พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: รายงานความคืบหน้าโครงการ
ฮิต: 3060

 

ด้วยทิศทางพัฒนาที่เน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้คนต้องอพยพ…เข้ามาหางานทำในเมืองเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมารัฐไม่เคยมีมาตราการรองรับ ทำให้คนเหล่านี้ต้องบุกรุกเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินว่างเปล่า ทั้งที่ของรัฐและเอกชน จนกลายเป็นชุมชนแออัด มีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำเค็ญ ไม่ได้รับการบริการระดับพื้นฐานจากรัฐ

 

ตลอดพัฒนาการที่ผ่านมา มีชาวชุมชนแออัดหลาย ๆ แห่งต้องประสบปัญหาการถูกไล่ที่ จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อแก้ปัญหาจนก่อเกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์ธุรกิจ ชุมชน การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมชุมชน รวมทั้งได้ประสานความร่วมมือจากชุมชนหนึ่ง ไปสู่อีกชุมชนหนึ่งจนเกิดเป็นเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 100 เครือข่ายทั่วทุกจังหวัด

 

คนจนเมืองเชียงใหม่ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนที่อาศัยอยู่ในแขวงเม็งราย ส่วนใหญ่ได้อาศัยมานานกว่า 40 ปี โดยการบุกรุกเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองแม่ข่า และกำแพงเมืองชั้นนอก

 

ประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1839 หรือ เมื่อ 707 ปีก่อน บันทึกไว้ว่าพญาเม็งรายทรงพบไชยมงคล 7 ประการในการสร้างเมือง ซึ่งหนึ่งใน 7 นั้น คือ “ขุมแม่ข่า” สายน้ำจากดอยช่างเคี่ยน ที่ไหลอ้อมมาจากทิศเหนือไปสู่ทิศตะวันออก แล้วลงสู่แม่น้ำปิงทางตอนใต้ ซึ่งปัจจุบันนี้ไชยมงคล 7 ประการสูญหายไปหมด คงเหลือเพียง”คลองแม่ข่า”และ“แม่น้ำระมิงค์” (แม่น้ำปิง)เท่านั้น

 

เล่ากันว่าริมคลองแม่ข่าเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นท้องทุ่งนา แม่ข่าใสสะอาด ชาวบ้านจากสารภีหนี น้ำท่วมเข้ามาอาศัยอยู่ โดยการรับจ้างทำนาเพราะแม่ข่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเมืองเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อ เมืองเจริญขึ้น ผู้คนก็อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมคลองแม่ข่ามากขึ้น ทั้งอาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานขนาดย่อม ตลอดจนชาวชุมชนแออัด จนแม่ข่าที่เคยใสสะอาดเน่าเสีย เต็มไป ด้วยขยะ สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ แต่สังคมกลับกล่าวโทษชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่ริมคลองว่าเป็นผู้ทำให้ แม่ข่าเน่าเสีย

จุดเริ่มต้นของการรวมพลังคนจน

 

ในปี 2539 ชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่ริมคลองแม่ข่า และบางส่วนที่อาศัยรุกล้ำแนวกำแพงดิน ซึ่งเป็นกำแพงเมืองชั้นนอกที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เริ่มมีความรู้สึกไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย เนื่องจากทางการมองว่าเป็นตัวการที่ทำให้คลองแม่ข่าเน่าเสีย และเป็นผู้ทำลายโบราณสถาน ชาวชุมชนจึงได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชุมชนแออัดแขวงเม็งราย เพื่อร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น โดยเริ่มจากการร่วมกันขุดลอกคลองแม่ข่าให้ใสสะอาด และพัฒนาไปสู่การตั้ง “คณะกรรมการคลอง แม่ข่า”ขึ้น เพื่อดูแลคลองแม่ข่าอย่าง ต่อเนื่อง

 

นายบุญเรือง ปาระรังษี ซึ่งเป็นลูกหลานของตระกูลแรก ๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ริมคลองแม่ข่าเล่าว่า เราได้ขุดลอกคลองมาตั้งแต่ปี 2541 โดยร่วมกันทำโครงการ”คืนน้ำดีให้ลำคูไหว คืนน้ำใสให้ คลองแม่ข่า”ซึ่งพบว่าขยะทับถมกันหลายชั้นมาก แต่เราก็ทำกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนคลองแม่ข่าน้ำใสสะอาด ปู ปลาอยู่อาศัยได้ มีการตั้งกลุ่มเยาวชนสำรวจลำคลองเป็นระยะ ๆ เพื่อค้นหาปัญหาการ เน่าเสีย มีการปลูกต้นไม้ริมคลอง พร้อมขยับบ้านที่รุกล้ำแนวคลอง

 

นอกจากการร่วมกันรักษาคลองแม่ข่าแล้ว ในเครือข่ายแขวงเม็งราย ยังได้ร่วมกันสำรวจ ปัญหาของทุกชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาระดับชุมชน จากนั้นก็จะมีการร้อยเรียงปัญหา เพื่อร่วมกันแก้ไขในระดับ เครือข่ายอีกด้วย เช่น ขณะนี้เรามีโรงเรียนคนแป๋งเมือง เพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษาด้านการพัฒนาให้กับ ผู้นำ ชาวชุมชน และเป็นสถานที่ดูงานให้กับชาวชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เรามีกลุ่มเชียงใหม่พ่วงสะอาด ที่รณรงค์ให้ชาวชุมชนและเยาวชนนำวัสดุเหลือใช้ไปสร้างงานสร้างรายได้ รวมทั้งรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้สะอาด ขณะนี้ได้ขยายไปสู่การรับซื้อวัสดุเหลือใช้จากบุคคล ทั่วไป และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน

 

ในด้านการพัฒนาธุรกิจชุมชน เรามีโรงงานน้ำดื่ม ที่สมาชิกทุกชุมชนแออัด 19 ชุมชน ร่วมกันเป็นเจ้าของ ทั้งในลักษณะของการถือหุ้น และการร่วมกันจำหน่าย

หยอดกระปุก…วันละบาทเพื่อบ้านมั่นคง

 

อ้ายบุญเรือง ปาระรังสี กล่าวว่า ถึงแม้ว่าในปัจจุบันชาวชุมชนแออัดในแขวงเม็งราย จะได้ร่วมกัน ทำกิจกรรมหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจชุมชน สิ่งแวดล้อมชุมชน ซึ่งผ่านไปด้วยดีระดับหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านบางส่วนที่อาศัยอยู่บนแนวกำแพงดิน และที่รุกล้ำแนวคลองแม่ข่า เราจึงได้ร่วมกันจัดทำ “โครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยบริเวณแนวกำแพงดิน และริมคลองแม่ข่า”ขึ้น

 

เริ่มต้นจากการสำรวจข้อมูลครัวเรือน ที่มีปัญหารุกล้ำแนวคลอง และแนวกำแพงดินจากทุกชุมชน ซึ่งปรากฏว่ามีอยู่ 4 ชุมชน คือ ชุมชนกำแพงงาม 40 หลังคาเรือน , ชุมชนฟ้าใหม่ เขต 3 และ ฟ้าใหม่ เขต 4 รวม 40 หลังคาเรือน และชุมชนทิพย์เนตรอีก 20 หลังคาเรือน รวมทั้งหมด 100 หลังคาเรือน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงนำไปสู่การจัดทำผังร่วมกัน โดยเริ่มทำนำร่องไปแล้วที่ชุมชนกำแพงงาม

 

อ้ายบุญเรือง ปาระรังสีเล่าอีกว่า ในการจัดทำผังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวรมาร่วมทำงาน กับชาวบ้าน บ้านที่สร้างรุกล้ำแนวคลองก็ต้องถอยให้พ้นแนวคลอง กันที่ว่างไว้ปลูกต้นไม้ และมีทางเดินริมคลอง บ้านที่ตั้งอยู่บนกำแพงดินก็ต้องรื้อทั้งหมด ให้มีทางเดินริมกำแพงดิน 1.3 เมตร ซึ่งในการปรับผังแม้จะมีที่ดินเพื่อสร้างบ้านเหลือน้อยลง แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาลำคลองและคงสภาพกำแพงเอาไว้

 

จากนั้นเราก็ทำข้อเสนอต่อกรมศิลปากรเรื่องการคืนกำแพงดินให้กับสังคม โดยมีชาวบ้านเป็นผู้ดูแลรักษาโดยเราเสนอว่า 1) จะย้ายบ้านเรือนที่อยู่บนกำแพงทั้งหมดลงมา 2) ชาวบ้านจะอยู่ข้างล่างทั้งหมด ซึ่งพร้อมจะปรับปรุงบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นระเบียบ 3) จะช่วยกันดูแลแนวกำแพงโดยการปลูกต้นไม้ให้สวยงาม 4) ส่งเสริมอาชีพหัตถกรรม ซึ่งชาวบ้านทำอยู่แล้วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว และ 5) จะควบคุมไม่ให้มีการปลูกบ้านเพิ่ม

 

สำหรับเงินทุนนั้นได้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเป็นการออมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยเพียงคนละ 1 บาทต่อวัน หรือเดือนละ 30 บาท แล้วปล่อยให้สมาชิกกู้ โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาท/ปี ใครกู้ไปปรับปรุงก็กู้ได้ไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนที่ต้องสร้างใหม่ทั้งหลังก็กู้ได้ไม่เกิน 70,000 บาท สำหรับการชำระเงินกู้นั้นก็แล้วแต่สมาชิกจะสะดวก มีให้เลือกหลายแบบทั้งชำระเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละคน

 

ในระยะเริ่มต้นของการออม ซึ่งยังได้เงินไม่มากนัก ในขณะที่ความจำเป็นต้องปรับปรุงที่อยู่อาศัยได้ เริ่มขึ้นแล้ว ทางชุมชนจึงได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง มูลนิธิชุมชนไท เป็นเงินประเดิมแบบให้เปล่าเป็นเงิน 1 ล้านบาท ส่วนเงินที่ทุกคนร่วมกันออมนั้น เห็นร่วมกันว่าจะไม่มีการถอน เพื่อให้ทุกคนได้มีเงินหมุนเวียนไปสร้างบ้านจนครบกันทุกหลัง ซึ่งถึงแม้จะเป็นจำนวนไม่มาก แต่หลายครอบครัวก็หาเงินมาสมทบ ไม่ได้กู้ทั้งหมด อีกประการหนึ่ง ก็จะเริ่มทำในชุมชนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ซึ่งขณะนี้ได้ เริ่มต้นแล้วที่ชุมชนกำแพงงาม และจะขยายต่อไปจนครบทั้ง 4 ชุมชน โดยชุมชนไหนพร้อม ชุมชนอื่นก็จะไปช่วย หมุนเวียนกันไปจนเสร็จโครงการ

 

นายพิพัทธ์ ลาภปัญญา อายุ 25 ปี เล่าว่า อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด พอแยกครอบครัวก็ต้องไปสร้างบ้านบนกำแพงสองคนผัวเมีย พอมีโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ก็ย้ายลงมาข้างล่าง เพื่อนบ้านคือลุงเทพ คำตัน แบ่งที่ให้สร้างบ้าน ออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยกับชุมชน แล้วกู้เงินมาสร้างบ้าน กู้จากกลุ่มออมทรัพย์ไปสามหมื่นกว่าบาท และนำไม้เก่าจากการรื้อมาใช้ด้วย ซึ่งสะดวกสบายกว่าเดิมไม่ต้องปีนกำแพง ส่วนรั้วบ้านก็ทำด้วยไม้ไผ่ และปลูกพืชกินได้ริมรั้ว

 

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่เปิดเผยว่า ทางเทศบาลไม่มีนโยบายที่จะย้ายชุมชนออกไปอยู่ที่อื่น เพียงขอให้ชาวชุมชนช่วยกันรักษาคลอง รักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี และมีข่าวว่ามีโรงงานและสถานประกอบการต่าง ๆ ทิ้งของเสียลงคลอง เรื่องนี้ขอให้ชาวชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแล แล้วแจ้งไปยังเทศบาล เราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

จากกำแพงงามสู่บ้านมั่นคง 8 ชุมชน

 

น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเปิดเผยว่า ความร่วมแรงแข็งขัน ของชาวชุมชนในแขวงเม็งราย จนก่อให้เกิดรูปธรรมแห่งการพัฒนาอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชุมชนกำแพงงามนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่คนจนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นปัญหา ของเมือง ได้ร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้น่าอยู่ขึ้น และยิ่งเป็นการคิดอย่างเป็นขบวนการเชื่อมโยงทุกปัญหา คืนธรรมชาติให้กับคลอง คืนกำแพงโบราณให้กับสังคม นี่คือการสร้างเมือง เป็นการเปลี่ยนรหัสหมายให้สังคมเข้าใจเสียใหม่ว่า “คนจนคือคนแป๋งเมือง ไม่ใช่เป็นปัญหาของเมือง”

 

ผอ.พอช.กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรารับผิดชอบโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเชียงใหม่เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในเป้าหมาย ซึ่งนายกเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราจึงคิดว่าเราจะใช้รูปธรรมของ “ชุมชนกำแพงงาม”เชื่อมร้อยให้เกิดบ้านมั่นคง ทุกชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองแม่ข่า รวมทั้งชุมชนอื่น ๆ ที่มีความพร้อม

 

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในวันนี้ (8 มิ.ย. 2546) พิสูจน์คำพูดของ ผอ.พอช.ได้เป็นอย่างดี...ภาพที่ผู้ที่เกี่ยวทุกภาคส่วน ตลอดจนชาวบ้านได้ร่วมกันสืบชะตาคลองแม่ข่า และคืนกำแพงดินให้กับสังคม ช่วยกันปลูกต้นไม้ตามแนวคลองและกำแพงดิน อันเป็นการแสดงให้สังคมเห็นว่า “คนจนแป๋งเมืองไปสู่ความมั่นคงและจะอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างเป็นสุข”

 

ที่สำคัญภาพนี้มิใช่ปรากฏอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะเป็นกรณีศึกษาไปทั่วโลกโดย สถานีโทรทัศน์บีบีซีจากประเทศอังกฤษบินตรงมาเพื่อถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ...

 


เรื่อง/ภาพ สุวัฒน์ คงแป้น

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter