การพัฒนาคุณภาพชีวิติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
กรณีศูนย์เรียนรู้นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน บ้านคีรีทอง ตำบลหาดล้า จ.อุตรดิตถ์
โรจน์พิรุณ ชุมพลรัตน์ : เขียน
จตุรงค์ พลจันทึก : เรียบเรียง
ข้อมูลทั่วไปของชุมชน
ชุมชนนิคมฯ บ้านคีรีทอง เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวชุมชนเป็นครอบครัวที่สองของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ ประกอบอาชีพที่หลากหลาย ทั้งอาชีพรับจ้าง กรรมกร ราชการ เกษตรกร และค้าขายทั่วไป มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ทำให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีวัฒนธรรมตามแบบคนต่างจังหวัด เช่นการลงแขก และการแลกข้าวแลกแกงกันกิน ซึ่งเป็นภาพแห่งความเอื้ออาทรกันที่หาดูได้ยากในสภาพสังคมปัจจุบัน
ที่ผ่านมาชาวชุมชนได้รวมตัวกันทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ออมทรัพย์ การอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด กิจกรรมเยาวชน การรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ต้นปี 2546 รัฐบาลได้มีนโยบายแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัด ตามโครงการบ้านมั่นคง โดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) รับผิดชอบดำเนินการ ชุมชนนิคม ฯ บ้านคีรีทอง ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ซึ่งชาวชุมชนได้ร่วมกันดำเนินการจนสามารถเริ่มสร้างที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน และในอนาคตจะกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ชุมชนอื่นนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของตนให้ดีขึ้น
การตั้งถิ่นฐานและความสัมพันธ์ในชุมชน

เดิมตำบลหาดล้าเป็นตำบลเก่าอีกตำบลหนึ่ง ของอำเภอท่าปลาอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำน่าน อยู่ตอนเหนือของอำเภอท่าปลาขึ้นไป จะตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ การเดินทางต้องใช้เรือถ่อจากตัวที่ว่าการอำเภอถึงตำบลหาดล้าระยะเวลา ๑วันเต็ม กว่าจะเดินทางถึงก็อ่อนล้า จึงกลายมาเป็นชื่อตำบลเมื่อปี พ.ศ. 2508 - 2514 ทางราชการ ได้ทำการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำท่วมเหนือเขื่อนมาสู่ที่อาศัยแหล่งใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่านจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นผู้จัดสรรที่ดินทำกินให้ บ้านคีรีทอง หมู่ที่ 8 จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยราษฎรเป็นผู้อพยพมาจากหมู่ที่ 3 ตำบลจริมเก่า
แนวคิด/วิธีการ/ความสำคัญ
“ชุมชนนิคมฯบ้านครีทอง” เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ และได้จัดสรรที่ดินว่างเปล่าให้เช่ากับผู้ที่ลงทะเบียนความยากจน สย.7 และครอบครัวขยายที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ ในเขตหมู่บ้านคีรีทอง หมู่ที่ 8 ตำบลหาดล้า อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 33 ราย รายละ 5 ไร่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 1 ไร่ เป็นที่ดินทำกินจำนวน 4 ไร่ โดยจะให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว ไร่ละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ต่อปี ตามระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ประกอบอาชีพที่หลากหลาย ทั้งอาชีพรับจ้าง กรรมกร ราชการ เกษตรกร และค้าขายทั่วไป มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ทำให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีวัฒนธรรมตามแบบคนต่างจังหวัด เช่นการลงแขก และการแลกข้าวแลกแกงกันกิน ซึ่งเป็นภาพแห่งความเอื้ออาทรกันที่หาดูได้ยากในสภาพสังคมปัจจุบัน

จากการที่ชาวชุมชนเข้ามาอยู่อาศัยเป็นกลุ่มๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาจากชุมชนเดิม ทำให้ความสัมพันธ์นี้ยังคงติดมาถึงชุมชนใหม่ จึงมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งด้านอาชีพและที่อยู่อาศัย กล่าวคือ มีการช่วยเหลือแนะนำกันในเรื่องงาน และมีการรวมกลุ่มกันตามธรรมชาติไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานรับจ้างก่อสร้าง ชาวชุมชนมีความชำนาญในเรื่องงานช่างอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มช่างปูน ,ช่างไม้ และช่างไฟฟ้า
นอกจากนี้ สมาชิกในชุมชนยังจะช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกันในเรื่องอื่นๆ อีกด้วยเช่น ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีการช่วยกันดูแลลูกหลานเพื่อให้ผู้เป็นพ่อแม่ไปทำงานได้อย่างสบายใจ
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย ด้านการงานสารทุกข์สุขดิบต่างๆ นั้นเป็นวิถีที่ชาวชุมชนมีให้ต่อกัน เป็นการพึ่งพาดูแลซึ่งกันและกันตามธรรมชาติเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดได้ในสังคม ซึ่งนับเป็นภาพการเอื้ออาทรต่อกันที่หาดูได้ยากในสังคมเมือง
การนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เพื่อให้ได้วิธีการที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด มีการถอดองค์ความรู้และพัฒนาหลักสูตรเป็นของตนเองและนำมาถ่ายทอดให้กับสมาชิกในชุมชนและ ผู้ที่สนใจโดยเน้น 3 มั่นคง คือ
- มั่นคงบนวิถีเศรษฐกิจพอเพียง
- มั่นคงด้านพลังทดแทน
- มั่นคงด้านอาชีพ
แนวทางเบื้องต้นสู่การสร้างชุมชนมั่นคงเศรษฐกิจพอเพียงในโครงการบ้านมั่นคงแบบศูนย์เรียนรู้บ้านมั่นคงคีรีทอง
“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องตนก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 18 กรกฏาคม 2517
“การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ไช่ง่าย ๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้...”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 ธันวาคม 2540
“เศรษฐกิจแบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้...”
“ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด แม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถอยู่ได่”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 ธันวาคม 2540
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ประชาชนนำไปเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อจะได้แก้ปัญหาการทำมาหากิน หนี้สิน และอยู่อย่างมีความสุข เศรษฐพอเพียง แปลว่า “พอเพียงทางปัญญา จิตใจ สิ่งแวดล้อม สังคม สุขภาพ พร้อมกันทั้งหมด คือ “ชิวิตที่พอเพียง” คือ กินพอดี อยู่พอดี ใช้พอดี และมีความสุข รู้จักวิธีคิดอย่างพอเพียง การลดรายจ่ายของตนเองและของครอบครัวการวางเป้าหมายชีวิต การผลิตสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน การเลี้ยงปลา,กบ การจัดทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น
เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่าพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องพึ่งใคร ต้องทำกินเอง ใช้เองหมดทุกอย่าง แต่หมายความว่าทำอย่างไรจะจัดการชีวิตตนเองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น พึ่งคนอื่น พึ่งตลาดให้น้อยลง รวมหมดแล้วประมาณว่าสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ซึ่งทุกคนก็สามารถทำได้ ถ้าเราทำได้ก็จะอยู่อย่างพอเพียง คือพึ่งตนเองได้และมีความสุข เศรษฐกิจพอเพียงมี 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ
- ความพอประมาณ
- มีเหตุผล
- มีภูมิคุ้มกันที่ดี
รู้จักวิธีคิดอย่างพอเพียง การลดรายจ่ายของตนเองและของครอบครัวการวางเป้าหมายชีวิต การผลิตสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน การเลี้ยงปลา,กบ การจัดทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น
การรวมกลุ่มในชุมชน/รูปแบบ/กิจกรรม
ปัจจุบันชุมชนนิคมฯบ้านคีรีทอง มีจำนวนบ้าน 33 ครอบครัว ประชากร 85 คน เนื่องจากชุมชนเดิมเป็นชุมชนที่ย้ายมาจากที่ราบลุ่มในบริเวณเขื่อนดินช่องเขาขาด ซึ่งปัจจุบันจมอยู่ในน้ำหมดแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเมื่อมีการสร้างเขื่อนประชาชนจึงต้องย้ายถิ่นฐานขึ้นมาอยู่บนที่สูงซึ่งเป็นภูเขา และได้รับการจัดสรรที่ดินให้คนละ 15 ไร่เท่ากัน และที่บ้านอีกคนละ 2 ไร่ เนื่องจากเป็นภูเขาการทำการเกษตรจึงทำได้ยาก ในช่วงแรกมีโครงการปลูกป่าสักจึงมีการเข้าโครงการจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาสิบกว่าปีถึงจะทำการตัดขายได้ ซึ่งบางรายปัจจุบันก็ยังไม่ได้ตัดขายเลยก็มีเพราะขนาดยังไม่โตพอ และเมื่อครอบครัวมีการขยายขึ้นมีลูกมีหลานมากมายแต่ไม่มีที่เพื่อทำมาหากิน จึงต้องไปทำงานรับจ้างในจังหวัดบ้างต่างจังหวัดบ้าง และบางรายก็เช่าที่เพื่อทำนาทำไร่ บางรายถึงกับบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นต้น
เมื่อรัฐจัดให้มีโครงการจัดสรรที่ดินว่างเปล่าให้เช่ากับผู้ที่ลงทะเบียนความยากจน สย.7 และครอบครัวขยายที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ ในเขตหมู่บ้านคีรีทอง หมู่ที่ 8 ตำบลหาดล้า อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีประชาชนจำนวน 33 ราย ได้รับการลงมติเห็นชอบจากที่ประชุมหมู่บ้านให้มีสิทธิ์ในการเช่าที่เพื่ออยู่อาศัยและทำกิน รายละ 5 ไร่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 1 ไร่ เป็นที่ดินทำกินจำนวน 4 ไร่ โดยจะให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว ไร่ละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ต่อปี ตามระเบียบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และทางนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านได้เข้ามาดำเนินการร่วมกับสมาชิกในการรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งเขตและทำสัญญาเช่ากับสมาชิกทั้ง 33 ราย ที่ได้รับการจัดสรรให้มีชีวิตที่มั่นคงด้านอาชีพและที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
คณะกรรมการชุมชนนิคมฯบ้านครีทอง ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 เพื่อดูแลสมาชิกในชุมชนในมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังมากนัก
ชุมชนนิคมฯบ้านคีรีทองมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มีความมั่นคง ซึ่งการเสียสละของพวกเราเกิดจากยอมย้ายถิ่นฐานเพื่อทำให้ในปัจจุบันได้มีเขื่อนสิริกิต์ ส่วนใหญ่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ บุกเบิกพื้นที่ๆ จัดสรรให้ที่มีแต่ป่า ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา
เมื่อรัฐจัดให้มีโครงการจัดสรรที่ดินว่างเปล่าให้เช่ากับผู้ที่ลงทะเบียนความยากจนทั้ง 33 รายมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลสมาชิกชุมชน ซึ่งในเริ่มแรกทางชุมชนและคณะกรรมการรู้สึกลำบากใจเพราะต้องมีการสร้างที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ ที่ได้รับการจัดสรรภายใน 2 ปี คณะกรรมการจึงได้ปรึกษากับทางนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ และได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ได้เข้ามาแนะนำชุมชนเพื่อเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง หลังจากเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ก็ได้มีการร่วมกันทำงานอย่างเป็นขั้นตอน คือ
1.จัดประชุมสมาชิกชุมชน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง โดยผู้แทนจาก พอช.และผู้นำชุมชน ซึ่งทำให้ชาวชุมชนเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการ และมีความกระตือรือร้นที่จะลงมือดำเนินการ
2.สำรวจข้อมูลชุมชน จากนั้นชาวชุมชนก็ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลของชุมชน เช่น สำรวจข้อมูลจำนวนสมาชิก ประเภทความเดือดร้อน ความต้องการของชาวชุมชน รวมทั้งสำรวจพื้นที่เพื่อจัดผังชุมชนว่ามีความกว้างยาวเท่าไร ซึ่งการสำรวจพื้นที่ทำให้ทราบว่าสมาชิกชุมชนมีการจัดสรรที่อยู่อาศัยขนาด 16 x 400 ม.เท่ากัน และมีที่ส่วนกลาง 7 ไร่ ส่วนข้อมูลชุมชนนั้นได้มีการแบ่งการสำรวจออกเป็น 2 ประเภท คือ ครอบครัวขยาย และผู้ที่ลงทะเบียน สย.7
นาย สุทัสน์ เจนประกอบกิจ ผู้นำชุมชนนิคมฯบ้านคีรีทองเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง บอกว่า ครอบครัวขยายหมายถึงลูกหลานของเจ้าของบ้านครอบครัวหลักที่แต่งงานมีความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ยังไม่มีที่อยู่อาศัย และยังอาศัยอยู่กับครอบครัวหลัก
3.จัดตั้งกฎระเบียบข้อบังคับชุมชน จากนั้นได้มีการประชุมเพื่อร่วมกันตั้งกฎระเบียบและกำหนด คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1. สมาชิกต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและดูแลกันตามสภาพสมควร
2. สมาชิกต้องปลูกสร้างบ้านให้สำเร็จภายใน 2 ปีนับแต่ได้รับมอบที่ดิน ในกรณีที่สมาชิก ไม่ปลูกสร้างบ้านตามเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุผลอันควรให้คณะกรรมการนำที่ดินแปลงดังกล่าวจัดสรรแก่ผู้มีความเดือดร้อนรายอื่นต่อไป
3.สมาชิกต้องร่วมกันรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อมในบ้านเรือน,ชุมชนและป่าสงวน
4. การดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสียงดังเกินเวลา 24.00น.ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ 5. ห้ามสมาชิกในชุมชนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
6. สมาชิกมีหน้าที่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางของชุมชน
7. สมาชิกต้องร่วมกันพัฒนาชุมชนในโอกาส ต่าง ๆตามที่คณะกรรมการชุมชนกำหนด
8. ห้ามรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนและเขตสาธารณะ
9. ห้ามปลูกไม้ยืนต้นใกล้ระยะเขตแดนต่ำกว่า 2 เมตร ทั้ง 4 ทิศ
4.ทำแผนงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ แผนงานพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งถนนภายในชุมชน การปรับระดับที่อยู่อาศัย ระบบไฟฟ้าประปา รางระบายน้ำ และแผนงานการก่อสร้างบ้านเพื่อของบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งชาวชุมชนได้ร่วมกันคิดร่วมกันวางแผนและได้ขอให้ คุณโรจพิรุฬห์ พี่ชายคุณปภากร ชุมพลรัตน์ ประธานชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมาชิกชุมชนในขณะนั้นช่วยดำเนินการจัดทำแผนเพื่อนำเสนอเวทีพิจารณาร่วมกับคุณสมพร ธิจร ตัวแทนชาวบ้าน จนได้งบประมาณต่าง ๆ มาพัฒนาชุมชนในปัจจุบัน
5.ปรับที่ 33 แปลง ๆ ละ 100 ตรว.และปรับถนนผิวลูกรัง หลังจากทำแผนงานเสร็จ ต่อมาคณะกรรมการก็ช่วยกันวางแผนเตรียมการปรับที่ ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจาก พอช. จำนวน 248,500 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยมีการติดต่อผู้รับเหมาหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่แจ้งว่างบประมาณที่รับมาไม่เพียงพอที่จะทำการปรับที่ได้ แต่ก็มีห้างหุ้นส่วนจำกัดโอวาสิทธิ์ ของท่าน สจ.วินัย โอวาสิทธิ์ จะเข้ามาร่วมดำเนินการให้ ซึ่งท่านเป็นคณะกรรมการเมืองของชุมชนด้วย ได้นำเครื่องจักรกลหนักเข้ามาทำการปรับที่ให้กับชุมชนและได้สมทบเงินเพื่อปรับที่ให้กับชุมชนอีกจำนวน 311,500 บาท (สามแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) รวมค่าใช้จ่ายในการปรับที่ทั้งหมด 560,000 บาท (ห้าแสนหกหมื่นบาทถ้วน) จนทำให้แผนการปรับที่ชุมชนสำเร็จเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะให้สมาชิกดำเนินการสร้างบ้าน
6.ลงมือก่อสร้างบ้าน หลังจากได้รับการอนุมัติงบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย คณะกรรมการ ได้ทำการติดต่อร้านค้าวัสดุต่าง ๆ เพื่อให้ทำการเสนอราคาวัสดุก่อสร้างเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำสุด และขอเครดิตจากร้านค้า 30 วัน โดยคณะกรรมการทุกคนได้เสียสละค้ำประกันวัสดุก่อสร้างกับร้านค้าเพื่อให้สมาชิกสามารถเบิกวัสดุก่อสร้างต่างๆ ในการสร้างบ้านของตนเอง จนสมาชิกสามารถดำเนินการสร้างบ้านได้ทันทีโดยที่เงินงบประมาณยังไม่ลงมาที่ชุมชน ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันสร้างบ้านและช่วยกันเอาแรงแลกกันโดยไม่ใช้เงินจ้างงานทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและสามัคคีขึ้นในชุมชน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ชุมชนนิคมฯบ้านคีรีทอง เกิดการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงการพัฒนาชุมชนและสังคมโดยรวมกล่าวคือ
1.ชาวชุมชนได้บ้านมั่นคงเป็นของตนเอง โดยได้บ้านที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สังคม เป็นหลักประกันแก่ลูกหลาน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง รวมทั้งยังส่งผลทำให้ลูกหลานมีความมั่นคงด้านการศึกษาด้วย
2.ผลทางด้านเศรษฐกิจ การเข้าร่วมดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงของชุมชน นอกจากจะก่อให้เกิดผลดีดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชุมชนด้วย เพราะสามารถก่อให้เกิดการสร้างงานในชุมชน มีการจ้างแรงงานชาวชุมชนในการทำไร่ ปลูกและเก็บมะม่วงหิมพานต์ ก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย
3.ผลทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงของชุมชนนิคมฯบ้านคีรีทอง ทำให้ชาวชุมชนมีความรู้สึกมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย มีชีวิตที่ปลอดภัยขึ้น มีความสุข มีความอบอุ่น มีความมั่นใจ มีความหวัง มีความภาคภูมิใจ มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่มีความหวาดระแวง นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อสุขภาพกายด้วย เนื่องจากมีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ส่งผลให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายของชาวชุมชนมีความแข็งแรงตลอดเวลา
4.ผลทางด้านสังคม ทำให้ความสัมพันธ์ของชาวชุมชนมีมากยิ่งขึ้น มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีความสามัคคี ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และทำให้ชุมชนมีความเข็มแข็งและน่าอยู่อาศัย รวมทั้งยังทำให้ชุมชนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานและองค์กรท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขต สถาบันการศึกษา เป็นต้น
การเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ หน่วยงานนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ในอนาคตจะมีการส่งเสริมการปลูกสบู่ดำและปาล์มน้ำมันเพื่อผลิตพลังงานน้ำมัน เพื่อให้ชุมชนสามารถผลิตน้ำมันขึ้นใช้เองในชุมชน และ กระทรวงพลังงาน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เห็นศักยภาพในด้านพลังงานลมของชุมชน ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับชุมชนในการก่อตั้งกลุ่มอาชีพ ซึ่งจะลดต้นทุนด้านพลังงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานและอาชีพได้อย่างยั่งยืน


