พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 5358

ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ชายฝั่งที่ครั้งอดีตนั้นอุดมไปป่าชายเลนอันเป็นแหล่งของทรัพยากรหลากหลาย เป็นเสมือนครัวของคนในชุมชนที่ทำให้ชาวเนินฆ้อ ได้อยู่อาศัย ทำมาหากิน สืบทอดวิถีชีวิต สร้างวิถีชุมชนคนชายฝั่งมาหลายชั่วอายุคน

"เมื่อก่อนนี้ป่าชายเลนสมบูรณ์มาก เป็นป่าผืนใหญ่ที่หากวัดระยะจากชายฝั่งไปถึงหมู่บ้านเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร คนต่างถิ่นที่เข้ามาหาปูหาปลา ถ้าไม่ชำนาญรับรองกลับออกจากป่าชายเลนผืนนี้ไม่ถูก" นายสำออย รัตนวิจิตร ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านหมู่ 4, 8 และ 9 ต.เนินฆ้อเล่าให้ฟัง

ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านหมู่ 4, 8 และ 9 ต.เนินฆ้อ เล่าต่ออีกว่า สภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนแถบนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในราวปี 2515 เมื่อมีคนจากต่างถิ่น นายทุน นักธุรกิจ เข้ามาบุกรุกจับจองที่ดินทั่วทั้งตำบล ทำให้ป่าชายเลนเสียหายไปมาก ต่อมาราวปี 2520 เมื่อเริ่มมีการทำนากุ้ง ระบบนิเวศน์ชายฝั่งของตำบลเนินฆ้อก็มีอันต้องถูกทำลายลงไป

จากสภาพการณ์ดังกล่าว ทำให้ชาวประมงชายฝั่งที่เป็นอาชีพหลักของชาวเนินฆ้อ โดยเฉพาะในหมู่ที่ 4, 8 และ 9 ต้องได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก บางคนต้องเลิกอาชีพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ไปแสวงหางานอย่างอื่นทำ บ้างก็ไปเป็นลูกเรือไกลถึงปักษ์ใต้ก็มี

วิถีชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางกระแสการพัฒนาของระบบทุนนิยมอยู่หลายปี ก่อนที่คนในตำบลเนินฆ้อจะเห็นถึงคุณค่าของวิถีชุมชนแบบเดิมที่บรรพบุรุษทำไว้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านฯ กล่าว

 

"พอเริ่มเข้าปี 2545 พวกเราชาวบ้านหมู่ 4 ที่ยังยึดอาชีพประมงชายฝั่งก็มาได้คิดร่วมกันว่า พวกเราต้องเจอกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เราเห็นร่วมกันว่าควรต้องมีการร่วมกลุ่มแล้วทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชน โดยเริ่มแรกก็รวมกันตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในนาม กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้านถนนกระเพรา เมื่อกลุ่มเริ่มเดินไปได้ ทีมงานก็มาคิดว่าจะทำอะไรกันต่อ ซึ่งก็มาลงตัวที่กลุ่มประมงพื้นบ้าน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาชีพเริ่มแรกก็มีสมาชิก 59 ราย เรือ 59 ลำ จนปัจจุบันมีสมาชิก 98 ราย เรือ 98 ลำ จาก 3 หมู่บ้าน"

เมื่อเกิดกลุ่มขึ้นมาก็มีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกคลองพังหัก ที่เป็นทางน้ำเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านกับชายฝั่งซึ่งตื้นเขินเนื่องจากการทำนากุ้ง การช่วยกันดูแลสภาพน้ำในคลอง ร่วมกันซ่อมแซมเครือมือทำมาหากินที่เสียหายอันเนื่องมาจากเรืออวนลากที่ลักลอบเข้ามาหากินในเขตชายฝั่งประมงพื้นบ้าน รวมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน โดยทางกลุ่มฯ ยังได้เข้าร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมชายฝั่งภาคตะวันออก 4 จังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมชายฝั่งของภาคตะวันออกในภาพรวมอีกด้วย

จนกระทั่งปี 2546 ทางกลุ่มฯ ได้มีแนวคิดในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง โดยร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมชายฝั่งภาคตะวันออก ซึ่งทางเครือข่ายฯเห็นชอบให้พื้นที่ตำบลเนินฆ้อเป็นพื้นที่นำร่องเพราะมีความพร้อมในหลายด้าน

"ตำบลเนินฆ้อได้รับเลือกจากเครือข่ายให้เป็นพื้นที่นำร่อง ซึ่งเราก็ได้ร่วมกับทาง อบต.เนินฆ้อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวชุมชน ร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะฟื้นฟูชุมชนของเราให้กลับมามีทรัพยากรที่สมบูรณ์เหมือนในอดีต โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานจากทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ซึ่งโครงการที่เราวางไว้ก็มีทั้งเรื่องบ้านปลา ธนาคารปู ปลูกป่าชายเลน ปล่อยพันธุ์ปลา กุ้ง ปู และเรื่องการไม่ทิ้งขยะลงทะเล"

สำหรับการสร้างบ้านปลานั้น ทางกลุ่มประมงพื้นบ้านหมู่ 4, 8 และ 9 ได้ นำเอายางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว มาผูกรวมกันทำเป็นเต๋า เต๋าละ 6 เส้น เพื่อใช้เป็นปะการังเทียมให้สัตว์น้ำชายฝั่งได้อาศัย โดยในขณะนี้ได้นำไปทิ้ง ณ จุดที่กำหนดให้เป็นพื้นที่บ้านปลา ห่างจากชายฝั่งเนินฆ้อออกไปราว 1,500 เมตร ซึ่งพื้นที่บ้านปลานี้จะมีอาณาเขตประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ทิ้งทั้งเต๋าแม่ และเต๋าลูกไปแล้วกว่า100 เต๋า และจะทิ้งไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นก็จะมีการศึกษาไปด้วยว่าบ้านปลาที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งแถบเนินฆ้อ

ขณะที่ธนาคารปูนั้น ทางกลุ่มฯได้ทดลองทำมาแล้วเมื่อเดือนกันยายนปี 2547 ที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มได้ช่วยกันบริจาคแม่ปูที่ออกทะเลหามาได้ รวมทั้งซื้อพันธุ์แม่ปูเพิ่มเติมด้วยเงินของกลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 200 ตัว เพื่อนำมาปล่อยในกระชัง ซึ่งปรากฏว่าปู 1 ตัว ออกลูกปูให้ได้ถึง 20,000 ตัว เพราะลูกปูอยู่ในกระชัง สัตว์น้ำชนิดอื่นไม่สามารถเข้ามากินลูกปูได้ ลูกปูจึงมีโอกาสรอดสูงมาก ผลที่ได้จากธนาคารปูก็คือ เมื่อทำธนาคารปูไปได้ระยะหนึ่ง ชาวประมงสามารถจับปูได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยกิโล โดยที่ธนาคารปูนี้จะอยู่ห่างจากชายฝั่งราว 1 กิโลเมตร

ส่วนเรื่องการไม่ทิ้งขยะลงทะเลนั้น เริ่มดำเนินการแล้วเช่นกัน โดยกลุ่มได้จัดหาตะกร้าสำหรับใส่ขยะมาแจกสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกมีถังขยะขณะออกทะเล ไม่ทิ้งขยะลงทะเล และหากเจอขยะในทะเลก็เก็บมาใส่ถัง ซึ่งนอกจากจะทำให้ทะเลปลอดขยะแล้วยังจะช่วยลดอุบัติเหตุของคนเรืออันเนื่องมาจากขยะไปด้วยในตัว

"ตอนนี้เราเริ่มได้ทรัพยากรคืนมา ได้กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ไม่มีสารเคมี เพราะเราช่วยกันดูแลสภาพน้ำในคลองที่จะไหลลงทะเล หญ้าทะเลที่หายไปก็คืนกลับมา พวกเราชาวประมงชายฝั่งที่เคยอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ก็กลับมาใช้ชีวิตแบบพี่น้อง มีสัจจะ มีจิตสำนึก เรื่องลักขโมยหมดไป การทำมาหากินก็ดีขึ้น พวกที่ไปอยู่ต่างถิ่นเมื่อรับรู้ความเปลี่ยนแปลงก็ทยอยกันกลับมายึดอาชีพประมงอีกครั้ง เป็นการหวนคืนถิ่นของทรัพยากรทั้งคนและสัตว์น้ำชายฝั่ง เราเชื่อว่าถ้าเราฟื้นฟูชุมชนของเราได้พวกเราก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขเหมือนที่คนรุ่นก่อนๆเคยอยู่กันมา"

นายสำออย กล่าวทิ้งท้าย
ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านฯ บอก

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter