พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: รายงานความคืบหน้าโครงการ
ฮิต: 2297

แผนปฏิบัติการ “โครงการบ้านมั่นคง” ปี 2547

แผนปฏิบัติการ ปี 2547 มีความสำคัญมากกว่าโครงการนำร่อง 10 โครงการ และการจัดกระบวนการในเมืองต่าง ๆ ปี 2546 เนื่องจากจะเป็นปีแรกที่เริ่มดำเนินโครงการระดับเมือง พร้อมกันทั่วประเทศ ใน 60 เมือง/เขต ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพัฒนาชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม จากกระบวนการทำงานร่วมกันขององค์กรชุมชนและท้องถิ่นเอง ถือได้ว่าเป็นกระบวนการพัฒนาระดับเมือง นำร่อง ที่จะเป็นการวางรากฐานต่อแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องของ “โครงการบ้านมั่นคง” ตามแผน 4 ปี

ดังนั้น แนวทางสำคัญของแผนปฏิบัติการปี 2547 จึงมุ่งเน้นที่การสร้างกระบวนการและรูปแบบที่ดี เพื่อสามารถสร้างประสบการณ์ และความเข้าใจในการจัดกระบวนการแนวใหม่นี้ร่วมกัน สร้างความรู้ ความสามารถ สร้างรูปแบบ (model) สร้างตัวอย่าง สร้างกลไกที่จะเรียนรู้ สนับสนุนช่วยเหลือ และเชื่อมโยงกัน เพื่อที่จะสามารถขยายผล จากความรู้ ประสบการณ์ และกลไกที่เกิดขึ้นได้ต่อไป ในปี 2548-2550

อีกประการหนึ่ง เนื่องจากการปฏิบัติการตามแผนนี้ ครอบคลุมพื้นที่ระดับเมือง หรือระดับเขต และเป็นรูปแบบการเชื่อมโยงการทำงานที่กว้างขวางมากขึ้น โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และปัญหาที่มีสะสม กฎเกณฑ์ระเบียบที่มีมานาน จึงอาจมีหลายๆ กรณี และหลายๆ พื้นที่ ที่จะต้องใช้ความพยายามร่วมกันเป็นอันมากในช่วงเริ่มต้น เพื่อที่จะปรับประสานระบบที่มีอยู่เดิมให้สามารถคลี่คลาย ไปสู่การพัฒนาแนวทางใหม่ได้อย่างเต็มที่

1. วัตถุประสงค์

 

2 เป้าหมายของแผนปฏิบัติการปี 2547

โครงการบ้านมั่นคง ปี 2547 มีเป้าหมายที่จะดำเนินการในประมาณ 49 เมือง 10 เขตใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถครอบคลุมชุมชน จำนวน 200 แห่ง 20,697 ครอบครับ โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดกระบวนการพัฒนาในเมืองต่างๆ ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ให้ดำเนินโครงการนี้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2546 ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เนื่องมาจากสาเหตุหลัก ดังนี้

 

แผนปฏิบัติการ “โครงการบ้านมั่นคง” ปี 2547
พื้นที่/ภาค จังหวัด จำนวนเมือง/เขต จำนวนชุมชน จำนวนครอบครัว เจ้าของที่ดิน / ชุมชน
เทศบาล/สาธารณะ ราชพัสดุ รถไฟ วัด/กรมศาสนา ท่าเรือ เจ้าท่า/กรมชล ทรัพย์สิน กรมศิลป์ เอกชน/สหกรณ์ อื่น/ไม่ชัดเจน
ทั่วประเทศ 36 49+10 200 20,697 26 45 23 17 4 28 8 8 18 26
กรุงเทพมหานคร 1 10 33 3,810 5 - 3 - 4 - 8 - 13 -
ปริมณฑล 3 5 17 588 1 2 - - - 10 - - 1 3
ภาคกลาง 9 14 56 5,189 4 22 5 10 - 10 - 6 - 9
ภาคเหนือ 9 11 30 4,152 5 9 3 4 - 1 - 1 1 6
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 13 42 5,223 3 7 11 2 - 2 - 1 1 15
ภาคใต้ 5 6 22 1,735 8 5 1 1 - 5 - - 2 -

* บางชุมชนมีเจ้าของที่ดินมากว่า 1 หน่วย

เป้าหมายตามโครงการบ้านมั่นคง ในปี 2547 แบ่งเป็นภาคต่างๆ ดังนี้

ภาคเหนือ

ครอบคลุม 9 จังหวัด คือ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ เชียงราย แพร่ ตาก สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ครอบคลุม 11 เมือง 30 ชุมชน 4,152 หน่วย ชุมชนส่วนใหญ่ เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินการรถไฟ ที่วัด ที่ของกรมศิลปากร รวมที่วัด 24 ชุมชน เอกชน 1 อีก 5 ชุมชน กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบความชัดเจน ชุมชนเกือบทั้งหมดมีความไม่มั่นคง ไม่มีการจัดสิทธิ์การเช่าชัดเจน

ภาคใต้

ครอบคลุม 5 จังหวัด 6 เมือง 22 ชุมชน 1,735 ครอบครัว คือชุมชนในจังหวัดระนอง เมืองปากพนัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล และสงขลา เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ถึง 21 แห่งคือ ที่เทศบาล/สาธารณะ 8 ชุมชน, ราชพัสดุ 5, รถไฟ 11, ที่ดินวัด / กรมศาสนา 1, ที่ดินริมน้ำของกรมเจ้าท่า / กรมชลประทาน 5 แห่ง, ที่ดินของกรมป่าไม้ 1 แห่ง และเป็นที่ดินเอกชน 2 แห่ง

ภาคกลาง

ครอบคลุม 9 จังหวัด 14 เมือง 56 ชุมชน รวม 5,189 ครอบครัว คือชุมชนที่อยู่ในจังหวัด ระยอง จันทบุรี สระบุรี อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี ปรากฎว่าชุมชนถึง 22 แห่ง อยู่ในที่ดินราชพัสดุ ที่ยังไม่มีการจัดระบบการเช่า และการพัฒนาที่ชัดเจน 4 ชุมชน อยู่ในที่ดินสาธารณะอื่นๆ 5 ชุมชน ที่รถไฟ 10 ชุมชนที่ดินวัด 10 ชุมชนทีดินกรมชลประทาน/กรมเจ้าท่า 1 และ 6 ชุมชนที่ดินกรมศิลปากร ซึ่งถือเป็นที่ดินอนุรักษ์ รวมทั้งหมดอยู่ในที่ดินรัฐทั้งหมด

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ครอบคลุม 9 จังหวัด 13 เมือง 42 ชุมชน 5,223 ครอบครัว ประกอบด้วย ชุมชนที่อยู่ในจังหวัดอุดธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครราชสีมา สุรินทร์ และศรีสะเกษ ชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในที่ผสมและที่ดินที่ไม่สามารถระบุเจ้าของที่ดินที่ชัดเจน จำนวน 15 ชุมชน รองลงมาเป็นที่ดินของการรถไฟ 11 ชุมชน และที่ดินของราชพัสดุ 7 ชุมชน ส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของเทศบาล / สาธารณะ กรมศาสนา กรมเจ้าท่า กรมศิลป์ มีเพียงชุมชนเดียวที่อยู่ในที่ดินของเอกชน

ปริมณฑล

ครอบคลุม 3 จังหวัด 5 เมือง 17 ชุมชน 588 ครอบครัว คือชุมชนในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม เป็นชุมชนที่อยู่ในที่ดินของกรมชลประทานมากที่สุดถึง 10 แห่ง ชุมชนในที่ผสม 3 แห่ง, ราชพัสดุ 2 แห่ง, เทศบาล / ที่สาธารณะ และเอกชน อย่างละ 1 แห่ง

กรุงเทพมหานคร

มีแผนที่จะดำเนินการใน 10 เขต 33 ชุมชน 3,810 ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นชุมชนในที่ดินเอกชน 12 แห่ง รองลงมาคือ ทีดินของสำนักงานทรัพย์สิน 8 ชุมชน ที่สาธารณะ 5 ชุมชน การท่าเรือ 9 ชุมชน และการรถไฟจำนวน 3 ชุมชน

3 การคัดเลือกชุมชนในโครงการบ้านมั่นคง ปี 2547

3.1 กระบวนการคัดเลือกชุมชน ในโครงการบ้านมั่นคง ปี 2547 เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

 

3.2 ชุมชนที่คัดเลือกสำหรับทำโครงการในปี 2547 จะได้รับการคัดเลือก จากชุมชนทั้งหมดที่จัดกระบวนการในแต่ละเมือง เฉลี่ยประมาณ 2-5 ชุมชนในแต่ละเมือง หรือประมาณ ¼ ของจำนวนที่มีอยู่ ในเมืองเพื่อหวังผลให้เกิดรูปธรรมโครงการที่จะสามารถร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ระหว่างชุมชน และหน่วยงานพัฒนาในท้องถิ่นร่วมกัน โครงการที่ได้รับเลือกนี้ จึงถือเป็นโครงการตัวอย่างร่วมกันของชุมชน และกลไกร่วมในท้องถิ่น เพื่อจะร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ร่วมสร้างประสบการณ์ ไปพร้อมๆ กับการสร้างกลไกพัฒนาร่วมกัน

4 การสร้างความมั่นคงในที่ดิน

4.1 ที่ดินกรมธนารักษ์

มีชุมชนแออัดเป็นจำนวนมากที่อยู่ในที่ดินราชพัสดุ บางส่วนได้มีการจัดให้มีสัญญาเช่าที่ดิน ในขณะที่บางแห่งยังมิได้มีการจัดสัญญาเช่า โดยเฉพาะ 47 ชุมชนในแผนปี 2547 พบว่า บางพื้นที่เป็นที่ที่ราชพัสดุได้มีแผนให้หน่วยงานเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ หรือเป็นพื้นที่ที่ยังมิได้มีการจัดระเบียบการเช่าที่ชัดเจน หรือเป็นพื้นที่ที่ทิ้งร้างไว้ และคนจนได้เข้าไปปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ นอกจากนี้ ชุมชนบางแห่งเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี ยังมีปัญหาในเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ

อย่างไรก็ตาม การจัดการเพื่อให้ชุมชนแออัดได้มีการเช่าที่ราชพัสดุโดยถูกต้อง ได้มีการดำเนินการอย่างกว้างขวาง รวมถึงโครงการนำร่องปี 2546 ชุมชนทั้ง 2 แห่ง เป็นโครงการที่ได้รับการประสานความร่วมมือเป็นอย่างดีระหว่างหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ทำให้สามารถเปลี่ยนสถานภาพจากชุมชนที่ไม่มีการจัดการเช่าที่ชัดเจน เป็นชุมชนที่มีการเช่าอย่างถูกต้อง

ดังนั้น ในโครงการปี 2547 หากว่าจะเป็นเริ่มต้นให้เกิดการดำเนินการเช่า และปรับสภาพการเช่าโดยไม่มีปัญหา อุปสรรค ควรจะมีการดำเนินการเพื่อให้มีการปรับ หรือผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

4.2 ที่ดินกรมชลประทาน / กรมเจ้าท่า

จากภาพรวมชุมชนแออัดทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีชุมชนที่อยู่ในที่ดินของกรมชลประทานและกรมเจ้าท่า จำนวนประมาณ 50 แห่ง ในส่วนของแผนปี 2547 มีชุมชน 28 แห่ง ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณคูคลอง หรือริมทางน้ำ ทั้งนี้ สามารถจัดประเภทของชุมชนเป็น 2 ประเภท คือชุมชนเก่าที่อยู่ริมน้ำ และมีการขยับขยายเพิ่มเติม อีกประเภทหนึ่งคือชุมชนบุกรุก ต่อเติมในทางน้ำที่มิได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง การขยายตัวของชุมชนออกมาตามริมทางน้ำ จึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการตัวอย่างที่ดี เช่น การขยับหรือย้ายบ้านเรือนบางหลังขึ้นจากแนวคูคลอง การสร้างสะพานเพื่อป้องกันมิให้คนในชุมชนขยายพื้นที่ลงในคลอง โดยชุมชนร่วมกันดูแล คลองหลายแห่ง ชุมชนได้ร่วมกันกำจัดขยะ ลอกคลอง เพื่อฟื้นฟูคลองให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีและแก้ไขปัญหาการบุรุกล้ำคูคลอง

สำหรับชุมชนทั้ง 28 แห่งตามแผนปี 2547 ปรากฏว่า เป็นชุมชนที่อยู่บริเวณคลองที่มีสภาพแตกต่างกัน มีทั้งคลองขนาดใหญ่ เช่นคลองรังสิต คลองสว่าน และคลองขนาดเล็กได้แก่คลองบางบัว ในส่วนของแนวทางการแก้ปัญหา จะมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ ในชุมชนบางส่วนที่ไม่รุกล้ำเข้าไปในทางน้ำ หากเป็นไปได้ อาจจัดให้มีการเช่าที่ถูกต้อง เพื่อให้มีสภาพที่อยู่อาศัยที่สวยงาม เป็นชุมชนริมคลองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เช่น คลองรังสิต จะมีการทาสี ขยับบ้าน ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

สำหรับคลองที่มีการปลูกบ้านเรือนรุกล้ำเข้าไปในคูคลอง จะได้ประสานงานกับกรมชลประทานและกรมเจ้าท่า เกี่ยวกับขนาดของคลองที่มีความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ เพื่อที่ชุมชนจะได้ดำเนินการรื้อถอนที่อยู่อาศัยที่รุกล้ำเข้าไป และจัดสภาพการอยู่อาศัยของชุมชนริมคลองใหม่ ในการปรับปรุงและพัฒนาดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการดำเนินการ ให้เพื่อสามารถปรับปรุงชุมชนเหล่านี้ได้ ดังนี้

 

4.3 ที่ดินของเทศบาล / ที่สาธารณะ

ตามแผนปี 2547 มีชุมชนจำนวน 26 แห่ง อยู่ในที่ดินของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งชุมชนสามารถให้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่ยากนัก หากหน่วยงานท้องถิ่นนั้นไม่ได้มีแผนในการใช้ที่ดิน ก็สามารถนำมาดำเนินการปรับปรุงชุมชนในที่ดินเดิม ในกรณีที่จำเป็นต้องรื้อย้าย ควรต้องดูแลรับผิดชอบชุมชนที่อยู่อาศัยว่าจะสร้างชุมชนใหม่ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการแก้ปัญหาชุมชนคนจนในที่สาธารณะ ควรมีแนวทาง ดังนี้

 

4.4 ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ชุมชนแออัดที่อยู่ในที่ดินของการรถไฟฯมีจำนวน 61ชุมชน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีความพยายามในการจัดการอยู่อาศัยระหว่างการรถไฟฯ การเคหะแห่งชาติ และองค์กรชุมชนภายใต้ชื่อเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวได้ว่า การจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟฯ มีความคืบหน้าเป็นอันมาก สามารถดำเนินการจัดที่อยู่อาศัยได้สำเร็จและเป็นรูปธรรม ดังเช่นกรณีชุมชนทับแก้ว จังหวัดกรุงเทพฯ ได้ดำเนินการรื้อย้ายไปอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯโดยการทำสัญญาเช่า 30 ปี ชุมชนเพชรพระราม จ.กรุงเทพ ชุมชนพรเจริญ จ.อุดรธานี และชุมชนเทพารักษ์ จ.ขอนแก่น ได้รับการอนุมัติให้เช่าที่ดินการรถไฟฯโดยการทำสัญญาทุก 3 ปี

ที่ผ่านมา การรถไฟฯ และเครือข่ายสลัมสี่ภาค ได้มีการปรึกษาหารือและทำงานร่วมกัน จนสามารถบรรลุข้อตกลงพื้นฐานและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการของการรถไฟฯ ในการประชุมครั้งที่ 17/2543 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 เรื่องการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในที่ดินของการรถไฟ ดังนี้

 

4.5 ที่ดินกรมศาสนา

มีลักษณะการจัดการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันในที่ธรณีสงฆ์ ทั้งการจัดการโดยวัดเอง และจัดการโดยกรมศาสนา ชุมชนเหล่านี้ควรมีโอกาสในการจัดพื้นที่ของชุมชนให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาชุมชนต้องย้ายออก เนื่องจากวัดต้องการใช้พื้นที่ในการสร้างอาคารพาณิชย์ ทำให้ชุมชนที่เคยอยู่อาศัยในที่วัดและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัด ต้องขาดความมั่นคง ไม่มีการพัฒนา จึงจำเป็นต้องฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับวัด โดยการปรับปรุงสภาพชุมชนและสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ควรมีการตั้งคณะทำงานร่วม ประกอบด้วยกรมศาสนา วัด พอช. และชุมชน เพื่อร่วมมือกันในการแนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงวิธีการจัดการเช่าที่ดินระยะยาวให้แก่ชุมชน

4.6 ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ที่ผ่านมา พอช.ได้มีการประสานงานกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงตามแผนงานปี 2546 โดยมีพื้นที่นำร่องในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ จำนวน 3 ชุมชน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดร่วมกัน จะได้มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อกำหนดทิศทางเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันในระยะยาว และระยะสั้นตามแผนปฏิบัติการปี 2547

4.7 ที่ดินกรมศิลปากร

ชุมชนในที่ดินกรมศิลปากร มักจะเป็นทีที่อยู่ในเขตโบราณสถาน เป็นกำแพงเก่า กำแพงโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์ บึงโบราณ ซึ่งได้ถูกปล่อยปละละเลยมานาน ทำให้มีผู้คนเข้าไปปลูกบ้านเรือนเพื่ออยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก หลายแห่งเข้าไปอยู่อาศัยก่อนการประกาศเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์โบราณสถาน พื้นที่อุทยานฯ ทำให้พื้นที่อนุรักษ์ฯนั้นคลอบคลุมพื้นที่ชุมชนที่อาศัยอยู่เดิม จึงจำเป็นต้องมีการจัดที่อยู่อาศัย โดยให้ชุมชนซึ่งอยู่ในที่ดินโบราณสถานดำเนินการขยับหรือรื้อย้าย และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลโบราณสถานได้ต่อไป ดังนั้น จำเป็นต้องมีการประสานประโยชน์ในการดูแลที่ดินของกรมศิลปากร โดยการร่วมมือกับชุมชนในการจัดการดูแลโบราณสถานที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นในการรื้อย้าย ควรมีการหาที่รองรับให้กับชุมชนที่ต้องรื้อย้ายเหล่านี้

4.8 ที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทย

ส่วนใหญ่ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จะอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บริเวณคลองเตย ที่ผ่านมา ได้มีการจัดความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับชุมชนบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนจำนวนมากที่ยังความชัดเจนในการอยู่อาศัย จึงจำเป็นต้องจัดการอยู่อาศัย ทั้งในรูปแบบการปรับปรุงในที่ดินเดิมและหาที่ดินแห่งใหม่ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter