พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 2245

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงจนจะหมดแสง หลายชีวิตเริ่มกลับเข้าบ้านก่อฟืนไฟ ตระเตรียมหุงข้าวหุงปลาสำหรับอาหารเมื้อเย็น แล้วนอนพักผ่อนเอาแรงหลังต่อสู้กับการทำงานมาตลอดทั้งวัน แต่สำหรับป้าพิมพ์ ศรีรังกรู หญิงชราวัย 63 ปี แห่งชุมชนสะพานยาว เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ แกยังก้มๆเงยๆอยู่กับกองขยะที่อยู่เบื้องหน้า คัดแยกขยะเตรียมไว้ขายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ป้าพิมพ์ ศรีรังกรู ฝ่ายบัญชีธนาคารขยะชุมชน เล่าว่า “ขยะที่แยกส่วนใหญ่เป็นขยะอยู่ในคลองละลมแทบทั้งสิ้น ไม่รู้มาจากไหนนับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น คนเดี๋ยวนี้มักง่ายและขาดความรับผิดชอบ กินเสร็จก็ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางจนทำให้ขยะล้นเมือง”

ในอดีตคลองละลมเป็นคลองโบราณอยู่คู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์มานับร้อยๆปี ด้วยความกว้างของคลองกว่าร้อยเมตรและยาวล้อมรอบตัวเมืองประมาณ 5,000 เมตร คลองละลมจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งอาหารของชุมชนมายาวนาน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา จากคลองน้ำใส มีอาหารหล่อเลี้ยงชุมชน มาวันนี้คลองละลมกลับกลายเป็นคลองเน่าเสีย มีวัชพืชขึ้นเต็มคลอง ทั้งผักตบชวา แขม ธูปฤๅษี บางคนใช้คลองเป็นที่เลี้ยงปลา จนระบบนิเวศน์ในคลองต้องเสียไป

 คลองละลมถูกปล่อยให้เน่าเสียมานานนับหลายสิบปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่จากคนในชุมชนเอง หลายต่อหลายครั้งที่คนภายนอกมักโยนความผิดให้กับคนคลองว่าเป็นผู้ทำให้น้ำเน่าเสีย เขาจึงคิดกำจัดชุมชนออกไปให้พ้นคลอง จุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้ชุมชนได้รวมตัวกันและเข้ามามีส่วนร่วม แล้วสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์การจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบ้านเมืองของตนเองให้เป็นเมืองน่าอยู่ การฟื้นคลองละลมกลับมาให้สวยใส จึงเป็นความตั้งใจของชาวบ้าน อีกอย่างชุมชนจะได้พิสูจน์ให้ประจักษ์ต่อสายตาคนทั้งเมืองว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำให้คลองเน่าเสียอย่างที่หลายๆ คนคิดกัน

“การรวมกลุ่มกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งมีด คราด จอบ เสียม ฯลฯ เครื่องมือเท่าที่แต่ละคนจะหามาได้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือลอกคูคลองละลมกันอย่างคึกคัก จนหลังๆเจ้าหน้าที่เห็นว่าชุมชนมีความตั้งใจจริงที่จะลุกขึ้นมาฟื้นคลองละลม จึงนำเอาเครื่องมือหนักเข้ามาช่วยอีกแรง” 
 
แกนนำชุมชนที่อยู่ริมสองฝั่งคลองละลม 4 ชุมชน คือ ชุมชนสะพานยาว ชุมชนหลักเมือง ชุมชนเทศบาลและชุมชนวัดอีสาน จึงชักชวนกันมาปรึกษาหารือถึงแนวทางการอนุรักษ์พิทักษ์คูคลองให้เป็นระบบเมือง เพราะชุมชนต่างรู้ดีว่าการจะช่วยกันรักษาคลอง ลำพังเพียง 4 ชุมชนคงไม่สามารถทำสำเร็จได้ได้ แกนนำจึงใช้วิธีปลุกระดมชาวบ้าน เชิญชวนให้คนที่มีใจอนุรักษ์มาร่วมมือกัน 
 
ความตั้งใจของลุงสมชาย คิมรัมย์ ผู้จัดการธนาคารขยะชุมชน ก็เหมือนกับคนอื่นๆที่อยากเห็นคลองละลมฟื้นชีวิตกลับมาสวยใส แม้ที่ผ่านมามีหลายคนในชุมชนได้พยายามฟื้นคลองมาตลอด ทั้งเรื่องการกำจัดวัชพืช การทิ้งขยะมูลฝอย ปล่อยน้ำเสีย แต่ยิ่งทำยิ่งไม่เป็นผล เพราะการต่อสู้เพียงคนไม่กี่คนไม่มีทางฟื้นฟูคลองทั้งคลองได้สำเร็จ จึงได้เชิญชวนชุมชนรอบคลองทั้ง 14 ชุมชน มาร่วมกันอนุรักษ์คูคลองเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน

การที่หลายชุมชนเข้ามาร่วมกันอนุรักษ์ถือเป็นเรื่องดี หากแต่ถ้ายังขาดหน่วยงานในท้องถิ่นเข้ามาหนุนเสริมเครือข่ายก็จะไปไม่รอด แกนนำชุมชนจึงได้เชิญตัวแทนจากเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กองสาธารณะสุขและสิ่งแวดล้อม กองสวัสดิการสังคม การศึกษา เครือข่ายองค์กรชุมชน มาเป็นคณะทำงาน โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เป็นที่ปรึกษา
 
จนเมื่อปี 2548 ความหวังและความตั้งใจก็มาประสบผลสำเร็จเป็นรูปร่าง เมื่อทางมูลนิธิชุมชนไท ตามโครงการเมืองน่าอยู่ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จัดตั้งเป็น “เครือข่ายเมืองน่าอยู่จังหวัดบุรีรัมย์” ขึ้น โดยใช้ 4 ชุมชนเป็นพื้นที่ปฏิบัติการนำร่องและเชื่อมโยงชาวบ้านทั้งเทศบาลเมืองบุรีรัมย์มาร่วมรณรงค์ทำความสะอาด เก็บขยะ การบำบัดน้ำเสีย ปรับภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมทั้งเมืองฯ ขับเคลื่อนขบวนการพัฒนาเมืองให้บรรลุผล พร้อมทั้งผลักดันความหวังพี่น้องให้มีกำลังใจอนุรักษ์และรู้จักคุณค่าของคูคลอง

การเกิดเครือข่ายเมืองน่าอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นก้าวย่างสำคัญให้ชุมชนได้มีอาชีพเสริมคือ อาชีพเก็บขยะ มันเป็นความตั้งใจของพี่น้องที่จะกำจัดขยะด้วยวิธีการหลายอย่างเพื่อให้ขยะมีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินทอง จึงได้รวมกันตั้งเป็น “ธนาคารขยะชุมชน” และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนกับคลองอย่างจริงจัง

แรกๆ เครือข่ายฯได้เปิดรับสมัครสมาชิกและมีชาวบ้านสนใจประมาณ 70 คน ระดมทุนกันเป็นหุ้นๆละ 10 บาท คนละไม่เกิน 100 หุ้น ระดมสมาชิกเก็บขยะตามคูคลองและตามชุมชนนำมาฝากไว้ที่ธนาคารขยะชุมชน สมาชิกแต่ละคนจะลงบันทึกในสมุดบัญชีของตนเองในแต่ละครั้งที่นำขยะมาฝากไว้ นอกจากนี้ขยะบางส่วนยังได้จากการที่สมาชิกออกไปรับซื้อตามร้านค้าในเมือง เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงนำไปขาย แล้วนำเงินมาฝากไว้ที่ธนาคารขยะชุมชน เมื่อมีกำไรจะนำมาปันผลให้กับสมาชิก

หลังจากที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กองสวัสดิการสังคม กองสาธารณะสุขและสิ่งแวดล้อม เห็นว่าการจัดตั้งธนาคารขยะชุมชนได้ผลเกินคาดและมีส่วนช่วยลดขยะได้จริง จึงเกิดการยอมรับและเชื่อมั่น ซึ่งการกำจัดขยะตรงกับนโยบายของเทศบาลฯที่ต้องการกำจัดขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ทั้งระบบ จึงสนับสนุนโครงการธนาคารขยะชุมชน ช่วยเหลือการจัดการสิ่งแวดล้อมและการคัดแยกขยะ พาไปศึกษาดูงาน จัดกิจกรรมทัวร์ขยะฯลฯ จนประสบผลสำเร็จเห็นเป็นรูปธรรม เทศบาลจึงได้บรรจุ โครงการธนาคารขยะชุมชนเข้าสู่แผนงบประมาณประจำปี สมทบงบประมาณช่วยเหลือให้กับเครือข่ายฯเป็นเงิน 150,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งต้น
 
 “จากขยะที่ไร้ค่า วันนี้กลับมีค่าเป็นเงินทอง”

นายประสิทธิ์ พรหมภักดิ์ รองประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น เล่าว่า เมื่อคลองกลับมาสวยใสและธนาคารขยะชุมชนเริ่มมั่นคง ความมีจิตสำนึกช่วยเหลือแบ่งปันจึงตามมา ดังนั้นชุมชนจะอยู่ร่วมกันอย่างอย่างไรให้มีความสุข จึงชักชวนสมาชิกมาระดมความคิดเห็น และนำมาซึ่งการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นขึ้น เมื่อเดือนมกราคม 2550 นำมาสู่การจัดสวัสดิการดูแลกันตั้งแต่เกิดจนตาย

เครือข่ายฯจึงร่วมกันตั้งกฎระเบียบการจัดสวัสดิการหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนฯต้องสมัครผ่านธนาคารขยะชุมชน โดยสมทบ 1% จากสมาชิกธนาคารขยะชุมชน และสมาชิกสมทบอีกวันละหนึ่งบาท เพื่อสมทบเข้าสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น

การจัดสวัสดิการจะเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ คือ เกิด ลูกได้รับสวัสดิการ 1,000 บาทต่อปี เยี่ยมไข้แม่ 1,000 บาทต่อปี เจ็บไข้ได้ป่วยนอนโรงพยาบาล 1,000 บาทต่อปี เสียชีวิตรายละ 2,500 บาท และเป็นเจ้าภาพสวดศพ 1 คืน โลงศพและพวงหรีด 1 พวง นอกจากนี้ก็จะมีการช่วยเหลือกิจกรรมวันเด็ก กิจกรรมการทำความสะอาดชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของเครือข่ายฯ ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นขยายไปทั่วเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกกว่า 500 คน มีเงินกองทุกกว่า 70,000 บาท

วันนี้น้ำเน่าๆในคลองละลมได้ถูกพายุฝนชะล้างหลอมละลายให้เป็นน้ำใสสวยเย็น น้ำมือแห่งการร่วมใจครั้งนี้ได้สร้างประโยชน์จากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามคลองละลม และเป็นเครื่องมือให้กับชุมชนได้เป็นศูนย์รวมความสามัคคี แบ่งปัน เป็นห่วงเป็นใย หลังจากที่เป็นผู้ทำลายในอดีตมาเป็นผู้อนุรักษ์ คลองละลมจึงตอบแทนบุญคุณให้ผู้ใจบุญ ได้มีอาชีพ มีรายได้ เวลา เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีสวัสดิการดูแลรักษา ทุกชีวิตจึงกลับมามีความสุขในบ้านเกิดได้อย่างพอเพียง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter