และรับฟังความคิดเห็นตามโครงการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางด้านทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนบนร่วมกับทีมวิจัยในพื้นที่และตัวแทนพื้นที่ศึกษา 4 พื้นที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดเวทีสัมมนาสรุปผลการวิจัยตามโครงการพัฒนาองค์ความรู้นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นกลไกการสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นจิตสำนึก สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างราษฎร์รัฐ ตามเป้าหมายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากพื้นที่ศึกษาวิจัยเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้กว่า 100 คน
นายจำลอง อินทะวงค์ นักวิจัยภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า จากผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยมีความคืบหน้าไปมากภายใต้แนวคิดการทำงานโดยใช้วิถีชีวิตความเป็นอยู่คู่กับภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งงานวิจัยภาคเหนือตอนบน เครือข่ายทรัพยากรได้เลือกพื้นที่ศึกษา 4 พื้นที่ คือ ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะแม่แตะ จ.เชียงใหม่ ลุ่มน้ำแม่พวก จ.แพร่ ลุ่มน้ำอิงตอนบน จ.พะเยา และลุ่มน้ำอิงตอนล่าง จ.เชียงราย
ทั้งนี้ผลการศึกษาวิจัยกรณีของลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะแม่แตะ ทีมวิจัยได้ตั้งประเด็นและข้อคิดเห็นสำคัญว่า จะมีแนวทางแบบใดเพื่อให้กลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะแม่แตะได้รับการยอมรับในทางกฎหมาย หรือกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเพิ่มต้นทุน เพิ่มมูลค่าทรัพยากรให้แก่ชุมชนอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ทีมวิจัยได้เน้นการเสริมสร้างการเรียนรู้ ร่วมแลกเปลี่ยน ตรวจสอบ สามารถต่อยอดความรู้และนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปสู่ระดับนโยบายได้ด้วย
ส่วนลุ่มน้ำแม่พวก แม้จะเป็นพื้นที่ใหม่ และเป็นพื้นที่ที่ขาดต้นทุนในการจัดการทรัพยากร แต่เหตุที่เลือกพื้นที่ลุ่มแม่น้ำพวกเป็นพื้นที่วิจัยก็เนื่องจากจะเป็นการจุดประกายให้พื้นที่อื่นๆ ได้เรียนรู้ กระตุ้นจิตสำนึกและริเริ่มพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งอย่างเท่าเทียม
นายจำลองกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า งานวิจัยที่ทำอยู่ยังขาดการนำเสนอมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งการทำวิจัยต้องเลือกประเภททรัพยากรชนิดใดชนิดหนึ่งมาทำเป็นตัวอย่างให้ชัดเจน และต้องระบุพื้นที่ให้ชัดว่าจะทำการศึกษา ณ จุดไหน เพื่อจะระบุการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมูลค่าทางทรัพยากรอย่างถูกต้องและแม่นยำ
“โดยรวมแล้ว การที่ภาคประชาชนลุกขึ้นมาจัดการทรัพยากรธรมชาติด้วยตัวเองและศึกษาค้นคว้าทำวิจัยจนเกิดเป็นรูปธรรมความสำเร็จและเป็นที่ประจักษ์หลายพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์แล้ว ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว และเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงให้คนมาทำงานร่วมกันเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังขององค์กรชุมชนว่าสามารถทำอะไรได้อย่างมากมาย”


