เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ ร่วมสัมมนาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ด้านการประหยัดพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับก้าวสู่การผลิตพลังงานทดแทน แก้วิกฤติโลกร้อน
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 นางพิชยา แก้วขาว ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยองค์กรชุมชนภาคใต้ ได้กล่าวในงานอบรมเชิงปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน โดยเครือข่ายองค์กรชุมชน ณ ห้องประชุมคลองจั่น ชั้น 3 ชุมชนสหกรณ์เครดิตยูเนียนจำกัด กรุงเทพมหานคร ถึงแนวทางการลดใช้พลังงานและสร้างพลังงานทดแทน เพื่อแก้วิกฤติโลกร้อน จะต้องประสานความร่วมมือ เพื่อลดการใช้พลังงานรวมถึงสร้างพลังงานขึ้นมาทดแทน ไปพร้อมๆ กับการรีไซค์เคิลของเก่าขึ้นมาใช้ใหม่ ทั้งขยะมูลฝอย การติดตั้งถังดักไขมันรายครัวเรือน การทำปุ๋ยชีวภาพ แก็สธรรมชาติ การใช้แผงโซล่าเซลล์ จากพลังงานแสงอาทิตย์ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลดต้นทุนทางธรรมชาติ ช่วยประหยัดพลังงานและลดภาระโลกร้อนได้ และเพื่อสร้างให้เป็นรูปแบบ โมเดล ในพื้นที่นำร่อง จากนั้นจึงเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในระดับพื้นที่และในระดับนโยบาย
ความเดือดร้อนจากปรากฏการณ์โลกร้อนดูจะหนักขึ้นทุกวัน จะเห็นได้จากการสัมผัสกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จนเป็นปัญหาคุกคามคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองและขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการมองหาพลังงานทดแทนที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับภูมิอากาศของประเทศและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่มีความจำเป็น อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและส่วนรวม
ดังนั้นการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมด้านพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย และนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้นั้น จึงมีความจำเป็นต่อการช่วยลดภาระโลกร้อน อย่างเช่น การนำพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานทางธรรมชาติ มาแปรงเป็นพลังงานไฟฟ้าจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ช่วยลดความร้อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชุมชนและภาครัฐต้องมาร่วมมือกัน แล้วจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุน เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมทั้งประเทศ
นายพีระ คงพิลาส อาจารย์โรงเรียนชินวร เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้ในหลายๆ ชุมชนมีพลังงานจากแสงอาทิตย์ใช้ฟรีๆ โดยการสร้างเซลล์แสงอาทิตย์ ที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นพลังงานจากแสงอาทิตย์จึงเป็นทางออกที่สำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้วยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันแผงโซล่าเซลล์ กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แม้ชุมชนที่อยู่ห่างไกลก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ และเพื่อเป็นการนำพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์โดยผ่านมาทางแผ่นบางบริสุทธ์ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบแผนเซลล์ ก็จะถ่ายทอดพลังงานเชื่อมต่อกัน พลังงานจากแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดประจุบวกและลบในตัวเดียวกันจนเกิดเป็นสารกึ่งตัวนำ และจะทำให้เกิดขั้วบวกขั้วลบขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการเชื่อมต่อวงจรภายนอก เช่น เอาหลอดไฟมาต่อคร่อมขั้วต่อ ก็จะเกิดพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือนำไปเก็บกักไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อใช้ในภายหลังต่อไป
นายยิ่งธรรม อุดมสุข วิสาหกิจชุมชนกาญจนสัมพันธ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ในแต่ละวันเกือบทุกครอบครัวต้องทำอาหารรับประทาน จึงจำเป็นต้องเปิดแก็สทำอาหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงได้หาวิธีผลิตแก็สขึ้นมาใช้เอง ซึ่งตอนแรกๆ ได้ความรู้จากครูภูมิปัญญา และบางส่วนได้ความรู้จากการออกไปศึกษาดูงาน จนเข้าในถึงวิธีการผลิตแก็สจากธรรมชาติ
จริงๆ แล้วการผลิตแก็สใช้เองไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด และไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เพียงใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น อย่างเช่น ถังพลาสติก 3 ใบ สายยาง และท่อพีวีซี ก็สามารถผลิตแก็สชีวภาพใช้เองในครัวเรือนได้ ด้านวัตถุดิบที่นำมาผลิตแก็สชีวภาพก็มีในชุมชน ทั้งเศษอาหาร พืชผัก หรือมูลสัตว์ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แทนที่จะทิ้งจนเกิดเป็นมลภาวะ
การผลิตแก็สชีวภาพ ใช้กระบวนการย่อยสลายของจุรินทรีย์ให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ จนเกิดเป็นกรดต่างๆ จนมีจุลินทรีย์ประเภทที่ไม่ต้องการอากาศมาทำการย่อยสลายให้กรดกลายเป็นแก็สได้ ดังนั้นการนำแก็สมาใช้ประโยชน์จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มาช่วยเก็บแก็ส จากนั้นจึงค่อยลำเลียงแก็สมาใช้
ส่วนขั้นตอนการนำแก็สชีวภาพมาใช้นั้นไม่ยาก โดยนำถังพลาสติกใบที่หนึ่งมาปิดไม่ให้อากาศเข้า แต่เจาะให้มีช่องพอเติมวัตถุดิบในการหมัก โดยใช้สายต่อเชื่อมเป็นตัวลำเลียงแก็ส ส่วนถังใบที่สองจะใส่น้ำลงไปประมาณ 3-4 ของถัง แล้วนำถังใบที่สามที่มีขนาดเล็กกว่าคว่ำลงไปในถังใบที่สอง แต่ต้องให้ถังสามารถลอยสูงต่ำได้ เพื่อใช้ในการเก็บแก็สที่เกิดจากถังใบที่หนึ่ง และมีท่อลำเลียงนำแก็สไปใช้ ดังนั้นการผลิตแก็สชีวภาพใช้เอง จึงเป็นการลดอุณหภูมิได้ หากมีการช่วยกันรณรงค์แล้วขยายออกไปหลายๆ พื้นที่ และจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มาก
ในการสัมมนาครั้งนี้ คณะเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ ได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเราจะต่อยอดจากองค์กรชุมชนเดิมที่มีกว่า 170 องค์กร มีเครือข่ายองค์กรชุมชนกว่า 50 เครือข่าย กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ มีผู้นำองค์กรที่ขับเคลื่อนงานอยู่ 60 กว่าคน มีภาคีสนับสนุนองค์กรชุมชนทั้งรูปแบบของงบประมาณ นักวิชาการ อาจารย์ ครูภูมิปัญญากว่า 10 คน จึงทำให้เกิดการขยายผลต่อไปในหลายๆ พื้นที่ สามารถแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแบบใหม่ ในการประหยัดพลังงานอย่างครบวงจรได้ในอนาคต


