พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: รายงานความคืบหน้าโครงการ
ฮิต: 2279

ความเป็นมา
บ้านมั่นคงในปี 2543 ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 60.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 32 อาศัยอยู่ในเมือง การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอดีต ส่งผลให้เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางเเผนหรือการจัดการที่ดีพอ ขาดการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยที่ดินเเละสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพให้เพียงพอต่อการเติบโตของประชากร ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว ปรากฏชัดมากขึ้นเเละ ไม่เฉพาะกรุงเทพที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อยู่อาศัยเเละสภาพเเวดล้อม เมืองหลักอื่นๆในภูมิภาคก็กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกัน

อยุธยาเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น น้ำท่วม การระบายน้ำ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ความยากจน เเละปัญหาการไล่ที่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองออกจากบริเวณเมืองเก่า

เทศบาลอยุธยามีประชากรประมาณ 70,600 คน 14,000 ครัวเรือน เเละประชากรเเฝงอีกประมาณ 30,000 คน มีพื้นที่ประมาณ 14 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินสาธารณะ ซึ่งหลายหน่วยงานดูเเลอยู่ เช่น กรมธนารักษ์ กรมศิลปากร ฯลฯ เนื่องจากอยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่า จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ประชาชนเเละสถานที่ทางประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกัน กรมศิลปากรประกาศให้พื้นที่ในเขตเมืองเก่า 1,810 ไร่ เป็นเขตเมืองประวัติศาสตร์ เเละได้จัดทำเเผนพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งได้รับอนุมัติจากครม. เมื่อปี 2536 ทั้งนี้อยุธยาได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดย UNESGO เมื่อปี 2534 เรื่องนี้เป็นทั้งข่าวดีเเละร้าย ข่าวดี คือ การที่เมืองเก่าได้รับการอนุรักษ์ดูเเลอย่างดี ข่าวร้ายสำหรับชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่าเเละโบราณสถานมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่ที่ เนื่องจากชุมชนเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในที่ดินโดยไม่มีสัญญาเช่า โดยสภาพทางเศรษฐกิจชุมชนเหล่านี้ไม่อาจย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากส่วนใหญ่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในบริเวณนี้ เช่น ขายอาหาร ของที่ระลึก คนงานให้บริการ เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งเมืองก็ต้องการเเรงงานนี้เช่นเดียวกัน

ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในอยุธยา

จากข้อมูลของเทศบาลอยุธยามีชุมชนผู้มีรายได้น้อย 25 ชุมชน 1,475 ครัวเรือน ข้อมูลนี้ไม่ได้ครอบคลุมชุมชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งหมดในเทศบาลอยุธยา เนื่องจากชุมชนเหล่านี้เป็นชุมชนที่จัดตั้งโดยเทศบาล เพื่อการให้บริการด้านสาธารณูปโภค การเลือกตั้ง เเละการปกครอง

ในเดือนมีนาคม 2543 เครือข่ายองค์กรชุมชนได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชนในเขตเทศบาล พบว่ามีชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั้งสิ้น 53 ชุมชน 4,989 หลังคาเรือน ประชากร 6,611 ครัวเรือน โดยมีลักษณะเด่นดังนี้

Ø ชุมชนร้อยละ 95 ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ 75 % เป็นชุมชนบุกรุก มีเพียงร้อยละ 3.7 มีที่ดินของตนเองเเละที่ดินผสม

Ø ร้อยละ 58 มีปัญหาที่อยู่อาศัย โดยร้อยละ 38.8 ได้รับข่าวลือเกี่ยวกับการไล่ที่ เเละร้อยละ 20.7 ได้รับเเจ้งให้รื้อย้าย

Ø ลำดับความรุนเเรงของปัญหา

    • น้ำท่วมเเละการระบายน้ำ ร้อยละ 86
    • ความไม่มั่นคงในที่ดิน เเละที่อยู่อาศัย ร้อยละ 24.5
    • ขาดสาธารณูปโภคพื้นฐาน ร้อยละ 15

Ø ปัญหาด้านสาธารณูปโภค

    • ทางเดินในชุมชน 15%
    • ไฟทางเดิน 51%
    • ขยะ 35 %
    • การระบายน้ำ

Ø ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    • ปัญหาหนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน

องค์กรชุมชนเเละกระบวนการทำงาน

บ้านมั่นคงก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนอย่างเป็นทางการ มีการรวมตัวกันของชุมชนอย่างหลวมๆ เช่น กลุ่มญาติพี่น้อง กลุ่มผู้ที่มีภูมิลำเนาเดียวกัน กลุ่มผู้มีอาชีพเดียวกัน เเละการรวมกลุ่มเฉพาะกิจโดยมีวัตถุประสงค์เป็นครั้งคราว เช่น จัดงานเนื่องในเทศกาลต่างๆ เป็นต้น

ตั้งเเต่ปี 2541 เทศบาลอยุธยาได้เริ่มจัดตั้งชุมชน เเละคณะกรรมการชุมชน โดยใน(ปัจจุบันมี ชุมชน เเละกรรมการชุมชนที่เทศบาลรับรองเพิ่มขึ้นเป็น 28 ชุมชน) กิจกรรมของคณะกรรมการชุมชน คือ การประสานความร่วมมือกับเทศบาล เเละหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การเเก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การจัดงานประเพณีในชุมชน โดยเทศบาลให้เงินสนับสนุนกิจกรรมในชุมชนปีละ 20,000 บาทต่อชุมชน

ปี 2535 ได้มีการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณะสุข (อสม.) ขึ้น โดยการสนับสนุนของกระทรวงสาธารณะสุข โดยเเต่ละชุมชนจะมีอาสาสมัครประจำ 5-8 คน ปัจจุบันมี อสม. 10,000 คน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอสม. ระดับจังหวัด

ปี 2541 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นที่ชุมชนอาคารสงเคราะห์ เริ่มจากการได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เทศบาล เเละได้ไปศึกษาดูงานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ในกรุงเทพฯ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือพชม. โดยได้ขยายจำนวนจาก 1 กลุ่ม เป็น 9 กลุ่มภายใน 1 ปี ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์ 13 กลุ่ม สมาชิก 650 ครอบครัว มีเงินออมรวม 1,637,522 บาท กลุ่มออมทรัพย์ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชนให้มาทำงานร่วมกัน ตั้งเเต่เรื่องการออมทรัพย์ไปจนถึงกิจกรรมการพัฒนาที่ซับซ้อนขึ้นซึ่งช่วยเชื่อมชุมชนเข้ากับระบบที่เป็นทางการ กลุ่มออมทรัพย์ได้เปิดทางให้กับขบวนการพัฒนาภายในชุมชน เเละต่อเชื่อมกับทรัพยากรจากภายนอก

หลังจากมีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ได้ 9 กลุ่ม ได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ซึ่งในช่วงเเรกจะทำงานเฉพาะเรื่องออมทรัพย์เท่านั้น หลังจากทำงานร่วมกันได้ระยะหนึ่ง เครือข่ายเกิดความมั่นใจมากขึ้นที่จะขยายกิจกรรมไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น การพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน ที่ชุมชนศาลาปูน การใช้เงินทุนจากโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเพื่อก่อสร้างทางเดินคอนกรีตในชุมชน

เเม้จะเป็นโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมขนาดเล็กในชุมชน เเต่ได้ช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนเเละเครือข่ายได้ร่วมกันคิดปรึกษาหารือเเละทำงานร่วมกัน ในขณะเดียวกันเครือข่ายได้พยายามเรียนรู้ประสบการณ์จากเครือข่ายอื่น ๆ เช่น เมื่อทราบถึงการร่วมกันสำรวจชุมชนเพื่อจัดทำเเผนพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมือง จากเครือข่ายนครสวรรค์ เครือข่ายอยุธยาจึงเริ่มสำรวจชุมชนเพื่อนำมาใช้จัดทำเเผนเเก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันเครือข่ายยังคงทำกิจกรรมในด้านอื่นๆ ต่อไป เช่น สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนอื่นๆ เเละช่วยพัฒนากลุ่ม จัดการสำรวจชุมชน หารือเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการประเภทต่างๆ เพื่อเสนองบประมาณจาก SIF โดยเครือข่ายได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 1,354 ,400 บาท เพื่อจัดทำโครงการสวัสดิการใน 9 ชุมชน การขอรับเงินทุนจากโครงการมิยาซาวาเพื่อเเก้ไขปัยหาหนี้นอกระบบ ฯลฯ เครือข่ายจัดเป็นกลไกสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของชุมชน การสร้างเวทีเรียนรู้ เเลกเปลี่ยนประสบการณ์เเละเสริมสร้างกำลังใจระหว่างกัน

ช่วงต้นปี 2543 เทศบาล การเคหะเเห่งชาติ (กคช.) พชม. เเละเครือข่ายชุมชนได้รวมกันสำรวจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองอยุธยา เริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของเครือข่าย โดยการสนับสนุนด้านเทคนิคเเละการเงินจาก กคช. ซึ่งในการสำรวจชาวชุมชน เป็นผู้ลงสำรวจทั้งหมด

การสำรวจเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงชาวชุมชนเเละสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมในขบวนการ โดยเครือข่ายวางเเผนการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง กำหนดขอบเขตการสำรวจ คำนิยมชุมชนที่จะสำรวจ โดย พชม. ได้ส่งสถาปนิกชุมชน 2 คน ลงไปช่วยระหว่างการสำรวจ เพื่อจัดทำเเผนที่เเละทำผังชุมชน

ระหว่างการสำรวจ เครือข่ายมีโอกาสพูดคุยกับชุมชนใหม่ ได้อธิบายถึงกิจกรรมของเครือข่าย เเนวความคิดว่าคนจนเเละโบราณสถานอยู่ร่วมกันได้ การหารือเกี่ยวกับทางออกชุมชนที่ถูกไล่ที่

ผลการสำรวจปรากฏว่า มีชุมชนในเขตเทศบาลรวมทั้งสิ้น 53 ชุมชน 4,989 หลังคาเรือน 6,611 ครอบครัว โดยชุมชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ 58% หรือ 30 ชุมชน มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย โดยในจำนวนนี้ 38.8 % มีข่าวลือเกี่ยวกับการไล่ที่

มีการเลือกชุมชน 3 ชุมชน เพื่อพัฒนาเป็นโครงการตัวอย่าง เเต่ละชุมชนได้หารือกันเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยมีสถาปนิกชุมชนช่วยออกเเบบวางผัง

ได้มีการจัดตั้งกรรมการร่วมระหว่างจังหวัด เทศบาล พอช (พชม. เดิม) กคช. เเละชุมชน ชื่อคณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ในอยุธยา กรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาเป็นประธาน ตัวเเทนจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เเละส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง (เทศบาล กรมศิลปากร กรมธนารักษ์ กคช. พอช. ) เเละเครือข่ายชุมชน คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ ดังนี้

    • พัฒนาเมืองน่าอยู่ ด้วยการสนับสนุนองค์กรชุมชน ประชาคม ผ่านกระบวนการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น กายภาพ สภาพเเวดล้อมชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีรายได้น้อย
    • พัฒนาศักยภาพด้านเศรษฐกิจเเละสังคม โดยการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มในสังคม
    • พัฒนาระบบการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ โดยการกระจายอำนาจสู่ส่วนท้องถิ่น

บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1. เทศบาลพระนครศรีอยุธยา โดยทั่วไปเทศบาลมีหน้าที่พัฒนาระบบสาธารณูปโภค จัดเก็บขยะ ดูเเลด้านสุขภาพเเละการศึกษาของประชาชน โดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยเเละการเเก้ไขปัญหาความยากจนไม่ใช่ภาระกิจหลัก ช่วง 43 ปี ที่ผ่านมา เทศบาลได้ก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพียง 40 หน่วย ให้ผู้ที่ประสบปัญหาไฟไฟไหม้ (ชุมชนอาาคารสงเคราะห์) เทศบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนาชุมชน 10,000 - 20,000 บาทต่อปีต่อชุมชน เเต่ได้ยกเลิกไปเนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ อย่างไรก็ดี เทศบาลได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งในการสำรวจชุมชนของเครือข่าย เเละเข้าร่วมเป็นกระบวนการพัฒนาเมืองน่าอยู่ จะเห็นได้ว่าเทศบาลได้ยอมรับบทบาทเเละกิจกรรมของเครือข่ายมากขึ้น

2. การเคหะเเห่งชาติ มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำนโยบายที่อยู่อาศัยของชาติ วางเเผนเเละดำเนินการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เเก้ไขปัญหาการไล่เเละพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อยในเมือง

ในช่วงต้นปี 2542 กคช. ได้ริเริ่มเเนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับเมืองเเทนการพัฒนาระบบเป็นรายโครงการ โดยการสนับสนุนให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยได้รับความร่วมมือกับพชม. เเละเทศบาลนครสวรรค์ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อนำไปสู่เมืองน่าอยู่ หลังจากนั้นอีก 1 ปี จึงเริ่มโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองอยุธยา

3. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นองค์การมหาชนมีภาระกิจหลัก คือ ส่งเสริมความเข้มเเข็งขององค์กรชุมชน การสร้างการยอมรับเเละรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน พัฒนาการออมทรัพย์สวัสดิการเศรษฐกิจชุมชน เเละสนับสนุนด้านสินเชื่อให้กับองค์กรชุมชน

พอช. ได้ทำงานร่วมกับชุมชนในอยุธยาตั้งเเต่ปี 2541 (ตั้งเเต่ยังเป็นพชม.) ด้วยการให้การสนับสนุนองค์กรชุมชน เเละเครือข่ายในการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน การให้สินเชื่อ มิยาซาวาเพื่อปลดหนี้นอกระบบ ประสานงานด้วย กคช. เทศบาลเเละผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปสู่เมืองน่าอยู่

4. โครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเมือง เริ่มดำเนินการตั้งเเต่ปี 2539 โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ค ในการดำเนินการได้สนับสนุนให้ชุมชนผู้มีรายได้น้อยพัฒนาสาธารณูปโภคเเละสภาพเเวดล้อมภายในชุมชนโดยชาวบ้านเอง เช่น การสร้างทางเดินภายในชุมชน ทางระบายน้ำ ศูนย์ชุมชน ขุดลอกคลอง เป็นต้น โครงการนี้ได้เชื่อมโยงให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมาพบปะพูดคุยกันถึงปัญหาภายในชุมชนเเละการเเก้ไขปัญหา เมื่อชุมชนหาข้อยุติได้เเล้วว่าต้องการเเก้ไขปัญหาย่างไร ก็ร่วมกันจัดเเผนเเละโครงการเพื่อเสนอให้เครือข่ายพิจารณา เพื่อกลั่นกรองในการประชุมเครือข่ายเเละกรรมการระดับจังหวัด

โครงการ ฯ ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการสร้างคอนกรีตหนีน้ำท่วมที่ชุมชนศาลาปูน ซึ่งเเม้จะเป็นเพียงชุมชนเดียว เเต่ได้ส่งผลกระทบเครือข่ายทั้งหมด โดยเฉพาะเครือข่ายที่อยู่อาศัย

 


โครงการตัวอย่าง

1. การก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ : ชุมชนอาคารสงเคราะห์ ชุมชนที่ตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ ที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเเถว 40 หน่วย ซึ่งก่อสร้างโดยเทศบาลเมื่อ 45 ปีมาเเล้ว หลังจากชาวชุมชนอยู่อาศัยมาได้ระยะหนึ่งได้มีการขยายครอบครัวเเละก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม ทำให้ชุมชนเเออัดขึ้นเเละสภาพเเวดล้อมเสื่อมโทรมลง เนื่องจากตัวบ้านเก่าลง ทางเดินในชุมชนเเละทางระบายน้ำชำรุด ต่อมาเทศบาลได้หยุดเก็บค่าเช่า ซึ่งขณะนั้นมีที่อยู่อาศัย 67 หน่วย

อาจสรุปปัญหาของชุมชนได้ดังนี้

    • ตัวบ้านมีสภาพเก่าเเละชำรุด
    • ไม่มีสัญญาเช่า ทำให้สภาพการอยู่อาศัยไม่มั่นคง
    • ทางเดินในชุมชนเเคบเเละชำรุด
    • ทางระบายน้ำใช้การไม่ได้
    • เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย

เเนวทางการเเก้ไขปัญหา

ชาวชุมชนได้มาประชุมกันเพื่อหาเเนวทางเเก้ไขปัญหา ด้วยการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่โดยสถาปนิกชุมชนได้เข้าไปช่วยร่างผังชุมชนเเละเเบบบ้านตามที่ชาวบ้านต้องการ หลังจากทุกครอบครัวเห็นด้วยเเล้วจึงเริ่มจัดทำผังละเอียด ระหว่างกระบวนการดังกล่าว ชุมชนได้ออมเงินเพิ่มขึ้นจากการออมทรัพย์เดิมเพื่อเป็นกองทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่

โดยเมื่อสิ้นปี 2543 กลุ่มออมทรัพย์มีเงินออมรวมกัน 385,000 บาท เเละมีเงินออมเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย 200,000 บาท ชุมชนได้เเสนอโครงการให้คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อนำไปสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ ซึ่งคณะกรรมการเห็นชอบให้โครงการนี้เป็นโครงการตัวอย่าง เเละได้จัดทำเเผนการดำเนินงานร่วมกัน ได้มีการประสานกับกรมธนารักษ์เพื่อขอเช่าที่ชุมชน โดยการทำสัญญาระยะยาว 30 ปี ขณะที่องค์กรชุมชนเสนอขอใช้สินเชื่อจากพอช. 4.859 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยระหว่างการก่อสร้างใหม่ ชุมชนได้ย้ายออกไปก่อสร้างที่พักชั่วคราวอยู่บนที่ดินเทศบาลเตรียมไว้ให้ซึ่งไม่ไกลจากชุมชนเดิม

 

ข้อมูลโครงการ

    • การก่อสร้างที่อยู่อาศัยร่วมกัน 66 หน่วย
    • เเบบบ้านเป็นบ้านเเถวสองชั้นครึ่ง
    • ขนาดที่ดินเเปลงละ 3 x 10 เมตร
    • ค่าก่อสร้างต่อหน่วย 80,000 บาท
    • เงินออมทั้งหมด 485,880 บาท
    • เงินสินเชื่อ 4.859 ล้านบาท
    • ที่ดินทั้งโครงการ 1,004 ตรม. เเบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 495 ตรม. สาธารณูโภคเเละ ที่ว่างในโครงการ 509 ตรม.
    • ค่าเช่าที่ดิน 1 บาท / 4 ตรม. / ปี
    • ค่าก่อสร้างสาธารณูปโภค 2,664,000 บาท (สนับสนุนผ่านกคช.)

สรุปโครงการ

1. ชาวชุมชนได้รับสิทธิภาพเช่าที่ดินทั้งเเปลง โดยเช่าในนามกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนอาคารสงเคราะห์เป็นเวลา 30 ปี

2. ได้มีการรื้อย้ายออกทั้งหมดเพื่อก่อสร้างใหม่ โดยการเคหะเเห่งชาติสนับสนุนการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคทั้งชุมชน

3. ในการสร้างบ้าน ชาวชุมชนได้ขอใช้สินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง จำนวน 4,661,574 บาท (หรือรายละไม่เกิน 80,000 บาท) ผ่อนชำระประมาณวันละ 38 บาท เป็นเวลา 15 ปี โดยกลุ่มออมทรัพย์จ้างผู้รับเหมามาดำเนินการสร้างบ้านทั้ง 66 หลัง (เเต่ละหลังมีขนาด 3x10 ม. ) โดยสร้างเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่ง

4. ในการดำเนินงานเเละจัดผังก่อสร้างทำให้ชุมชนมีพื้นที่ว่างเพื่อการใช้สอยร่วมกันอย่างกว้างขวาง มีสุขภาวะที่ดีขึ้นทั้งกายภาพเเละความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

 

 


 

2. การปรับปรุงชุมชนในที่ดิน : ชุมชนตรอกขนมถ้วย

ชุมชนตรอกขนมถ้วยเป็นชุมชนเก่าเเก่มีการตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 50 ปี ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ย้ายมาจากชนบทภายในจังหวัดเพื่อหางานทำ เนื่องจากผู้อพยพเหล่านี้เป็นคนจนไม่สามารถซื้อที่ดิน จึงได้สร้างที่พักอย่างง่ายๆขึ้นบนที่ดินสาธารณะ ที่เรียกชื่อชุมชนนี้ว่าตรอกขนมถ้วย เนื่องจากหลายครอบครัวในชุมชนนี้มีอาชีพทำขนมถ้วยเป็นที่เลื่องลือเเละเป็นที่รู้จักดีในเมืองอยุธยา เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เทศบาลมีโครงการที่จะตัดถนนผ่านบริเวณนี้ เเละได้เเจ้งให้ชุมชนย้ายออก มีเพียง 10 ครอบครัวที่สามารถหาที่อยู่อาศัยใหม่ได้เเละได้ย้ายออกไป ขณะที่ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยใหม่ได้ จึงได้ขอความช่วยเหลือจากสส. เพื่อขออยู่อาศัยในที่เดิม ปัจจุบันในชุมชนนี้มีผู้อาศัยอยู่ 18 ครอบครัว จากเดิมมีผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น 33 ครอบครัว

ปัญหาชุมชน

    • ความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย เนื่องจากเทศบาลมีโครงการจะตัดถนนผ่านบริเวณนี้
    • ปัญหาการระบายน้ำเเละทางเดินในชุมชน
    • การขาดเเคลนทรัพยากรเเละบริการจากรัฐ เนื่องจากเทศบาลยังไม่ให้การรับรอง

เเนวทางการเเก้ไขปัญหา

ประมาณปี 2541 ชาวชุมชนตรอกขนมถ้วยได้รับทราบเกี่ยวกับกลุ่มออมทรัพย์ในหลายชุมชน จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เเละเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่าย เเละได้เรียนรู้ว่าการมีองค์กรชุมชนที่เข้มเเข็งจะช่วยเเก้ไขปัญหาได้ นอกจากกิจกรรมการออมทรัพย์เเล้ว ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อสังคม (SIF) เเละโครงการพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชนเมือง จัดทำโครงการสวัสดิการเเละพัฒนาสภาพเเวดล้อมชุมชน โดยชุมชนตัดสินใจร่วมกันว่าจะปรับปรุงทางเดินเเละที่ว่างภายในชุมชน จึงขอยืมเงินจากกองทุนจำนวน 33,679 บาท เพื่อซื้อวัสดุ โดยชุมชนร่วมลงเเรงกันก่อสร้างถนน เเละเก็บเงินคืนจากชาวบ้านเดือนละ 100 บาท ต่อครอบครัวเป็นเวลา 20 เดือน

 

 


 

3. การปรับชุมชนในที่ดิน : ชุมชนวัดพิชัย

จากการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาทางเดินเเละที่ว่างในชุมชน ทำให้ชาวชุมชนรู้สึกเชื่อมั่นในพลังของชุมชนเเละร่วมกันพัฒนาหน้าบ้านให้เป็นระเบียบน่ามอง ขณะเดียวกันก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อสร้างถนน เเละพยายามต่อรองที่จะขออยู่ที่เดิม

โครงการตัวอย่างอีกโครงการหนึ่ง คือ ชุมชนวัดพิชัย ซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีผู้อยู่อาศัย 29 ครัวเรือน อาศัยอยู่บนที่ดินของวัด ต่อมาได้รับเเจ้งว่าวัดต้องการใช้ที่ดินบริเวณนี้ ชาวบ้านจึงรวมกันเจรจาโดยคืนที่ดินบางส่วนให้วัดเเลกกับการทำสัญญาเช่าระยะยาว โดยชุมชนตกลงจะพัฒนาสภาพเเวดล้อมให้ดีขึ้น เช่น การทาสีบ้าน ทำระเบียงบ้าน เป็นต้น ปัจจุบันชุมชนได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว 15 ปีกับวัดเเล้ว

นอกจากชุมชนตัวอย่างข้างต้น ยังมีชุมชนบนที่ดินของกรมศิลปากรอีก 8 ชุมชนที่อาจจะต้องย้ายออกไป เนื่องจากกรมศิลปากรมีเเผนงานจะปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองเก่าในฐานะที่เป็นมรดกโลก คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของจังหวัดได้ร่วมกับชุมชนในการดำเนินการจัดทำเเผนเเก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีเเนวทางในเบื้องต้นว่าบางชุมชนจะย้ายออกไปอยู่บนที่ดินกรมศิลปากรจะจัดหาให้โดยไม่ไกลจากที่เดิม (บริเวณโรงงานสุรา) เเละบางชุมชนจะใช้วิธีปรับผังบางส่วน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดรายละเอียด

บทสรุป

1. ขบวนการเชื่อมโยงกันของกลุ่มออมทรัพย์ภายในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดความสนใจร่วมกันในเรื่องนั้น ๆ เเละเกิดเป็นเครือข่ายร่วมเชิงประเด็น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเครือข่ายสามารถร่วมกันเเก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สวัสดิการชุมชนตลอดจนที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ เครือข่ายยังริเริ่มความร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ ในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งร่วมกับประชาคมในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองโดยรวม

2. การสำรวจเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มเเข็งให้ชุมชนเเละเครือข่าย เพราะกระบวนการสำรวจทำให้ชุมชนหันมาร่วมกันคิดเกี่ยวกับชุมชนของตนเองมากขึ้น ชุมชนอื่นๆ ภายในเมืองกันมากขึ้น เเละยังช่วยเชื่อมโยงชุมชนใหม่ ๆ สมาชิกใหม่ ๆ เข้ามาสู่กระบวนการพัฒนา ช่วยให้ชาวชุมชนเข้าใจสถานะการณ์เเละองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเเละการอยู่อาศัยของชุมชนต่างๆ ในเมือง ชาวชุมชนสามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนได้อย่างมั่นใจเพราะเป็นผู้สำรวจข้อมูลด้วยตนเอง นอกจากนี้ กระบวนการสำรวจยังช่วยให้เกิดการประสานงานระหว่างชุมชน เทศบาลเเละหน่วยงานอื่นๆในท้องถิ่น

3. การเชื่อมโยงองค์กรชุมชนนำไปสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยร่วมกันระดับเมืองเท่าที่ผ่านมา การเเก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินเเละการอยู่อาศัย มีการดำเนินการโดยชุมชนเเต่ลำพัง หรือเป็นความร่วมมือระหว่างการเคหะเเห่งชาติ เเละชุมชนหรือเทศบาลเเละชุมชน ทำให้สามารถดำเนินการได้ทีละชุมชนเเละต้องใช้เวลานานในการเเก้ไขปัญหา การประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วม ทำให้สามารถเเก้ไขปัญหาได้อย่างกว้างขวางพร้อมกันทั้งเมือง โดยสัมพันธ์กับโครงสร้างเเละพัฒนาการของเมือง นอกจากนี้การเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันยังเป็นการระดมทรัพยากรเเละกำลังของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

4. การเปลี่ยนเเปลงบทบาทของหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ในอดีตเทศบาลจะให้การสนับสนุนงบประมาณเฉพาะชุมชนที่เทศบาลให้การรับรองจัดตั้งเป็น ชุมชน โดยจะให้การสนับสนุนเฉพาะบางกิจกรรมภายใต้งบประมาณที่จำกัด เเต่ในปัจจุบันหลาย ๆ เทศบาลได้ยอมรับบทบาทของเครือข่าย เเละให้การสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่าย ตลอดจนประสานกับกลุ่มเเละหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น

 

 


 

 

จุดประกายบ้านมั่นคงที่อยุธยา

 

ร่ำเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม รู้มาตั้งแต่อ้อมแต่ออกว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงเก่า มีโบราณสถานสำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นที่ของรัฐ เช่น กรมศิลปากร ราชพัสดุ เทศบาล เป็นต้น มาบัดนี้ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2534 ก่อให้เกิดความตื่นตัวจากหน่วยงานของรัฐในการอนุรักษ์โบราณสถานมากขึ้น กระแสการตื่นตัวนี้ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงของการเตรียมการเสนอให้อยุธยาเป็นมรดกโลก ก่อให้เกิดการสำรวจพื้นที่โดยหน่วยงานของรัฐอย่างกว้างขวาง ซึ่งปรากฏว่าพื้นที่หลายแห่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้งในลักษณะของการบุกรุกและการเช่าที่จากหน่วยงานเจ้าของที่ดินดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่เดิมเกิดความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย

 

ลุงกร่าง อ้อสุวรรณ คนถีบสามล้อจากชุมชนตรอกขนมถ้วย ย้อนอดีตเมื่อ 50 กว่าปีก่อนให้ฟังว่าเมื่อก่อนทำนาอยู่ที่อำเภอเสนา แต่ฐานะยากจนจึงดั้นด้นเข้าเมืองมาหางานทำตั้งแต่ปี 2493 เริ่มด้วยการเช่ารถสามล้อมาถีบรับผู้โดยสาร เห็นที่ว่างอยู่ประมาณไร่เศษก็เข้ามาสร้างบ้านอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่ ของใคร ไม่เห็นใครมาว่าอะไรก็เลยชวนญาติพี่น้องจากเสนามาอยู่ด้วยแล้วก็มีลูกออกหลานขยายเป็น 33 ครอบครัว ทุกครอบครัวอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้องส่วนใหญ่ก็ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นลูกจ้าง โรงงานบ้าง

 

นี่เป็นตำนานขยายย่อของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองอยุธยา ซึ่ง นางวิทัญญา มหานิยม กรรมการชุมชนตรอกขนมถ้วยขยายให้ฟังต่อว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดเมืองอยุธยาอยู่กนมาช้านานแล้วไม่น้อยกว่า 50 ปี เป็นคนดั้งเดิมของที่นี่จะย้ายมาจากอำเภอรอบนอกบ้างก็เพียงส่วนน้อยและย้ายมานานกว่า 50 ปีแล้ว อย่างดิฉันนี่ก็เกิดที่ชุมชนตรอกขนมถ้วย คนนอกที่มาอยู่เพิ่มเติมในภายหลังก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลล้วนแต่เป็นลูกเขยลูกสะใภ้ของคนในชุมชนทั้งนั้น

 

เมื่อก่อนเรามีอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ มีรายได้พออยู่พอกิน แต่มาระยะหลังหากินลำบากขึ้นมี โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมายก็เลยเข้าไปทำงานรับจ้างในโรงงานเหล่านี้ เช่น โรงงานอิเลกโทรนิค โรงงานทำโฟม แต่อาชีพค้าขายบางคนก็ยังทำอยู่ บางรายก็ทำหัตถกรรมพื้นบ้าน

 

“การรวมตัวเป็นชุมชน เป็นองค์กร ไม่มีหรอกค่ะ”ต่างคนต่างอยู่ทำมาหากินกันไป ใครเดือดร้อนอะไรก็ช่วยกันเหมือนพี่เหมือนน้องเพราะในชุมชนรู้จักมักคุ้นกันดี

 

ราวว่าปี 2535 มีข่าวจะรื้อย้ายชุมชนที่บุกรุกอยู่ในที่ของกรมศิลปากร เพื่อพัฒนาเป็นเมืองมรดกโลก แต่เป็นข่าวแล้วก็เงียบไปแล้วก็มีข่าวขึ้นมาอีกเป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนพวกเรารู้สึกเฉยๆ กับมันแต่พอราว ๆ ปี 2541 ก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม. ลงมาที่ชุมชนอาคารสงเคราะห์สนับสนุนให้เกิดการออมทรัพย์ขึ้น

 

เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่าการออมทรัพย์เป็นการเจือจานกัน แบ่งปันกันยามขัดสน และยังใช้เป็นฐานในการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยด้วยเป็นการฝึกให้ชาวชุมชนทำงานร่วมกัน จากชุมชนอาคารสงเคราะห์ก็ขยายไปสู่ชุมชน “รวมใจออมทรัพย์” แรก ๆ เราก็มีอยู่เพียง 2 ชุมชน จากนั้นชาวบ้านที่ทำแล้วเห็นผลก็ขยายกันเองไปสู่ชุมชนอื่นๆ

 

นางศรีวรรณ อรรถปักษ์ กรรมการชุมชนหัวแหลม เล่าให้ฟังว่าแรกๆ มีเพื่อนจากชุมชนอื่น มาชวนตั้งกลุ่มออมทรัพย์ก็ไม่เชื่อว่าจะทำได้ประกอบกับยังจัดสรรเงินไม่ได้ ลำพังไว้กินไว้ใช้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว ไม่รู้เอาเงินที่ไหนมาออม มาในตอนหลังนี่เองได้มีการไปดูของจริงที่ชุมชนอื่น ได้พูดคุยกับคนที่เขาออมอยู่ก็เกิดความเชื่อว่าการออมทรัพย์ทำให้เกิดการแบ่งปัน ช่วยเหลือกันได้ หมุนเวียนไปทำอาชีพ ก็เลยรวมตัวกันทำกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น จากนั้นชุมนอื่นก็ทำเพิ่มขึ้นอีก 7 ชุมชน รวมเจ้าแรก 2 ชุมชนเป็น 9 ชุมชน

 

ในปลายปี 2543 นั้นเองพวกเราทั้ง 9 ชุมชน จึงรวมตัวกันตั้งเป็นเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์อยุธยาขึ้น มีการประชุมร่วมกัน ทำกิจกรรมเกื้อหนุนกัน กลุ่มเข้มแข็งหนุนช่วยกลุ่มที่ตั้งใหม่มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมด้านสวัสดิการ มีการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกมากขึ้นทั้ง พชม., SIF, หน่วยงานรัฐในพื้นที่จากนั้นก็มีการเชื่อมกับพี่น้องใน 9 จังหวัดภาคกลางตอนบน

ประเด็นที่อยู่อาศัย : จุดเชื่อมร้อยชุมชนคนแกร่ง

บ้านมั่นคงอาจารย์ สุธรรม ชาตะสิงห์ ประธานเครือข่ายออมทรัพย์พัฒนาชุมชนเมือง เล่าให้ฟังว่าด้วยเหตุที่ทางการต้องการให้อยุธยาเป็นเหมือนสุโขทัย เป็นเมืองแห่งการอนุรักษ์โบราณสถานจึงมีกระแสการไล่รื้อชุมชนขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ของกรมศิลปากร พวกเราชาวชุมชนจึงได้รวมตัวปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะทำการสำรวจข้อมูลชุมชนกันทั้งเมืองโดยพวกเราเป็นคนทำเอง

ตอนแรกลงมือทำก็ได้รับการสนับสนุนแผนที่ทางอากาศจากการเคหะแห่งชาติ จากนั้นก็ให้ชาวบ้านลงสำรวจสอบถามชาวบ้านด้วยกัน โดยทำการสัมภาษณ์กันถึง 2 เดือนเต็ม ได้ข้อมูลว่ามีชุมชนอยู่ 2 ประเภทคือ ประเภทจัดตั้งโดยเทศบาล มี 25 ชุมชน และไม่ได้รับการรับรองจากเทศบาลมี 28 ชุมชน ซึ่งพบปัญหาที่ชาวบ้านประสบอยู่ 4 ประการหลักๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาของชุมชนที่ไม่ได้รับการรับรองจากเทศบาล

  • ปัญหาการไล่รื้อ ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่เช่าอยู่ในที่ดินของกรมศิลปากรเป็นเขตโบราณสถาน จำนวน 11 ชุมชน ในที่วัด 3 ชุมชน ไล่ที่โดยเทศบาล 1 ชุมชน บุกรุกแม่น้ำ ลำคลอง 4 ชุมชน และได้รับผลกระทบจากการจัดทำผังเมือง 2 ชุมชน รวม 21 ชุมชน

ชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ของกรมศิลปากรนั้น ทางกรมบอกเลิกสัญญาและหาที่อยู่แห่งใหม่ให้ (อยู่ในโรงานสุรา) ตอนนี้ย้ายไปแล้วบางส่วนทีเหลือยังไม่แน่ใจจึงยังไม่ได้ย้ายเพราะการย้ายไปอยู่โรงงานสุราก็ไม่มีความแน่นอนว่าอยู่ในลักษณะอย่างไร กรมศิลปากรไม่ได้ให้รายละเอียด

ที่บุกรุกที่วัดนั้น มีปัญหาหนักอยู่ 2 แห่ง คือ วัดพิชัย แต่ก็ได้ต่อสู้จนมีการต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 15 ปี ส่วนที่วัดพนัญเชิง อาการหนักถึงกับต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

  • สภาพทรุดโทรม ซึ่งมีอยู่หลายชุมชน เช่น ศาลาปูน วัดพิชัย ฮวงซุ้ย หน้าพระแทน เป็นต้น ซึ่งหลังการสำรวจ พวกเราก็ชวนกันปรับปรุงสภาพให้ดีขึ้นสอดคล้องกับบ้านน่าอยู่ เช่นชุมชนวัดพระยาพิชัยก็ช่วยกันทาสีบ้าน ปรับปรุงระเบียง ซ่อมหลังคา ส่วนชุมชนศาลาปูนได้จัดระบบทางเดินเท้าภายในชุมชนโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง
  • ขาดสาธารรูปโภค มักมีปัญหาในกลุ่ม 28 เช่นกัน เช่น ชุมชนวัดอินทร์ ชุมชนวัดพิชัย สวนสมเด็จศรีศรรเพชร วัดแม่นางปลื้ม ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลแล้วพวกเราก็ช่วยกันแก้ปัญหาโดยประสานความร่วมมือไปยังการเคหะแห่งชาติ ในการจัดงบประมาณปรับปรุงซึ่งก็แก้ปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง
  • ปัญหาหนี้สิน พบว่าชาวบ้านเป็นหนี้นอกระบบกันเป็นส่วนใหญ่โดยการกู้เงินนอกระบบอัตราดอกเบี้ยสูงร้อยละ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวิกฤตเศรษฐกิจยิ่งหนักมากยิ่งขึ้น เงินจากกลุ่มออมทรัพย์ไม่สามารถรองรับได้จึงมีการจัดทำโครงการขอสนับสนุนเงินมิยาซาวาจาก พชม. มาแก้ปัญหาซึ่งก็แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

ทางเลือกใหม่ สร้างชุมชนนำร่องพัฒนาทั้งเมืองอยุธยา

อาจารย์ สุธรรม ชาตะสิงห์ เล่าอีกว่าจากการที่พวกเราได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลทั้งเมืองนอกจากได้ทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้นมีการแก้ปัญหาให้แก่กันและกันอย่างเอื้ออาทรได้ระดับหนึ่งแล้วยังทำให้เราได้ข้อสรุปเพื่อหาทางเดินไปข้างหน้าด้วยกันนั่นคือการแก้ปัญหากันทั้งเมือง เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย โดยเราตกลงกันว่าจะเลือกชุมชนนำร่องพัฒนาให้เห็นเป็นแบบอย่างโดยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกว่าจะต้องเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกันเข้มแข็ง มีกรรมการที่ชัดเจนและมีรูปธรรมในเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งในที่สุดเราได้เลือก 3 ชุมชนเป็นชุมชนนำร่องคือ ชุมชนอาคารสงเคราะห์ ชุมชนวัดพิชัย และชุมชนตรอกขนมถ้วย

นางวิทัญญา มหานิยม กรรมการชุมชนตรอกขนมถ้วย กล่าวเสริมว่าในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพวกเราในครั้งนี้มีเป้าหมายและวิธีการทำงานที่ชัดเจนคือ ให้เกิดการเช่าที่ระยะยาวเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน ผู้อยู่อาศัยมีความมั่นคงในการอยู่อาศัย ส่วนวิธีการทำงานจะมีการประสานงานทำความเข้าใจร่วมกับหน่วยงานรัฐ และภาคีต่าง ๆ ในท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันมีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาระดับจังหวัดขึ้น โดยเริ่มทำจากจุดเล็กเพียง 3 ชุมชนก่อน จนได้รูปธรรมชัดเจนแล้วคณะกรรมการชุดนี้ก็จะขับเคลื่อนไปสู่การแก้ปัญหาทั้งเมืองในลำดับต่อไป

ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการจนเป็นรูปธรรมในทั้ง 3 ชุมชน โดยชุมชนอาคารสงเคราะห์ได้มีการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิม ส่วนตรอกขนมถ้วยก็มีการพัฒนาสภาพแวดล้อม ปรับปรุงบ้าน พร้อมทาสี ทั้งชุมชนทำทางเดินเท้าจนมีสภาพดีขึ้นและทางเทศบาลยินยอมให้อยู่อาศัยต่อไปได้ ด้านชุมชนวัดพิชัยก็มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกัน จนวัดตกลงต่ออายุสัญญาเช่าให้ต่อไปอีก 15 ปี

จุดประกาย : บ้านมั่นคงอยุธยา

มีคำกล่าวว่า “ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย คือสาเหตุหลักของการเกิดชุมชนแออัด” คำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์ในหลายแห่งแล้วว่าเป็นความจริง เพราะไม่มีใครที่จะลงทุนปรับปรุงบ้านของตนเองตราบใดที่ยังหวดระแวงว่าจะถูกไล่รื้อเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่หลายกรณีที่คนกลุ่มเดียวกันนี้เมื่อได้สัญญาเช่าระยะยาว หรือซื้อที่ดินเป็นของตนเองจนเกิดความมั่นใจในความมั่นคง สภาพบ้านช่องห้องหอ สภาพชุมชนก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ดังนั้นหากจะกล่าวว่าคนจนเหล่านี้เป็นตัวทำให้เกิดชุมชนแออัดก็น่าจะไม่ถูกต้องนัก

กรณีของชุมชนอาคารสงเคราะห์ ตรอกขนมถ้วย ฯลฯ ในเขตเทศบาลอยุธยา สามารถยืนยัน สัจจธรรมข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น แต่ความจริงอีกหลาย ๆ ประการที่ได้บทเรียนจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัดของชาวชุมชนอยุธยา ก็คือการที่ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของพวกเขาเอง ตั้งแต่การสำรวจข้อมูลทั้งเมือง การพัฒนาชุมชนนำร่อง และกำลังก้าวไปอีกระดับด้วยการจัดตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหากันทั้งเมือง โดยพยายามดึงภาคีต่าง ๆ ในท้องถิ่นเข้าร่วมคิดร่วมทำ

รูปธรรมที่อยุธยาจึงเป็นมิติสำคัญในการจุดประกายของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ที่ควรเรียนรู้และร่วมกันสนับสนุนให้เดินทางไปถึงเป้าหมาย นั่นคือความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนใน เมืองอยุธยา

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter