตัวของภาคเอกชนซึ่งสามารถเข้าถึงระบบการเงินในตลาดและมีความคล่องตัวในการจัดหาที่ดินรวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอีกทาง
กรณีพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเอกชนมีบทบาทในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 80% ในแต่ละปี อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยในตลาดยังไม่สามารถสนองความต้องการของคนจนได้เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วประมาณปีละ 10% ส่งผลให้ที่ดินมีราคาแพงและเกิดการไล่ที่รุนแรงมากขึ้นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเกิดการรวมตัวต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ยังเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย
ระยะที่ 3
ในช่วงทศวรรษ 2530 (2530-2539) แนวความคิดเรื่องประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เกิดการรวมตัวกันของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและจัดการที่อยู่อาศัย โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการกำหนดความต้องการ รูปแบบที่อยู่อาศัย ผังชุมชนที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรัฐสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นโดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชน ที่ครอบคลุมถึงการพัฒนาด้านอื่นๆ ของชุมชน เช่น การออมทรัพย์สวัสดิการ ธุรกิจชุมชน
จากองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมานั้น มีส่วนสำคัญต่อการก่อเกิดสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม.
ที่ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้ โครงการบ้านมั่นคงได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่14 มกราคม 2546 ในระยะแรก (ดำเนินการในปี2546) 2 ส่วนคือ
1. ในช่วงปีแรกโครงการบ้านมั่งคงจะพัฒนาโครงการนำร่อง10ชุมชนซึ่งโครงการนำร่องทั้ง 10 ชุมชนนี้เลือกจากชุมชนที่มีปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยจำเป็นต้องมีการปรับปรุง มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยมาก (ต่ำกว่า10,000บาทต่อเดือน) ส่วนใหญ่เป็นโครงการในที่ดินของรัฐที่ มีข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินมีกระบวนการดำเนินงานต่อเนื่องและมีความร่วมมือของหลายฝ่ายอยู่แล้ว มีความหลากหลายในรูปแบบการแก้ไขปัญหา มีการกระจายตัวในภาคต่าง ๆ ซึ่ง คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนำร่อง10โครงการแรกดังนี้
| ลำดับ | ชุมชน | จำนวน | หน่วย |
| 1 | โกลกวิลเลจ:นราธิวาส | 310 | หน่วย |
| 2 | เก้าเส้ง:สงขลา | 450 | หน่วย |
| 3 | เจริญชัยนิมิตรใหม่:กรุงเทพฯ | 89 | หน่วย |
| 4 | บ่อนไก่(คลองเตย):กรุงเทพฯ | 202 | หน่วย |
| 5 | บุ่งคุก:อุตรดิตถ์ | 124 | หน่วย |
| 6 | คลองเตยล็อก 7-12 : กรุงเทพฯ | 115 | หน่วย |
| 7 | เก้าพัฒนา:กรุงเทพฯ | 29 | หน่วย |
| 8 | ร่วมสามัคคี:กรุงเทพฯ | 90 | หน่วย |
| 9 | คลองลำนุ่น:กรุงเทพฯ | 49 | หน่วย |
| 10 | แหลมรุ่งเรือง:ระยอง | 67 | หน่วย |
|
รวมทั้งสิ้น |
1,525 | หน่วย | |
ทั้งนี้รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณรวม 126.63 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคการบริหารจัดการและชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย
ตารางเงินลงทุนรวมและแหล่งเงินในการจ่ายโครงการนำร่อง 10 โครงการ

หมายเหตุ *ชาวบ้านสมทบทุน 10% ของค่าก่อสร้างที่อยู่อาศัย
2. อนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดขบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองต่างๆ โดยยึดถือแนวทางชุมชนเป็นแกนหลัก และหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งในเวลาต่อมา พชม. ได้รวมกับกองทุนพัฒนาชนบท และจัดตั้งเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)


