พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 1906

กลุ่มควันจากเตาเผาถ่านที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อันเป็นภาพที่ชาวบ้านเคยชินได้หายไปแล้ว หลังจากที่ชาวบ้าน “หลังดา” ยอมทุบเตาถ่านกว่า 200 เตา ทิ้งไปเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยเหตุผลที่ทางการต้องการอนุรักษ์ป่าชายเลน

นายนิคม  มาตรโอสถ ผู้ใหญ่บ้านหลังดา ย้อนอดีตให้ฟังว่า ชาวบ้านหลังดามีอาชีพตัดไม้ป่าชายเลนเพื่อเผาถ่านขายมาเป็นเวลานานแล้ว มันเป็นอาชีพอย่างเดียวที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้าน และเมื่อมีเวลาว่างจากเผ่าถ่านก็ออกหาปู  หาปลา พอได้อาศัยเป็นกับข้าวไม่เคยเดือดร้อน

 ว่าที่ รอ.ไพโรจน์  หอมช่วย หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 27 ท่าแดง จังหวัดกระบี่เล่าว่า ทุกวันนี้ป่าชายเลนลดลงอย่างน่าใจหาย ทางการจึงมีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ร่วม 30,000ไร่   ซึ่งที่ผ่านมาก็มองหาแนวทางที่เหมาะสม จนกระทั้งรัฐบาลเดนมาร์ค (Danida) ได้จัดสรรเงินอุดหนุนในลักษณะ “กองทุนสร้างสรรค์ท้องถิ่น” เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอเหนือคลอง และทางอุทยานที่ 27 เอง  ให้มาทำงานร่วมกันในระยะยาว
 เมื่อกลางปี 2548 เจ้าหน้าที่อุทยานก็ได้ลงพื้นที่ประชุมกับชาวบ้านหลังดา ซึ่งที่นี่มีป่าชายเลนร่วม 500 ไร่ ชาวบ้านบอกว่าต้องการเลี้ยงปู ในป่าชายเลน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ป่าโดยการกันพื้นที่ไว้ 20 ไร่ สำหรับการเลี้ยงปูตามสภาพธรรมชาติ

รวมกลุ่มชาวบ้านเมื่อฝันเริ่มเป็นจริง
 เมื่อความเห็นตรงกันชาวบ้านที่ตกลงปลงใจจะเลี้ยงปู ก็มาจับกลุ่มประชุมร่วมกันจำนวน 80 ครอบครัว คุยกันว่าจะเลี้ยงปูด้วยวิธีใด บางคนก็บอกว่า จะสร้างคันดิน บ้างก็ว่าใช้อวนกั้นแนวป่า ในที่สุดก็ตกลงกันว่า จะใช้อวนดีกว่า และต้องช่วยกันสำรวจว่าในแปลงที่จะเลี้ยงปู มีต้นไม้อะไรบ้างกี่ชนิดถ้าต้นไม้มีน้อยก็ต้องช่วยกันปลูกเสริมลงไป หลายคนเสนอให้มีการเดินทางไปดูงานการเลี้ยงปูแบบธรรมชาติที่อำเภอสิเกา  จังหวัดตรัง ควบคู่ไปกับการอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้าน

ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เป็นกองทุนหมุนเวียน
 จากนั้นก็มาคิดถึงเงินที่จะนำไปเลี้ยงปู ในที่สุดก็เห็นตรงกันว่า จะต้องมีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา จะขอพึ่งตนเองก่อน โดยมีกลุ่มแม่บ้านเป็นกำลังสำคัญ เงินออมทรัพย์ก็จะจัดเป็นกองทุนหมุนเวียนหยิบยืมกันใช้ แล้วจ่ายคืนพร้อมค่าบำรุง เพื่อไม่ให้ผิดหลักศาสนา เพราะชาวบ้านเป็นคนไทยมุสลิม

 เพื่อให้กลุ่มมีความมั่นคง ก็เลยมาช่วยกันตั้งกติกา และคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ “เลี้ยงปูในป่า” ซึ่งเห็นร่วมกันว่า 1). จะต้องเป็นสมาชิกออมทรัพย์ 2). มีความตั้งใจจริงจังมีสัจจะ  3). จะต้องช่วยกันดูแลป่าควบคู่กับการเลี้ยงปู  4). เป็นผู้มีฐานะยากจนไม่มีงานทำ


 จับกลุ่มก่อนจับปู
  เพื่อให้เกิดการดูแลช่วยกันทำงาน ชาวบ้านตกลงว่า ควรมีการแบ่งกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 ครอบครัว ๆ ละ 1 คน
ดูแลพื้นที่เลี้ยงปูกลุ่มละ 1 ไร่ ขณะที่จับกลุ่มว่าใครจะอยู่กับใครดูชาวบ้านคึกคักมาก บ้างก็พูดทีเล่นทีจริงว่า งานนี้จะได้รู้ว่าใครบ้างที่เพื่อนไม่คบ ในที่สุดก็ได้กลุ่มที่รวมตัวกันตามเครือญาติบ้าง เพื่อนสนิทกันบ้าง หรือไม่ก็บ้านอยู่ใกล้กัน  หลังจากได้กลุ่มแล้วจำนวน 16 กลุ่ม ก็พากันตั้งชื่อกลุ่ม ตั้งกันตามใจชอบก็เลยมีชื่อกลุ่มแปลก ๆ เช่น กลุ่มปูเพลบอย  กลุ่ม ป.ปูในป่าใหม่  กลุ่มเพื่อชีวิต  เป็นต้น

ลงมือทำด้วยเป้าหมาย เพิ่มรายได้  อนุรักษ์ป่าชายเลน
 จากการคำนวณพบว่าแต่ละกลุ่มต้องใช้อวนถึง 100 กิโลกรัม วันนี้ชาวบ้านต่างถือมีด พร้า  ออกจากบ้านเป็นกลุ่ม ๆ ด้วยหัวใจเบิกบาน ช่วยกันนำอวนไปล้อมพื้นที่ของตนเอง โดยด้านล่างจะฝังอวนลึก 40 เซนติเมตร ด้านบนจะมีการป้องกันปืนหนีของปู
 แค่ได้ลงมือกันทำเห็นบ้านของปู ชาวบ้านก็มีความสุขแล้ว หลายคนต่างนั่งเฝ้ามอง จิตนาการเห็นปูมามากมายที่จะได้จับในวันข้างหน้า

 ม๊ะกับป๊ะสองคนผัวเมียชี้ไปที่ป่าจาก ซึ่งมีอยู่มากมายในบริเวณนี้ และบอกว่า ชาวบ้านตกลงร่วมกันจะอนุรักษ์ป่าจากไปด้วย เพราะมันเป็นทั้งที่อยู่ของปู และยังนำมาทำตับจากมุงหลังคาได้ด้วย ต่อหนึ่งไร่จะทำได้ถึง 250 อัน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้โดยไม่ต้องลงทุน เพราะบริเวณนี้นอกจากต้นจากแล้วไม้ไผ่ก็หาได้ง่าย และหวายลิงซึ่งเป็นเชือกที่ใช้เย็บตับจากก็พอมีอยู่ ชวนชาวบ้านปลูกเพิ่มก็จะมีใช้ไม่มีหมด อีกทั้งผลของมันก็นำไปทำเป็นอาหารได้อีกด้วย

 นายไพโรจน์ให้ความเห็นว่าตอนเริ่มต้น ชาวบ้านจะต้องอนุรักษ์ป่าชายเลน ปลูกต้นไม้เพิ่มในที่ 20 ไร่ ของตนเองไปด้วย แต่พอลงตัวแล้ว ชาวบ้านจะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูป่าทั้ง 500 ไร่ ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เชื่อมต่อกับพื้นป่าของอีก 23 หมู่บ้าน จะต้องทำให้เข้าใจตรงกันว่า จะอนุรักษ์เพียงพื้นป่าเล็ก ๆ นั้นไม่ได้ แต่จะต้องทำทั้งหมด เพราะระบบนิเวศมันเชื่อมต่อกัน ความสมบูรณ์ก็จะตามมา

 การรอคอยตลอด 2 ปีเศษ  เกือบจะหมดความหวังไปกับกาลเวลา ยิ่งได้มองเห็นซากเรือเกยตื้นออกทะเลไม่ได้ เพราะพิษสึนามิ ยิ่งจะทำให้ชาวหลังดาสิ้นหวัง
 แต่วันนี้ชาวหลังดา 80 ครอบครัว มีกลุ่มออมทรัพย์ มีคอกปู มีป่าจาก การรอคอยครั้งนี้มันต่างจากครั้งก่อน เพราะเป็นการรอคอยที่มีความหวัง มีพลังที่จะไปปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ลงดิน พร้อม ๆ ไปกับการเติบโตของปูที่จะให้พวกเขาได้จับในอีกไม่ช้า

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter