ตำบลท่าถ่านตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ชุมชนอยู่ริมคลองท่าลาด เดิมเรียกว่า “บ้านท่าถ่าน” เนื่องจากเป็นบริเวณที่ชาวบ้านใช้เป็นที่ลงถ่าน ต่อมาชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อจัดตั้งเป็นตำบลจึงเรียกว่า “ตำบลท่าถ่าน”
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีคลองท่าลาดเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลผ่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 16,640 ไร่ และสภาพของดินเป็นดินร่วนปนทราย อาชีพส่วนใหญ่คือการทำนา ทำสวน บางส่วนก็ประกอบอาชีพค้าขายหรือรับจ้างเป็นอาชีพเสริม ที่ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม มีกลุ่มออมทรัพย์ข้าวชุมชนที่เข้มแข็ง จากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรชาวนาหลายหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียง เพราะประสบปัญหาและมีความหวังเดียวกันคืออยากยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดียิ่งขึ้น
คุณลุงไพลิน นพกันฑ์ สมาชิกเกษตรกรและผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ข้าวชุมชน ต.ท่าถ่าน เล่าให้ฟังว่าในอดีตเคยใช้สารเคมีในการทำนา ทำให้เกิดปัญหาต้นทุนการผลิตสูง สุขภาพร่างกายย่ำแย่และเป็นหนี้เป็นสินมากมาย จนกระทั่งเมื่อเกษตรตำบลได้เข้ามาแนะนำให้ชาวนารวมกลุ่มกันและเข้าร่วมในโครงการโรงเรียนเกษตรกรพระราชดำริ เริ่มแรกมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้เพียง 15 ราย ที่โรงเรียนเกษตรกรได้สอนให้รู้จักการทำน้ำยาปราบศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน เรียกว่าชีววิธี คือการให้แมลงในธรรมชาติช่วยกินแมลงศัตรูพืช และสอนให้รู้จักแมลงในธรรมชาติที่เป็นศัตรูหรือพันธมิตรกับต้นข้าว เพื่อรักษาสมดุลในระบบนิเวศ ซึ่งจะมีความเกื้อกูลกันเองโดยธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา สามารถแยกแยะได้ระหว่างแมลงศัตรูพืช เช่น แมลงปอ กินเพลี้ยกระโดด ซึ่งเป็นศัตรูของข้าวประมาณ 10-20 ตัวต่อวัน เป็นต้น
เมื่อเกษตรได้เรียนรู้ถึงวงจรชีวิตของแมลง และสามารถเข้าใจถึงขั้นตอนการปรับปรุงดิน ซึ่งเริ่มแรกเราควบคุมโรคข้าวและแมลงได้มากขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินที่เข้ามาให้คำแนะนำและสอนวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์และสารสกัดชีวภาพ มีชื่อเรียกว่าเก้าสิ่งมหัศจรรย์ของชาวเกษตรกร
สิ่งมหัศจรรย์ประการแรกคือการปลูกพืชตระกูลถั่ว เพราะพืชตระกูลนี้เมื่อนำมาปลูกในนาข้าว จากนั้นก็ไถกลบ มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนในดิน ให้ดินมีธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ประการที่สองคือพืชตระกูลหญ้าแฝก นิยมปลูกไว้ตามคันนา เพื่อป้องกันการชะล้างของหน้าดิน ป้องกันการพังทลายและเก็บกักน้ำได้ ประการที่สามคือ พ.ด.1 สูตรการผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่งย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ประการที่สี่คือ พ.ด.2 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำโดยใช้สารเร่ง ซึ่งเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะในขั้นตอนเดียวนั้นสามารถได้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์น้ำหรือน้ำหมักและได้ปุ๋ยหมักในเวลาเดียวกัน ประการที่ห้าคือ พ.ด.3 การผลิตเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชโดยใช้สารเร่ง ประการที่หกคือ พ.ด.4 การผลิตสารอินทรีย์ธรรมชาติ เพื่อปรับปรุงสภาพดิน ประการที่เจ็ดคือ พ.ด.5 การกำจัดวัชพืช ประการที่แปดคือ พ.ด.6 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากเศษอาหารเหลือทิ้งและบำบัดน้ำเสีย และสุดท้ายคือ พ.ด.7 เป็นการผลิตน้ำหมักสมุนไพรโดยใช้สารเร่งเพื่อนำมาใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูพืช
ในการทำนาเกษตรกรจะทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้กันเองในกลุ่ม ซึ่งฤดูการผลิตปุ๋ยนั้นจะอยู่ในช่วงที่เกษตรกรเพาะปลูก รอต้นข้าวให้เจริญเติบโต ส่วนในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นเกษตรกรจะหยุดทำการผลิตปุ๋ยชั่วคราว สำหรับวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยหาได้จากในพื้นที่ ส่วนมากใช้มูลสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ โค สุกร เป็นต้น
ปัจจุบันพื้นที่การทำนาของเกษตรกรตำบลท่าถ่านรวมกันประมาณหมื่นกว่าไร่ ทำให้การผลิตปุ๋ยของกลุ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวนา ทางออกของปัญหาคือการฝึกอบรมเกษตรกรแต่ละรายให้รู้จักขั้นตอนการทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพปราบศัตรูพืช เพื่อใช้กันเองแต่ละครอบครัว เมื่อถึงฤดูการเพาะปลูกก็จะขอแรงจากสมาชิกให้มาช่วยกันทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาถูก
“กลุ่มได้เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต และเพื่อสุขภาพพี่น้องชาวนา ซึ่งนับวันสุขภาพย่ำแย่ลง เนื่องจากการใช้สารเคมี สารพิษในการทำการเกษตรมานาน จึงได้แบ่งปันเงินออมส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งเป็นโรงงานปุ๋ยชุมชนที่บ้านท่าลาด ต.ท่าถ่าน ขึ้น เพราะชาวนามีความรู้พื้นฐานในการทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำยาปราบศัตรูพืชโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือเก้าสิ่งมหัศจรรย์ของชาวนานั่นเอง โดยกำหนดกฎเกณฑ์ให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสามารถใช้สถานที่ในการผลิตปุ๋ยร่วมกันในฤดูกาลเพาะปลูก หรือครอบครัวสมาชิกเกษตรกรที่ต้องการทำปุ๋ยใช้เอง ก็สามารถใช้พื้นที่ของโรงงานปุ๋ยเพื่อทำการผลิตได้ โดยกลุ่มเน้นให้สมาชิกทุกคนเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ตระหนักในการมีส่วนร่วมและทุกคนล้วนเป็นเจ้าของโรงงานปุ๋ยชุมชน ดังนั้นทุกคนจึงต้องมีหน้าที่ช่วยกันใช้และช่วยกันดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
ปุ๋ยที่ผลิตกันในปัจจุบันมีปุ๋ยอินทรีย์อยู่ 3 แบบคือ แบบอัดเม็ด แบบปั้นเม็ด และแบบผง ปุ๋ยที่ผลิตได้จะขายให้กับสมาชิกในราคาถูก แบบปั้นเม็ดขายตันละ 6,500 บาท แบบอัดเม็ดตันละ 6,000 บาท ชนิดผงขายตันละ 4,500 บาท บางครั้งก็ทำการผลิตไม่ทันกับความต้องการเพราะว่าสมาชิกต่างเครือข่ายก็เข้ามาซื้อเพื่อไปใช้ในเรือกสวนไร่นาเพราะทำให้ได้ผลผลิตดี
นางสมนึก สงวนธรรม สมาชิกเกษตรกรกลุ่มออมทรัพย์ข้าวชุมชน เปิดเผยว่า ได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ข้าวชุมชนตั้งแต่ริเริ่มเมื่อปี 2543 แล้ว นาที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 57 ไร่ ช่วยกันทำในครอบครัวและยึดเป็นอาชีพหลัก สมัยก่อนยังไม่มีความรู้เรื่องของการทำปุ๋ยอินทรีย์ ยังไม่เห็นประโยชน์จากวัชพืชหรือมูลสัตว์ ก็เข้าใจผิดคิดว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่ดีกับสุขภาพของเรากับคนในครอบครัว และยังมีต้นทุนในการผลิตมากขึ้น เพราะปุ๋ยมีราคาแพงทำเองไม่ได้ต้องซื้อหามาใช้
“หลังจากเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ข้าวชุมชน ก็ได้รับความรู้จากทุกหน่วยงานที่เข้ามาให้การสนับสนุน รวมถึงให้ความรู้เรื่องการทำนา ทำการเกษตรโดยใช้วัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นมูลสัตว์หรือเศษซากวัชพืชต่างๆ เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในนาข้าว เป็นการลดต้นทุนการผลิต เพราะปุ๋ยอินทรีย์ทำเองก็ได้ง่ายนิดเดียว ไม่ต้องซื้อหาให้เปลืองสตางค์ สุขภาพร่างกายของคนในครอบครัวเราก็ดีขึ้นด้วย จากที่เคยเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ร่างกายไม่แข็งแรง รู้สึกได้เลยว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยมีโรคภัยมาเบียดเบียน เพราะเราค่อยๆล้างพิษออกจากร่างกายเราด้วยการกินข้าวและผักปลอดสารพิษ” นางสมนึกกล่าว


