พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: รายงานความคืบหน้าโครงการ
ฮิต: 2504

สรุปผลการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง ปี 2550

แผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาชุมชนแออัด “บ้านมั่นคง” ปี 2549 – 2552

1.  ผลการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง (ณ 31  ธันวาคม   2550)    

     รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง รวมถึงกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม   2550  มีรายละเอียดดังนี้

     ณ ปัจจุบัน โครงการบ้านมั่นคงได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการพัฒนากระบวนการในเมืองรวมแก่ 75 จังหวัด 226 เมือง/เขต 119 โครงการ จำนวนเงินรวม 83.59 ล้านบาท การสนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคแก่ 69 จังหวัด 194 เมือง/เขต 496 โครงการ 971 ชุมชน 53,190 ครัวเรือน  จำนวนเงิน 1,590.07 ล้านบาท งบบริหารจัดการการพัฒนา (5%) จำนวนเงิน 71.09  ล้านบาท งบสินเชื่อ 1,668.64  ล้านบาท โดยสามารถแยกเป็นพื้นที่ภาคได้ ดังนี้

ภาค

จำนวนชุมชน

ครัวเรือน

งบสนับสนุนสาธารณูปโภค

บ้านกลาง,บ้านชั่วคราว,ศูนย์พักคนไร้บ้าน

งบสินเชื่อ

งบบริหารจัดการ 5%

งบพัฒนากระบวนเมือง

กรุงเทพและปริมณฑล

262

20,535

686.55

43.72

849.54

31.18

5.44

ภาคกลาง

33

1,449

42.67

0.97

52.01

1.98

1.61

ภาคตะวันตก

33

1,498

49.51

0.70

6.32

2.33

0.26

ภาคตะวันออก

46

4,234

133.06

3.92

132.40

5.69

4.01

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

207

 10,436

322.75

7.81

349.20

14.27

11.03

ภาคใต้

201

8,151

217.48

18.81

194.01

9.64

24.80

ภาคเหนือ

189

6,887

137.21

44.23

81.13

6.50

3.86

ส่วนกลาง

 

 

 

 

 

 

32.54

รวม

971

53,190

1,590.07

120.20

1,668.64

71.99

83.59

และสามารถแยกเป็นรายปีได้ ดังนี้
ปี 2546  จำนวน   14  โครงการ        42 ชุมชน                1,824  ครัวเรือน
ปี 2547  จำนวน   88 โครงการ        183 ชุมชน           12,150  ครัวเรือน
ปี 2548  จำนวน  55  โครงการ        84 ชุมชน              5,054  ครัวเรือน
ปี 2549  จำนวน   248  โครงการ   436 ชุมชน            26,067  ครัวเรือน
ปี 2550  จำนวน   80  โครงการ     212 ชุมชน              7,610  ครัวเรือน
ปี 2551  จำนวน   7  โครงการ           7 ชุมชน                  392  ครัวเรือน

2. ชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน

      ในกระบวนการพัฒนาตามโครงการบ้านมั่นคง มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานสนับสนุนหลัก และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สนับสนุน   โดย พอช. จัดให้มีกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาขบวนการได้เอง ได้แก่

  1. การสำรวจข้อมูลชุมชน/ครัวเรือน ทุกชุมชนในแต่ละเมือง เพื่อทำให้เห็นภาพรวมความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของชุมชนในเมือง ที่เป็นเป้าหมายโครงการบ้านมั่นคงชัดเจน สามารถวางแผนแก้ปัญหาได้ทั้งเมืองโดยขบวนชุมชนได้ใน 450 เมือง 2,380 ชุมชน 182,088 ครัวเรือน
  2. การจัดการความรู้แก่ชาวชุมชน ได้แก่
    • การอบรมพัฒนาความรู้แก่ช่างชุมชน 5 รุ่น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถด้านงานช่างในชุมชนสามารถจัดการงานก่อสร้างชุมชน วางแผนการก่อสร้าง การอ่านแบบ ประมาณราคา การควบคุม/ตรวจรับงาน การบริหารจัดการองค์กรชุมชนและดูแลระบบสาธารณูปโภคหลังการสร้างเสร็จ
    • การประสานงานกับสถาบันการศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย เน้นความร่วมมือในการทำงานกับสถาบันการศึกษาภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยรังสิต  มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี   มหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    • การผลิตเครื่องมือการทำงาน  ได้แก่ แบบบ้านมาตรฐาน ทั้งแบบบ้านเดียว บ้านแฝด บ้านแถว และแบบศูนย์ชุมชน  แผนที่ตั้งชุมชน( ระบบ GIS ) จากข้อมูลการสำรวจชุมชน แบบระบบสาธารณูปโภคมาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกกับทางเลือก ถนน ท่อระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย เสร็จภายในเดือนกันยายน
  3. การพัฒนาความร่วมมือกับภาคีพัฒนาในหลายลักษณะ ได้แก่
    • การสมทบงบประมาณ 28 เมือง
    • การร่วมออกแบบ/ก่อสร้าง 35 เมือง
    • การร่วมลงพื้นที่  41 เมือง
    • การจัดตั้งเป็นคณะกรรมการเมืองแล้ว 65 เมือง และมีการดำเนินงานร่วมกันแต่ยังไม่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ 73 เมือง
  4. การสร้างขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชน
    1. เกิดขบวนองค์กรชุมชนขึ้นมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาและสามารถจัดการตนเองได้   เช่น
      • ขบวนช่างชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตก
      • ขบวนการพัฒนาด้านการออมทรัพย์และสินเชื่อชุมชนในภาคใต้ กรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
      • ขบวนการร่วมดำเนินงานด้านการประสานหน่วยงานที่ดินของรัฐ โดยสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) เป็นต้น
    2. เกิดขบวนองค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง  96  เมือง
    3. เกิดแกนนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง   127  เมือง  โดยมีผู้นำชุมชนเข้าร่วมขบวนการทำงานไม่ต่ำกว่า 3,520 คน

3. การดำเนินการขยายงานทั่วประเทศ โดยวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบทั้งเมือง (Cities Without Slums)

       การดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนโดยองค์กรของชุมชน ตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง ที่ได้เริ่มต้นทั่วประเทศ ในปี 2547 ได้มีการดำเนินการในกระบวนการต่างๆ ระดับเมือง ขยายออกไปเกินเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากความสนใจของชุมชนแออัดเองและเทศบาลต่างๆ  พอช. จึงได้ประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดในระดับเมือง จนเกิดบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างเทศบาล ชุมชน หน่วยงานในท้องถิ่น และหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมชุมชนทั้งหมดในเวลาประมาณ 3 ปี โดยมีข้อมูลจากการสำรวจชุมชนร่วมกันทั้งเมือง การวิเคราะห์วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหา การเจรจาเรื่องที่ดิน แก้ปัญหาไฟไหม้ไล่ที่ และสนับสนุนการพัฒนาแก้ปัญหาของชุมชน หลายจังหวัด/เมือง มีการตั้งคณะทำงานร่วมระดับจังหวัดและเมือง เทศบาลหลายแห่งมีการระบุแนวการแก้ปัญหานี้เป็นนโยบายของเทศบาล และบรรจุแผนโครงการบ้านมั่นคงไว้ในแผนระดับจังหวัด/เทศบาล โดยจัดงบประมาณสมทบในโครงการ เช่น เทศบาลเมืองอุดรธานี เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองสุรินทร์ เทศบาลตำบลชุมแพ เทศบาลเมืองจันทบุรี เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

     ทำให้เกิดการดำเนินงานอย่างกว้างขวางมาก รวม 76 จังหวัด 176 เมืองและ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ได้มีการอนุมัติโครงการปรับปรุงพัฒนาชุมชนแออัดผ่านกระบวนการจัดการของชุมชนและแต่ละเมืองร่วมกันใน 69 จังหวัด 164 เมืองทั่วประเทศและ 30 เขตใน กทม. รวมโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 485 โครงการ ครอบคลุมชุมชนแออัด 957 แห่ง รวม 52,780 ครอบครัว เป็นงบประมาณที่อนุมัติโดยรวมประมาณ 1,783.75 ล้านบาท และสินเชื่อ 1,641.43 ล้านบาท คิดเป็นประชากรที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเกิดความมั่นคงในชีวิต มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีโครงสร้างสังคมที่ช่วยเหลือกัน และเกิดระบบสวัสดิการชุมชน ครอบคลุมประชากรรวมประมาณ 213,000 คน ซึ่งครอบคลุมการแก้ปัญหาผู้ลงทะเบียนคนจน

 4. การสำรวจข้อมูลชุมชนแออัดทั่วประเทศ
ตามที่คณะกรรมการพิจารณางบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการบ้านมั่นคง ได้อนุมัติโครงการสำรวจข้อมูลระดับครัวเรือนชุมชนทั่วประเทศ โดยเป้าหมายของการสำรวจคือ กลุ่มคนจนในชุมชนแออัด กลุ่มคนจนอื่นๆที่ประสบปัญหาไฟไหม้ ไล่ที่ หรือบุกรุกตั้งบ้านเรือนในที่ดินรัฐหรือที่ดินเอกชน รวมถึงกลุ่มที่อยู่อาศัยในที่ดินเช่ามีสัญญาเช่าเป็นรายปี ที่ทำให้มีปัญหาขาดความมั่นคงในการอยู่อาศัย และมีสภาพความเป็นอยู่แออัดและเสื่อมโทรม ได้มีการสำรวจข้อมูลระดับครัวเรือนใน 76 จังหวัด ครอบคลุมประมาณ 400,000 ครัวเรือน

5. การพัฒนาระบบการดำเนินงานให้กระจายไปยังระดับภาค
5.1  การสนับสนุนคณะทำงานพัฒนาชุมชนเมือง
กระบวนการทำงานบ้านมั่นคงโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งการดำเนินการแก้ปัญหาจะประสบผลสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการแก้ปัญหาในรูปของคณะทำงานระดับเมือง ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย อาทิ หน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนชุมชน สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคีต่างๆ  ซึ่งปัจจุบันได้มีการประสานงานการทำงานแล้ว 221 เมือง ซึ่งในเมืองต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องมีคณะทำงานภาคประชาชน เพื่อเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการทำงานของขบวนการภาคประชาชน ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้เดือดร้อนในเมือง ทั้งนี้ พอช.ได้สนับสนุนการแต่งตั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงภาคประชาชนแล้วใน 9 จังหวัด 11 เมือง
5.2  การแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองระดับภาค
การพิจารณาโครงการบ้านมั่นคงแต่เดิม เป็นการพิจารณาอนุมัติที่ส่วนกลาง ซึ่งทำให้ความรู้ในเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย โดยขบวนการชุมชนอยู่แต่ในส่วนกลาง ในปี 2550 โครงการบ้านมั่นคงจึงมีนโยบายที่จะกระจายความรู้ดังกล่าวไปในระดับภาค เพื่อให้ระดับภาคได้พิจารณารายละเอียดของโครงการที่เสนอร่วมกัน เป็นการให้ระบบประชาธิปไตยเป็นรูปธรรม โดยผู้คิด ผู้ทำ ผู้เป็นเจ้าของได้เป็นผู้นำเสนอ  เป็นการทำงานแบบแนวราบ ให้คนทำงานได้ร่วมเรียนรู้ รับรู้ และให้ความเห็น ซึ่งเป็นการเปิดโครงการบ้านมั่นคงต่อเวทีสาธารณะ เนื่องจากคณะทำงานฯ ระดับภาคมีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานเจ้าของที่ดิน พอช. และตัวแทนชุมชน ทำให้ได้เริ่มเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
ซึ่งในปัจจุบันในทุกภาคมีคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวแล้วในทุกภาค รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งต้องทำหน้าที่พิจารณาทั้งโครงการบ้านมั่นคงเมือง โครงการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน (บ้านมั่นคงชนบท) และประมงพื้นบ้าน

 6. งานสัปดาห์ที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day 2007) 
      กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มอบหมายให้ พอช.เป็นผู้ประสานการจัดงาน World Habitat Day 2007 ในส่วนของประเทศไทย โดยเชิญชวนทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงาน ชุมชน เครือข่ายชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ภายในชื่องาน “สัปดาห์ที่อยู่อาศัย สร้างถิ่นฐานมั่นคง ด้วยวิถีชุมชนไทย “80,000 ครอบครัว 800 ชุมชน” ร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 1 – 8 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยในงานมีการจัดกิจกรรมในชุมชน 81 ชุมชน และจัดกิจกรรมระดับพื้นที่เมือง 10 พื้นที่  โดยจัดให้มีการสัมมนารวมระดับชาติในวันที่ 5 ตุลาคม 2550  โดยมีผลการสัมมนา ดังนี้

     สัมมนานานาชาติ อ่านสาส์นนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day 2007) และพิธีมอบรางวัล ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยนายไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยภายในงาน สำนักงานโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Settlements Programme : UN-HABITAT) ได้มอบรางวัลให้แก่ กรมธนารักษ์ และ พอช. ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ พอช. และ UN-HABITAT  ร่วมกันมอบโล่รางวัลให้แก่หน่วยงานเจ้าของที่ดิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย รวม 71 หน่วยงาน รวมทั้งกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำโครงการบ้านมั่นคงจาก ตัวแทนชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานเจ้าของที่ดิน และกรุงเทพมหานคร  โดยมีผลการเสวนาคือ

7. แนวทางการดำเนินงานตาม“โครงการบ้านมั่นคง”เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในเมือง
การดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง ตั้งแต่ปี 2546 – 2550  สามารถขยายผลการดำเนินงานครอบคลุม 76 จังหวัด 164 เมือง และ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เกิดการอนุมัติโครงการและแผนการปรับปรุงพัฒนาชุมชนแออัด  โดยเป็นกระบวนการทำงานและการจัดการร่วมกันระหว่างชุมชนและท้องถิ่น ใน 64 จังหวัด 125 เมืองทั่วประเทศ และ 30 เขตใน กทม.  เกิดระบบกลไกการทำงานร่วมกันของเมือง ซึ่งประกอบด้วย เทศบาล ชุมชน หน่วยงานในท้องถิ่น และหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมชุมชนทั้งหมดของเมือง โดยมีข้อมูลจากการสำรวจชุมชนร่วมกันทั้งเมือง การวิเคราะห์วางแผน การจัดทำแผนงานโครงการปรับปรุงชุมชน และ การพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการด้านต่าง ๆ ได้แก่ การรวมกลุ่ม  การบริหารจัดการองค์กร การบริหารจัดการงานก่อสร้าง การจัดการที่ดิน เป็นต้น  โดยมีแนวทางสำคัญ ให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ โดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น                 เป็นการพัฒนาแนวใหม่ที่ให้ชุมชนดำเนินการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงของชุมชนแออัดที่มีอยู่ไปพร้อมๆ กับการจัดระบบชุมชนใหม่ ทั้งด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม จัดโครงสร้างทางสังคม ระบบเศรษฐกิจการเงินถึงระดับครอบครัว ระบบการดูแลทางสังคมร่วมกัน  เห็นควรสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานแนวทางการพัฒนาแนวใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง

8. แผนงานงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาล
      กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ได้เสนอแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาชุมชนแออัด “บ้านมั่นคง” ปี 2548 – 2551 แล้ว มีเป้าหมายพัฒนาเมือง 200 เมือง/เขต 1,826 ชุมชน รวม 285,000 ครัวเรือน วงเงินรวม 19,367 ล้านบาท  และได้เสนอแผนโครงการบ้านมั่นคงเพื่อดำเนินการในปี 2550 – 2554 โดยปรับลดเป้าหมายการดำเนินงานจากเป้าหมายรวม 285,000 หน่วย เป็นเป้าหมายรวม 200,218 หน่วย เพื่อลดภาระการสนับสนุนจากรัฐ และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนร่วมกันพัฒนาในส่วนของชุมชนที่เหลือให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการกระจายอำนาจ  ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549  อนุมัติหลักการแผนโครงการบ้านมั่นคง  ปี 2550 – 2554

แผนงาน
ช่วงปี

แผนที่เสนอ

แผนที่อนุมัติ

ได้รับการจัดสรรงบจริง

ครัวเรือน

งบประมาณ
(ล้านบาท)

ครัวเรือน

งบประมาณ
(ล้านบาท)

ครัวเรือน

งบประมาณ
(ล้านบาท)

2546 – 2548

91,506

6,598.1

17,830

2,576

13,468

959.4

2550 - 2554

100,218

6,815

45,523

3,095.6

45,523

3,095.6

ผลรวม

58,991

4,055

หมายเหตุ    แผนงานและงบประมาณปี 2549 ผนวกชดเชยส่วนที่พอช.ดำเนินการไป โดยบรรจุในแผนปี 2550
ผลการดำเนินงานของแผนโครงการบ้านมั่นคง  ปี 2550 – 2554  ตามแผนงานในระยะ 2 ปีแรกของแผนงาน มีเป้าหมายดำเนินงาน 100,218 ครัวเรือน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจำนวน 45,523 ครัวเรือน เป้าหมายการดำเนินงานตามแผนที่เหลือจำนวนทั้งสิ้น 154,695 ครัวเรือน  จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางนโยบาย  เพื่อให้จัดสรรงบประมาณดำเนินงานอย่างต่อเนื่องให้สามารถดำเนินงานบรรลุแผนงานโครงการบ้านมั่นคงตามที่เสนอไว้ต่อ ครม.

9. ด้านการเงินสินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย
      การพัฒนาที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคง เป็นงบประมาณลงทุนระยะเวลา 10 -15 ปี ในรูปของการให้สินเชื่อแก่องค์กรชุมชนในการพัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัย  หมายถึง การจัดหาที่ดินและการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งในเบื้องต้นของการดำเนินงาน  ใช้เงินทุนจากกองทุนของพอช. ในการสนับสนุนสินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านมั่นคง  โดยชุมชนรับภาระการลงทุนในส่วนนี้ด้วยการชำระคืนสินเชื่อพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยต้องใช้งบประมาณสูง  พอช.มีทุนจำกัด ซึ่งต้องสนับสนุนครอบคลุมองค์กรชุมชนเมืองและชนบท  ได้มีความพยายามเชื่อมประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินในระบบที่มีอยู่ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย  เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรชุมชน  โดย กองทุนพอช.มีบทบาทเป็นสะพานเชื่อม (Bridging Loan)  ซึ่งการตอบรับของสถาบันการเงินมีน้อย  มีข้อจำกัดเกี่ยวกับ สถาบันการเงินเป็นระบบการใช้สินเชื่อบุคคลมากกว่าระบบการให้สินเชื่อองค์กรชุมชน  ภาระต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงินสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่องค์กรชุมชนจะรับได้    จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล โดย การจัดหาแหล่งเงินต้นทุนต่ำ (Soft Loan)ให้ หรือ รัฐอุดหนุนชดเชยต้นทุนการดำเนินงานบางส่วนให้กับสถาบันการเงิน

 

 10. ด้านที่ดิน
      การสนับสนุนการใช้ที่ดินของรัฐ ได้แก่ ที่ดินของการรถไฟ  ที่ดินสาธารณะ เป็นต้น  ได้มีการประสานด้านนโยบายกับหน่วยงานเจ้าของที่ดินที่เกี่ยวข้อง  มีประเด็นที่เกี่ยวข้องที่เป็นข้อจำกัด ได้แก่

  1. เป็นประเด็นปัญหาเชิงนโยบายการขอใช้ที่ดินของบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ใน 4 – 5 ประเด็น เป็นเหตุให้ชุมชนไม่สามารถขอเช่าที่ได้  ได้แก่
    • นโยบายของหน่วยงานไม่ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาทั้งหมด เช่น กรณีที่ดินการรถไฟ  มีนโยบายดำเนินการเฉพาะ 61 พื้นที่ที่มีการเดินขบวนเรียกร้องของสมัชชาคนจน  แต่จากการสำรวจข้อมูลชุมชนเมื่อปี 2540 มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินการรถไฟ 110 ชุมชน  เป็นต้น
    • กรณีหน่วยงานไม่สนับสนุนการใช้ที่ดินซึ่งมีราษฎรบุกรุกอยู่ และหน่วยงานไม่มีแผนการใช้ที่ดินดังกล่าวชัดเจน เช่น  ที่ดินโรงเรียนคุรุมิตร จ.อุบลราชธานี ชุมชนป่าไม้ จ.นครสวรรค์ เป็นต้น
    • กรณีหน่วยงานไม่มีอำนาจในการให้เช่า และไม่ส่งคืนให้กรมธนารักษ์ดำเนินการ เช่น ที่ดินชลประทานที่ขอนแก่น โคราช เป็นต้น 
    • กรณีที่ดินหมดสภาพการเป็นลำรางสาธารณะหรือทางสัญจรสาธารณะ  ไม่สามารถดำเนินการขอใช้ที่ดินสาธารณะตามนัยของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พศ. 2547 เช่น ชุมชนซอยผาสุก  ชุมชนพระรรมสาร จ.ขอนแก่น รังนกออก  จ.ชุมพร  ชุมชนท้าวสุระซอย 3  จ.นครราชสีมา เป็นต้น
  2. กลไกการพิจารณาการขอใช้ที่ดิน    มีขั้นตอนดำเนินงานที่ใช้เวลานาน  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนได้ เช่น กรณีการขอใช้ที่ดินสาธารณะ  เป็นต้น
  3. ข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขการเช่าที่ดิน มีความแตกต่างระหว่างหน่วยงานและเป็นเงื่อนไขการเช่าที่ไม่สนับสนุนให้ชาวชุมชนเช่าที่ดิน ได้แก่  อัตราค่าเช่าของผู้มีรายได้น้อยเป็นอัตราเดียวกับอัตราที่ให้กับภาคธุรกิจ  มีการเรียกเก็บค่าเช่าย้อนหลัง  การจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าระยะ 2 – 3 ปี  ระยะเวลาการเช่าสั้น    ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการเช่าที่เกินกว่า 3 ปี 
  4. ข้อเสนอด้านนโยบายในเรื่องที่ดิน
    1. ให้ครม.มีมติให้หน่วยงานที่ครอบครองที่ดินทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ  ให้การสนับสนุนการใช้ที่ดินของหน่วยงานโดยเฉพาะในกรณีที่มีประชาชนบุกรุก  รวมถึงการให้สิทธิการเช่าระยะยาว   หรือจัดหาที่ดินรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงของราษฏร์
    2. เสนอขอให้ใช้ระบียบการเช่าที่ดินของกรมธนารักษ์เป็นแนวทางหลัก และให้มีการผ่อนปรนระเบียบ  ได้แก่   การคิดอัตราค่าเช่าคิดตามทำเล โดยอัตราการเช่าอยู่ระหว่าง 5 – 15 บาทต่อตารางวา/เมตร ต่อ ปี  การปรับอัตราค่าเช่าร้อยละ  5  ทุก 5 ปี   การจัดเก็บค่า  เช่าล่วงหน้า ปีต่อปี  ยกเว้นการจัดเก็บค่าเช่าย้อนหลัง และ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการเช่าที่เกินกว่า 3 ปี 

11   การผ่อนปรนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรชุมชนในการพัฒนาและสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย  ได้แก่

 

สำนักงานโครงการบ้านมั่นคง
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
18  ธันวาคม 2550

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter