ปีนี้น้ำฝนมาเร็วกว่าปรกติ จนผืนแผ่นดินอีสานกลับมาเขียวชะอุ่มต้นไม้ใบหญ้า เห็ดหลากชนิด พืชผักต่างๆ แมลงตัวเล็กตัวใหญ่ และดอกไม้ป่าหลากสีสัน ต่างออกดอกชูช่อรับแสงแดด สายลม และน้ำฝนจนเต็มกำลัง รวมถึงสายธาราน้อยใหญ่ไหลระรินให้สัตว์ป่าได้ดื่มกิน หน้าฝนช่างเป็นช่วงที่พงไพรได้แสดงออกให้เห็นถึงศักยภาพของความอุดมสมบูรณ์อย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้คือ แหล่งอาหารแห่งพงไพร ที่ได้ช่วยชุบเลี้ยงชีวิตของชาวตำบลบ้านโคก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
“แต่ก่อนหน้านี้อย่าว่าแต่อาหารธรรมชาติเลย ตำบลบ้านโคกไม่มีแม้แต่น้ำจะทำนาปลูกข้าว เดือดร้อนกันทั่วหน้า คนวัยทำงานต้องรอนแรมออกไปขายแรงยังต่างถิ่น แลกกับเงินเพื่อซื้อข้าวสารมาประทังชีวิตในครอบครัว”
ย้อนกลับไปในอดีตพื้นที่ป่าภูขวางมีจำนวนกว่า 30,000 ไร่ เมื่อก่อนจะเป็นพื้นที่หลบซ่อนของสหาย และเป็นที่พักค้างแรมและเป็นเส้นทางผ่านของกองคาราวานวัวควาย ที่นายฮ้อยได้ต้อนไปขายยังเมืองหลวง จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้ประโยชน์ ทำให้มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มป่า จนเกิดความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ป่า และมีสายธารน้ำไหลและน้ำซับตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเพาะปลูกของชาวบ้าน นายม่าย ชาลือ ประธานกลุ่มสมุนไพรพื้นบ้าน ตำบลบ้านโคก ย้อนรอยอดีตให้ฟัง
ปิดตำนานความอุดมสมบูรณ์
กว่ายี่สิบปี ป่าภูขวางมีพื้นที่ลดน้อยลงจนเหลือเพียง 13,000 ไร่ และมีสภาพที่เสื่อมโทรม ดูแห้งแล้ง โดยมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งการเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ระมัดระวัง เปิดพื้นที่ทำกิน หรือตัดไม้มาสร้างบ้านเรือน แต่ที่หนักไปกว่านั้น เมื่อรัฐบาลมีนโยบายการสัมปทานป่าต้นไม้ใหญ่ๆ ทั่วป่าจึงถูกโค่นล้ม ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์จึงกลายเป็นเพียงป่าละเมาะ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ความชุ่มชื้นอีกต่อไป
เมื่อหมดความอุดมสมบูรณ์ปัญหาที่ตามมา เช่น การเกิดไฟป่าในช่วงหน้าแล้ง สัตว์ป่าสูญหาย ไม่มีอาหารอีกต่อไป จนเกิดปัญหาความขัดแย้งกันเองของชาวบ้าน มีการแบ่งพรรคพวกออกเป็นสองฝ่าย คือ พวกที่ต้องการยึดเอาผืนป่ามาเป็นของตนเองและพวกที่ต้องการอนุรักษ์ป่า
นายบุญมี สุพร กรรมการป่าชุมชนภูขวาง กล่าวเสริมว่า หากปล่อยให้ปัญหายังคงเรื้อรังอยู่เช่นนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ดังนั้นการเปิดเวทีประชาคมเพื่อหาทางออกของปัญหาและผลที่จะได้รับหลังการฟื้นฟูป่าภูขวาง ดังนั้นการอนุรักษ์ป่าจึงเริ่มเกิดจากความตั้งใจของชาวบ้านและตั้งเป็น “ป่าชุมชนภูขวาง” ขึ้นในปี 2542 มีกิจกรรมทำร่วมกันอย่างหลากหลายทั้ง การทำแนวกันไฟ การทำฝายแม้ว เพื่อการผันน้ำเข้าที่นาของชาวบ้านและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง การปลูกป่าเสริม เพื่อทดแทนต้นไม้ที่ถูกตัดไป เช่น ตะแบก ประดู่ และไม้ผลกินได้ ฯลฯ
ชาวบ้านรู้ดีว่าหากป่าฟื้นขึ้นมา ทุกคนก็จะหวังกอบโกยผลประโยชน์จากป่าเพียงอย่างเดียว จึงได้มีกฎระเบียบในการอนุรักษ์ป่าควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์ร่วมกันรวมถึงแต่งคณะคณะกรรมการป่าชุมชน เรียกว่า คณะกรรมการ 69 ที่มาจากแต่ละหมู่บ้าน ส่วนกฎข้อบังคับ คณะกรรมการมีความเห็นว่า ต้องไม่ล่าสัตว์หรือเผาป่า รวมถึงการลักลอบตัดต้นไม้ หรือแผ้วถางยึดครองที่ดินทำกิน ดังนั้นเพื่อป้องกันการลักลอบจึงจำเป็นต้องมีแนวเขตป่าชุมชน ส่วนการใช้ประโยชน์จากป่า ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาของป่าได้ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ในครอบครัว เช่น เห็ด พืชผัก พืชสมุนไพร รวมไปถึงต้นไม้ที่ตายแล้ว เพื่อนำมาทำฟืน
“ผมไม่รู้หรอกว่าหลังจากฟื้นป่ามาแล้ว ป่าให้สวัสดิการอย่างไร รู้แต่ว่า ผมมีอาหารการกินที่สมบูรณ์ขึ้น และมีรายได้จากป่ามากมายในแต่ละปี อย่างปี่นี้ผมไปเก็บเห็ดเก็บผักไปขายในตลาด มีรายได้กว่า 5,000 บาท/เดือน นี้ยังไม่นับรวมกับที่ไปจับกบ จับเขียด ส่วนมันก็มีเยอะ ทั้งมันน้ำ มันนก กลอย ฯลฯ อาหารจำพวกนี้มีเยอะมาก หากไม่ขี้เกียจรับรองมีเงินใช้ ส่วนเรื่องอาหารแทบทุก 3 เวลาจะได้จากป่าชุมชน”
เชื่อมร้อยการอนุรักษ์ป่าควบคู่การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน
นายประเสริฐ แก้วดี บอกว่า ป่าชุมชนเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการดูแลเกื้อกูลกัน เราอยากดูแลกันมากกว่านี้ และในเมื่อเรามีป่าที่เป็นแหล่งอาหารแล้ว ชาวบ้านจึงคิดกันว่า หากมีการดูแลกันตั้งแต่เกิดจนตาย น่าจะเป็นก้าวย่างสำคัญยิ่ง จังหวะนั้นเอง เมื่อปี 2549 ได้มีสภาองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหารมาให้ความรู้เรื่องการจัดสวัสดิการชุมชน และเห็นว่ากองทุนฯ จะเป็นการดูแลกันได้อย่างยั่งยืน จึงชักชวนกันเดินสายสะสมความรู้จากเวทีการจัดสวัสดิการชุมชน
กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นความตั้งใจของชาวบ้าน ที่อยากจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และอยากฟื้นความสัมพันธ์ในอดีตให้กลับคืนมา จึงได้ชักชวนแกนนำป่าชุมชนและแกนนำจากกลุ่มองค์กรทั้ง 33 กลุ่ม มาร่วมหารือ ภายหลังจึงได้ก่อตั้งเป็น “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านโคก” ขึ้น เมื่อเดือนเมษายน 2549 เพื่อเป็นการช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย
กองทุนสวัสดิการชุมชน ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโคก การศึกษานอกโรงเรียน ครูอาจารย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พัฒนาชุมชน ภาคีพัฒนา ส่วนการจัดสวัสดิการมีหลายรูปแบบ ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกต้องนำเงินมาออมร่วมกันคนละหนึ่งบาท/วัน เพื่อเป็นกองทุนกลาง โดยในระยะแรกการตั้งกองทุนฯ มีสมาชิก 120 คน แต่งตั้งคณะกรรมการที่มาจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ผ่านการรับรองสถานภาพองค์กรชุมชนจำนวน 33 กลุ่มๆ ละ 1 คน
เพื่อจัดสวัสดิการร่วมกัน จึงได้รับสมัครสมาชิกแรกเข้าคนละ 20 บาท จ่ายเงินออมสัจจะวันละ 1 บาท แบ่งการจ่ายออกเป็น 3 ลักษณะ คือจ่ายเป็นรายเดือนๆ ละ 30 บาท รายหกเดือนๆ ละ 180 บาท และสุดท้ายรายปีๆ ละ 365 บาท ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกจ่ายตามสมัครใจ เมื่อเป็นสมาชิกแล้วต้องเสียค่าบำรุงประจำปี คนละ 20 บาท/ปี
เพื่อให้กองทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงได้จัดสรรกองทุนสวัสดิการวันละบาทจาก 100% แบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ การลงทุนธุรกิจชุมชน/วิสาหกิจชุมชน 30% กองทุนกลาง 20% และสำหรับจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย 50%
เมื่อกองทุนเกิดความเข้มแข็งแล้วทางกองทุนฯ จึงได้จัดสวัสดิการให้กับสมาชิก ดังนี้ สวัสดิการเกิด รับขวัญบุตร 500 บาท จ่ายเป็นค่าพยาบาลให้ผู้เป็นแม่ 500 บาท สวัสดิการแก่ ขึ้นอยู่ตามเกณฑ์การเป็นสมาชิก เมื่ออายุครบ 60 ปี สวัสดิการป่วย นอนโรงพยาบาลคืนละ 100 บาท ไม่เกิน 10 คืน/ปี สวัสดิการตาย ออมครบ 6 เดือน จะได้สวัสดิการตามกฎระเบียบ นอกจากนี้ในแต่ละปีจะมีเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อลงทุน เพื่อการศึกษา ผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ ส่วนการจัดสวัสดิการให้แก่คนทำงาน จ่ายให้คนละ 100 บาท/ครั้ง ฝากให้เป็นเงินออมสัจจะกับกองทุนเดือนละ 30 บาท ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านโคกได้มีแนวคิดที่จะขยายกองทุนให้ครอบคลุมคนทั้งตำบล เพื่อให้ชาวบ้านได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านโคกถูกวางให้เป็นหนึ่งใน 14 ตำบล นำร่องในการจัดสวัสดิการชุมชนจังหวัดมุกดาหาร เพื่อไปกระตุ้นให้เกิดการขยายกองทุนสวัสดิการให้ครบ 52 ตำบล ทั้งนี้ยังจะเป็นการพัฒนาระบบกองทุนสวัสดิการชุมชนแนวใหม่ ระหว่าง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐส่วนกลาง ได้อย่างยั่งยืน


