พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 3913

ย้อนอดีต 30 ปีก่อนตำบลประดู่ยืน จะเป็นทุ่งข้าวที่เขียวขจีสลับกับเริ่มออกรวงและเหลืองอร่ามกินบริเวณกว้าง แสดงให้เห็นถึงความมีศักยภาพของการทำนาจะทำกันแบบง่ายๆสบายๆ เพราะความอุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าวยังมีให้เห็นอยู่ตามท้องทุ่งนา

หลังจากที่มีมีการนำ ปุ๋ยเคมีและยาปราบศตรูพืชเข้ามาใช้ในไร่นา ส่งผลให้ดินเสีย น้ำเสีย ในน้ำก็เริ่มไม่มีปลาเพราะโดนสารเคมี ปลาเป็นแผลไม่สามารถนำมาบริโภคได้ มิหนำซ้ำปลายังเป็นหมันไม่สามารถวางไข่และขยายพันธุ์ได้ จนทำให้จำนวนปลาลดลงเป็นจำนวนมาก

 นายสุรินทร์ พลอยศรี ผู้ใหญ่บ้านหนองปลาไหล เล่าว่าเมื่อก่อนการทำนาไม่ใส่อะไรข้าวก็งอกงาม เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์แต่พอมีสารเคมีเข้ามา ตอนแรกๆก็ได้ผลดีข้าวเพิ่มจำนวนขึ้น แต่พอใช้ไปได้สักระยะข้าวก็เริ่มคงที่แล้วลดลงเรื่อยๆถ้าไม่เพิ่มจำนวนปุ๋ยเคมี ข้าวก็จะไม่งาม จนทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นเพราะปัจจุบันปุ๋ยมีราคาแพง ชาวบ้านก็เริ่มกู้หนี้ยืมสินขึ้นทุกวัน จนไม่สามารถปลดหนี้สินได้

 เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านจึงมีแนวคิดที่จะผลิตปุ๋ยและสารไล่แมลงขึ้นมาใช้เอง “ดินที่ใช้สารเคมีมานานเหมือนคนที่ป่วยหนัก จำเป็นต้องหยอดน้ำข้าวต้มให้พอมีกำลังวังชา”

 แรกๆใครมีวัสดุอะไรก็นำมารวมกัน และลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนได้สูตรที่คิดว่าแน่นอน ก็ลองทำลองใช้มันก็เริ่มได้ผล แต่ก่อนใช้สารเคมีต้นทุนต่อไร่ประมาณ 3,000 บาท หลังจากที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่เราทำขึ้นมาเอง ต้นทุนลดลงเหลือแค่ 1,000 บาทต่อไร่เท่านั้น เมื่อทุกคนเห็นดีด้วยจึงหันมาใช้กันอย่างเป็นจริงเป็นจัง

  นายถนอม แรงเกษตรวิท ประธานกลุ่มเกษตรปลอดภัย กล่าวว่า กว่าจะได้ข้าวปลอดสารอาหารธรรมชาติ ต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะแรกๆชาวบ้านยังไม่มีความมั่นใจว่าปุ๋ยชีวภาพมันทดแทนได้จริงหรือ ซึ่งเราต้องใช้เวลาอธิบายและทดลองใช้ให้ดูเป็นตัวอย่างก็ใช้เวลากันเป็นปี

 นายถนอมได้เล่าถึงกรรมวิธีของการผลิตสารไล่สตรูพืช เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีให้ฟังว่า ตอนแรกได้แนวคิดมาจากบรรพบุรุษบอกให้เรารู้ว่าสรรพคุณของพืชธรรมชาตินั้นจะได้มาจาก กลอย เม่า บอระเพชร ตะไคร้หอม ฟ้าทะลายโจร สะเดา เถาวัลย์เปรียงที่มีอยู่ในชุมชนเป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถนำมาเป็นสารไล่แมลง ชาวบ้านจึงนำมาสับให้ละเอียด แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วผสมกับกากน้ำตาลในอัตราส่วน 3:1 จากนั้นแล้วให้เทน้ำใส่ให้ท่วม หมักทิ้งไว้จนน้ำเป็นสีแดงหรือประมาณ 20 วัน เมื่อได้น้ำสมุนไพรแล้วก็ให้นำมาผสมกับน้ำธรรมดาในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทั่วนาข้าว ซึ่งสมุนไพรพวกนี้มันไม่ได้ฆ่าแมลง แต่มันมีฤทธิ์ทำให้มึนเมา เมื่อแมลงมากินหรือโดนยาก็จะไม่มารบกวน

 นอกจากจะนำมาทดลองกับนาข้าวแล้ว ชาวบ้านยังนำมาทดลองกับสวนผลไม้และพืชผักต่างๆ อาทิผักบุ้ง ผักกาด คะน้า ฯลฯ ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจและยังสามารถลดต้นทุนและเมื่อสังเกตดูจะพบว่าผลไม้ ผักที่เราฉีดจะมีรสหวาน ไม่เหี่ยวง่ายสามารถเก็บได้หลายวัน
  นอกจากนี้นายถนอมยังได้นำไปทดลองกับ สุนัข ปรากฏว่า เห็บไม่มารบกวนและที่เกาะอยู่ก็จะหนี เนื่องจากว่าเห็บมันเห็น และตนก็ได้นำมาฉีดตามเล้าไก่ เล้าเป็ดจนทำให้แมลงไม่กล้ามารบกวน ทำให้สัตว์โตไวและไม่เหงาด้วย

 นอกจากผลิตสารไล่แมลงแล้วทางกลุ่มยังมีการผลิตปุ๋ยชีวภาพชนิดน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมของ กากน้ำตาล อีเอ็ม อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำ 2 ลิตร หมักไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็สามารถนำไปเป็นส่วนผสมกับสารไล่แมลง ผสมน้ำฉีดพร้อมกันจะทำให้รากของต้นไม้แข็งแรง

 ส่วนฮอร์โมนทางใบ ซึ่งพืชที่เรานำมาหมักจะเป็น หน่อกล้วย กล้วยสุก ผักบุ้งและถั่วต่างๆผสมกับกากน้ำตาลและยีสต์ที่เป็นตัวย่อยสลายหรือไม่ก็ใช้แป้งข้าวหมากก็ได้ ส่วนสูตรเร่งต้นเราจะใช้จำพวกผลไม้หมักนำไปฉีดพ่นตามต้องการ

 ช่วงแรกๆผลผลิตก็ลดลงบ้างแต่เมื่อมองในเรื่องของต้นทุนมันก็คุ้มค่ากว่ากัน อีกทั้งยังทำให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น อาหารธรรมชาติที่หายไปก็เริ่มกลับคืนมาไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลาหรือกบ เขียด และพืชผักที่เกิดตามท้องร่องก็ยังสามารถเก็บกินได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะปนเปื้อนสารเคมี

 “ตอนนี้เราทำนาเราได้ทั้งข้าวปลอดสารพิษได้ทั้งกับข้าวพืชผักนำมากินกับแกล้ม ที่สำคัญเรามีความภูมิใจด้วยว่าเราสามารถนำสิ่งที่ไม่มีคุณค่า มาทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมาได้”

 “จะเห็นว่าจากการที่เรานำปุ๋ยหมักและสารไล่แมลงมาใช้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ลดภาระทางด้านต้นทุน เป็นระบบการทำเกษตรที่ปลอดสารอาหารธรรมชาติได้กลับคืนมาและยังส่งผลให้ระบบนิเวศสภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นจนผิดหูผิดตา” 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter