22 กุมภาพันธ์ 2549 (สุวัฒน์ คงแป้น/ศุภสิทธิ์ ศรีสว่าง)
ได้มีโอกาสเดินทางไปที่ศูนย์เกษตรวิถีธรรม วัดป่านาคำ บ้านโคกกลาง ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรวิถีธรรม ซึ่งมีกระจายอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ถึง 18 ศูนย์ ก็พบว่า แนวทางแก้จนมิได้มีเพียง “อาจสามารถโมเดล” เท่านั้น แต่ “น้ำดำโมเดล” ก็เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาความยากจนที่น่าสนใจ
พระมหาสุภาพ พุทธวิริโย ประธานศูนย์เกษตรวิถีธรรม เล่าให้ฟังว่า ศูนย์เกษตรวิถีธรรม ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2544 เดิมเป็นศูนย์พัฒนาคุณธรรมประจำจังหวัด ในโครงการกองทัพธรรมกองทัพไทยต้านภัยยาเสพติด จนกระทั่งปี 2546 ก็ได้ขยายงานด้านการบำบัดผู้ติดยาเสพติดไปสู่การสร้างอาชีพให้กับผู้ที่เข้ามารับการบำบัด โดยส่งเสริมให้มีการทำเกษตรพอเพียงในพื้นที่คนละ 2 งาน สมาชิก 20 คน
จากการทดลองให้สมาชิกปลูกพืช 11 รายการ เช่น ถั่วฝักยาว ดอกหอม ผักกาด ผักชีหอม เป็นต้น พบว่าในแต่ละเดือนจะมีรายได้ 2,069 บาท ในขณะที่มีรายจ่าย 300 บาท เป็นค่าปั่นไฟ ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่ากากน้ำตาลที่นำไปใช้ทำหัวเชื่อน้ำหมักชีวภาพ
นายทองเหรียญ ศรีจาร รองประธานศูนย์เล่าว่า จากการทดลองทำก็เห็นว่าได้ผลดี จึงได้พัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเองตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง ขยายสมาชิกไปสู่ประชาชนอื่น ๆ ในชุมชน ซึ่งศูนย์เรียนรู้นี้จะเน้นในเรื่องการเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านในการดำรงชีวิต และเปลี่ยนทัศนคิตในการทำเกษตรจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เน้นผลกำไรเป็นหลักไปสู่การทำเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี
ส่วนรูปแบบการทำเกษตร จะเริ่มต้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เพียง 1 ไร่ ปลูกพืชที่หลากหลาย ทั้งเพื่อกินและเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้ มีการเลี้ยงสัตว์เสริม ส่วนที่ดินที่เหลือซึ่งชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจอยู่เดิมนั้น ก็สนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ไร่อ้อยอินทรีย์ ยางพาราอินทรีย์ มันอินทรีย์ ถั่วลิสงอินทรีย์ เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านสามารถลดต้นทุนในการเพาะปลูกลงไปได้ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น อีกทั้งยังมีแหล่งอาหารและรายได้เสริมจากการทำเกษตรในพื้นที่ 1 ไร่อีกด้วย เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภคไปในตัว
“ตอนนี้มีศูนย์ลักษณะนี้อยู่ถึง 18 ศูนย์ ซึ่งในการบริหารศูนย์ก็ไม่ยุ่งยากอะไร โดยจะต้องมีการตั้งกติการ่วมกัน สมาชิกต้องเข้าประชุมกลุ่ม ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 10 ของเดือน ถ้าไม่เข้าประชุมเกิน 3 ครั้ง ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิก สมาชิกต้องสมทบเงินเข้ากองทุนศูนย์เดือนละ 10 บาท และสมาชิกทุกคนจะต้องทำเกษตรปลอดสารพิษเท่านั้น”
พ่อสำราญ ถิ่นรัศมี ชาวบ้านโนนสะอาด วัย 45 ปี เล่าว่า ก่อนการเข้าสู่ศูนย์เรียนรู้นั้น ตนกับลูกเมียไม่ได้อยู่ด้วยกัน ต้องกระจัดกระจายไปรับจ้างหารายได้จุนเจือครอบครัว เมื่อตัดสินใจเข้าเรียนรู้หนทางชีวิตแบบพึ่งพาตนเองในปี พ.ศ.2546 ได้ช่วยทำให้เข้าใจแนวทางการดำเนินตนที่ควรเริ่มต้นจากการถือศีล 5 รู้จักบาปบุญ กฎแห่งกรรม ลด ละ เลิกอบายมุข เพื่อไม่ก่อหนี้ อยู่อย่างพอเพียง ทำให้คิดได้ว่า ในชุมชนเรามีทุนอยู่มากที่ไม่ได้นำเอามาใช้ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ปู่ยาตายายเขาได้ทำกันมา ถ้าเราคิดได้ก็คงไม่จนมาถึงป่านนี้”
พ่อสำราญ เล่าต่อว่า ในช่วง 2 - 3 ปี ที่คลุกคลีในศูนย์ฯ ได้เรียนรู้เรื่องการเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่ 2 งาน ตั้งแต่เลือกพื้นที่ ปรับปรุงบำรุงดิน จัดการศัตรูพืชก่อนปลูก ควบคุมแมลง รู้ว่าพืชไหนปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร เช่น ผักพื้นเมืองไม่ต้องดูแลมาก ปลูกผักตามฤดูกาล ใช้สารอินทรีย์ มีอาหารปลอดภัย สุขภาพดี จนทุกวันนี้ ได้หันมากินผักที่ปลูกเอง ช่วยลดค่าใช้จ่าย คนในหมู่บ้านเองก็ให้ความศรัทธาเห็นเป็นแบบอย่าง เป็นวิทยากรชุมชนแนะนำคนอื่นให้เป็นไทกับตัวเอง และสำคัญที่สุดคือคนในครอบครัว มีเวลาอยู่ด้วยกัน มาอยู่ดูแลแปลงผักด้วยกัน พอเพียงและมีความสุข บนพื้นที่ของตนเอง
พ่อสมจิตร สวัสดิ์ผล ชาวบ้านวัย 50 ปี แห่งบ้านโคกสะอาดเล่าว่า เดิมปลูกพืชด้วยการส่งเสริมของรัฐ ล้มเหลวหลายครั้ง แต่เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกของศูนย์เรียนรู้ ก็เริ่มฝึกวางแผนกับตนเอง และทำกิจกรรมแก้จนของตนเอง ในช่วง 1 เดือนแรกเริ่มด้วยการทำแปลงผัก ในพื้นที่ 2 งาน คิดว่าจะปลูกอะไร ในตอนนั้นไม่มีใครมาบอกเพราะเป็นเรื่องที่ต้องคิดเอง ทำไปเรียนรู้ไป เช่น ได้ทำปุ๋ยเอง ทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อบำรุงดิน เพราะพื้นที่มีปัญหาเรื่องดิน ต้องรู้จักวางแผนการบำรุงดินก่อนปลูก
ต่อมาได้เรียนรู้เรื่องอาหารเป็นยา สุขภาพ และเพาะเห็ดฟาง ถั่วงอกไร้สารพิษ เสริมเข้ามา ลดค่าใช้จ่ายด้วยการทำน้ำยาใช้ในครัวเรือนฯลฯ ขณะเดียวกันเรียนรู้การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ พฤติกรรมในการพึ่งตนเองควบคู่กันไป
“พื้นที่เพียง 2 งาน จากการปลูกถั่ว มะเขือ ตะไคร้ ข่า ฯลฯ โดยนำไปขายในชุมชน สร้างรายได้ต่อวันประมาณ 200 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลผลิต พ่อมีเงินออมพอควรที่จะดูแลคนในครอบครัว และได้ขยายแนวการทำเกษตรอินทรีย์ ในผืนนาของตัวเองทั้ง 20 ไร่” พ่อสมจิตรกล่าว
จากการทำงานตลอด 2 ปี พบว่า แนวทางเกษตรพอเพียงไม่เป็นเพียงการพัฒนาคุณธรรมของชาวบ้าน ให้มีความรักเอื้ออาทรต่อกัน และเอื้ออาทรต่อแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น สุขภาพดีขึ้น ทุกคนจึงเห็นร่วมกันว่า “เกษตรอินทรีย์ คือ ทางรอดของชีวิตอย่างแท้จริง” ดังนั้น ในยุคที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาความยากจน ชาวบ้านจึงใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ที่ทำอยู่เป็นยาหม้อใหญ้ในการรักษาแก้จน จึงได้ขยายแนวคิดนี้เชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของคนทั้งจังหวัด
จากการที่ศูนย์ประสานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สกว. และ ศตจ.มหาดไทย ได้ร่วมมือกันดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ โดยกำหนดให้มีจังหวัดนำร่องขึ้น 12 จังหวัด เพื่อให้ทั้ง 3 ส่วนงานมาแก้ปัญหาความยากจนร่วมกัน ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นหนึ่งใน 12 จังหวัดนำร่องดังกล่าว
ในการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการของจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้ใช้การทำเกษตรอินทรีย์เป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่จะนำไปสู่ต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของชาวชนบท โดยศูนย์เกษตรวิถีธรรมะทั้ง 18 ศูนย์ ได้กลายเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และศูนย์ขยายงานที่สำคัญของการดำเนินงาน ในอันที่จะกระจายความรู้สู่เกษตรกรอื่นๆ ในจังหวัด
และนี่คือ “โมเดลแก้จนของคนกาฬสินธุ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถิ่นน้ำดำ ที่ในอดีตเคยอุดมสมบูรณ์ทั้งภูผา ข้าวปลา ลำธาร และวัฒนธรรมภูมิปัญญา ซึ่งความสมบูรณ์ดังกล่าวจะกลับมาอีกครั้งด้วยพลังของชุมชนคนน้ำดำ”


