9 ธันวาคม 2548 (อักขณิช ศรีดารัตน์)
“ไปค้าสามปี บ่ทอมีงัวสามโต”
คือคำที่ พ่อสำรวย ชุ่มหิน แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เปรียบเปรยให้เห็นถึงผลดีของการเลี้ยงวัวควายที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าการค้าขายตั้งหลายปี พ่อสำรวย ย้อนอดีตให้ฟังว่า ชาวบ้านที่อำเภอน้ำหนาว เดิมมีอาชีพเลี้ยงวัวควาย ปลูกข้าวไร่ พึ่งพาอาหารป่า ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่ วัวควายถือว่าเป็นสัตว์สารพัดประโยชน์ ให้ทั้งแรงงาน
มูลนำไปใช้เป็นปุ๋ย และเมื่อจำเป็นจริงๆ ก็สามารถขายได้ วัวควายเลยกลายเป็นเหมือนกระปุกออมสินที่เดินได้ โดยชาวบ้านที่นี่จะเลี้ยงวัวควายแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ ซึ่งวัวควายที่เลี้ยงไว้จะอ้วนมาก เพราะมีหญ้าสมบูรณ์ทั้งปี และวัวควายจะเกิดลูกใหม่ทุกปี
อย่างไรก็ตาม หลังจากระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมเข้ามา ทำให้ระบบการพึ่งพาตนเองแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากการทำเกษตรเพื่อบริโภคกันเอง ก็หันมาทำป้อนตลาดแทน โดยมีการใช้รถไถนาสมัยใหม่แทนแรงงานวัวควาย ใช้สารเคมีในการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้าแทนมูลสัตว์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงแล้ว ยังทำให้ดิน น้ำ ป่า อากาศ และสุขภาพของเกษตรกรเกิดความเสื่อมโทรม รวมทั้งทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้มากขึ้นด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้ ชาวบ้านก็เลยเริ่มมีการพูดคุยกันถึงทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นมา ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายป่าชุมชนน้ำหนาว” เมื่อปี 2544 โดยใช้ป่าเป็นประเด็นในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งมีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ 10 และ หมู่ 11 ต.วังกวาง ต่อมาเมื่อการทำงานมีความชัดเจนขึ้น ก็ทำให้มีหมู่บ้านอื่นๆ เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกทั้งหมด 7 หมู่บ้านด้วยกัน และกำลังจะขยายแนวคิดไปสู่หมู่บ้านอื่นๆ ด้วยโดยกิจกรรมหลักของเครือข่ายฯ ก็คือ การฟื้นฟูป่า การออมทรัพย์ การทำวนเกษตร และการพัฒนาอาชีพ โดยอาชีพที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือการสนับสนุนให้มีการเลี้ยงวัวควายเพื่อปลดหนี้สินภายในครอบครัว
พ่อสำรวย เล่าต่อว่า ตอนเริ่มต้นทำกลุ่มเลี้ยงวัวควายช่วงแรก กองทุนสิ่งแวดล้อมได้สนับสนุนวัวควาย จำนวน 20 ตัว โดยสมาชิกได้นำมาบริหารจัดการกันเอง โดยกระจายให้สมาชิกยืมไปเลี้ยงคนละ 3 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากวัวควายเกิดลูก สมาชิกจะต้องนำลูกวัวควายเกิดใหม่ไปมอบให้กับกลุ่มเพื่อให้คนอื่นยืมต่อ ต่อมาเมื่อการเลี้ยงวัวควายได้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น ทำให้การเลี้ยงวัวควายได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะยืมวัวควายจากเครือข่ายมาเลี้ยงแล้ว คนที่มีเงินมากก็ไปหาซื้อวัวควายมาเลี้ยงเอง จนทำให้ ปัจจุบันนี้วัวควายอยู่ในเครือข่ายมากกว่า 800 ตัวเลยทีเดียว
“แต่ก่อนคนมักมองว่าคนเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเป็นคนโบราณบ้านนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะการเลี้ยงวัวควายมีแต่ให้ผลดีแก่เราฝ่ายเดียว มีแต่ได้กับได้ ทำให้เราประหยัดค่าแรง ได้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้เพื่อนยามเหงา และยามขัดสนก็ขายได้อีกต่างหาก ทำให้มีเงินมีทองใช้ และสามารถปลดหนี้สินได้อีกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้วัวควายขายได้ราคาดี ตั้งแต่ 10,000 ถึง 20,000 บาท ขายเพียงตัวสองตัวก็มีกินเป็นปี ดีกว่าไปทำมาค้าขายที่อื่นตั้งเยอะแยะ”
ด้าน นายสุดใจ สีใสสงค์ สมาชิกเครือข่ายป่าชุมชนน้ำหนาวอีกคนหนึ่ง บอกว่า แต่ก่อนตนเองทำไร่อย่างเดียว แต่รายได้ไม่พอใช้จ่าย ในปี 2545 ก็เลยลองหันมาเลี้ยงวัวเป็นอาชีพเสริม โดยยืมวัวมาจากเครือข่าย จำนวน 1 ตัว เพื่อมาทดลองเลี้ยงดูก่อน และต่อมาได้ซื้อเพิ่มมาอีกหนึ่งตัวในราคา 8,000 บาท รวมเป็น 2 ตัว ผ่านไป 3 ปี วัวทั้งสองตัวเกิดลูกใหม่ถึง 5 ตัว ทำให้ตอนนี้มีวัวทั้งหมด 8 ตัว ที่ผ่านมา มีคนมาของซื้อวัวในราคาตัวละ 15,000 บาท มีทั้งสมาชิกเครือข่ายฯ และคนนอก แต่ไม่ยอมขาย เพราะอยากจะรอให้มีจำนวนมากกว่านี้ก่อน จึงจะทยอยขาย
“การเลี้ยงวัวมีประโยชน์จริงๆ เพราะทำให้เราได้แรงงานและได้ปุ๋ยใส่พืชผักด้วย แถมการเลี้ยงก็ง่าย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหาร แค่เกี่ยวหญ้ามาให้กิน หรือปล่อยให้มันหากินหญ้าเองแถวๆ นี้ ก็อ้วนท้วนแล้ว แต่ก่อนมีเงินเขาเรียกน้อง มีทองเขาเรียกพี่ แต่ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่ ใครมีวัวมีควายมาก คนนั้นคือเศรษฐีที่แท้จริง” นายสุดใจ กล่าว
การกลับมาของวัวควายที่น้ำหนาวจึงเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับชาวบ้านที่นี่ เพราะนอกจากจะเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมให้กลับคืนมาแล้ว ยังเป็นการฟื้นฟูระบบการผลิตที่สอดคล้องกับภูมินิเวศพื้นที่ของอำเภอน้ำหนาว และช่วยให้ชาวบ้านพออยู่พอกิน หลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินได้อย่างเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย


