พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 3913

พลันสองท้าวลงสู่ผืนป่าอนุรักษ์ภูถ้ำ ภูกระแต สายตาก็มองเห็นเป็นป่าลูกไม้ขึ้นหนาทึบยืนเรียงแถวเป็นลำเทียน ประมาณการอายุต้นไม้ไม่น่าเกิน 15 ปี ป่าผืนนี้คือผลพวงจากการต่อสู่มายาวนาน ซึ่งในที่สุดชาวบ้านจึงมีป่าที่สมบูรณ์ และชุมชนหวังให้เป็นแหล่งอาหาร เพื่อการดำรงชีวิต

ป่าภูถ้ำ ภูกระแต แต่เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูระงำและเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์ป่า และพืชสมุนไพร อยู่ในเขตของป่าภูเขียว ปัจจุบันเป็นป่าที่กระเด็นออกจากป่าผืนใหญ่มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่ เป็นป่าผืนสุดท้ายให้ชุมชน 

นายเข็ม เดชศรี อายุ 61 ปี อาสาสมัครพิทักษ์ป่าแห่งตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าภูถ้ำ ภูกระแต ว่าคือศูนย์รวมของแหล่งอาหาร ที่ชุมชนใกล้ไกลเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีตาน้ำอยู่ทั่วบริเวณป่าจนเป็นแหล่งกำเนิดห้วยหนองและลำคลอง ชาวบ้านได้ใช้อุปโภคบริโภค อีกทั้งยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงของรถไฟที่เมื่อก่อนมีสถานีอยู่ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น 

ต่อมาได้มีการระบาดของยาเสพติด ป่าภูถ้ำ กระแต จึงถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการขนยาเสพติด และผู้ติดยาก็มีการลักลอบตัดไม้ขายเพื่อนำเงินไปซื้อยา เดือดร้อนหนัก ชาวบ้านจึงได้รวมพลังเข้าไปมีส่วนร่วมและร่วมกันต่อต้านกลุ่มพ่อค้ายาและกลุ่มผู้เสพยา และในที่สุดผืนป่าก็เอาตัวรอดมาได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก

กระทั้งรัฐบาลมีนโยบายให้ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า เช่น ปอและมันสำปะหลัง พื้นที่ป่าจึงถูกถากถางเป็นบริเวณกว้าง ผืนป่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ป่าจึงแตกแยกกระเด็นออกมาเป็นผืนน้อย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณปี 2530 ได้มีโครงการอีสานเขียว และโครงการขจัดความยากจน (คจก.) เน้นให้มีการปลูกป่าเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นยูคาลิปตัสเพื่อทดแทนป่าที่ถูกทำลาย โดยเอกชนเป็นผู้ได้รับการสัมปทานจากรัฐ จำนวนกว่า 5,000 ไร่

แม้พื้นป่าเสื่อมโทรมแต่ป่าก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า
ในที่สุดการต่อต้านเริ่มมีให้เห็น เพราะชาวบ้านมองว่าการปลูกป่าของบริษัทเอกชนไม่เป็นไปตามแผนที่รัฐกำหนดไว้ และเป็นการทำลายวิถีความเป็นอยู่แต่เดิมของชุมชน เพราะมีการไถป่าเดิมออกแล้วปลูกป่าเสริมซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้เลี้ยงวัวควาย จนเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ชาวบ้านจึงต้องออกเดินขบวนเพื่อกดดันให้รัฐบาลยกเลิกสัญญาการสัมปทานป่าเอกชน

อย่างไรก็ตามรัฐไม่สามารถยกเลิกสัญญาการสัมปทานป่าไม้ได้ แกนนำชาวบ้านร่วมกับเครือข่ายภาคอีสานเริ่มการเคลื่อนไหวโดยการจัดตั้งเป็น “ชมรมผู้เลี้ยงสัตว์ภูกระแต” นำโดยครูสน รูปสูง มีแกนนำเคลื่อนไหว 15 คน จาก 15 หมู่บ้านในตำบล กดดันอย่างหนักโดยการใช้วิธีเข้าไปรื้อถอนต้นยูคาลิปตัสที่นายทุนปลูกไว้ จนสามารถยับยั้งการปลูกป่ายูคาลิปตัสได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยพลังอันเข้มแข็งของชุมชน ช่วงหลังชาวบ้านจึงมีการปลูกป่าพื้นถิ่นที่กินได้และป่าใช้สอยเพื่อทดแทนป่าที่ถูกทำลาย หลังๆ เมื่อได้ป่ากลับคืนมากลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์จึงลดบทบาทลง

แต่ในช่วงปี 2535 มีโรงงานน้ำตาลเข้ามาตั้งโรงงาน และสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกอ้อย เพื่อป้อนสู่โรงงาน ในที่สุดป่าก็แตกเป็นครั้งที่สอง

นายพิชาญ ทิพวงค์ ผู้ประสานงานภูถ้ำ ภูกระแต และหนองละหานนา บอกว่า การสร้างแนวร่วมเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะจะสามารถต่อต้านนายทุนได้ จึงรวมกลุ่มกันตั้งค่ายอนุรักษ์ เป็นเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ป่าภูถ้ำ ภูกระแต แล้วสร้างแนวร่วม เชิญชวนผู้นำรุ่นเก่าและชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในรอบป่ามาร่วมมือกันจัดกิจกรรม ทั้งทำแนวกันไฟ ปลูกป่าเสริม ยับยั้งการปลูกอ้อยและการขุดดินลูกรังขาย สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเชื่อมโยงรุ่นเก่าอย่างต่อเนื่อง เพราะชุมชนมีป่าเพียงผืนเดียวที่ทุกคนต้องร่วมมือกันหวงแหน

แต่อาถรรพย์แห่งพงไพรยังไม่หมดสิ้น เมื่อกระแสการแจกจ่าย สปก.4-01 ให้กับผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและผู้ไม่มีที่ดินทำกินแรงขึ้น ชาวบ้านที่ยังไม่มีที่ดินจึงเข้าไปจับจองและถางป่ากันอีกครั้ง แม้จะได้รับการยับยั้งจากกลุ่มผู้อนุรักษ์ ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนบางคนถูกจับกุมในคดีบุกรุกป่าสงวน ในที่สุดป่าจึงแตกเป็นครั้งที่สาม

ชุมชนสู้เพื่อป่าด้วยหัวใจและสองมือเปล่า
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ป่าได้พยายามนำประเด็นการอนุรักษ์ โดยใช้กฎแบบสังคมการมีส่วนร่วมโดยเน้นด้านวัฒนธรรม จารีตประเพณี  เพิ่มอาสาสมัคร จาก 15 ชุมชนเป็น 27 ชุมชน กว่า 300 ชีวิต เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเป็นครั้งแรก จนสามารถตกลงร่วมกันได้ด้วยสันติวิธี ในที่สุดการต่อสู้ก็ยุติลงแต่ก็กินเวลามายาวนานกว่า 20 ปี ทำให้เราได้เห็นพลังแห่งความสามัคคีของคนในชุมชนที่ช่วยกันกอบกู้ผืนป่าให้กลับมาเป็นผืนป่าเพื่อชีวิตอีกครั้ง จนคนรอบป่าบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นอาถรรพย์แห่งพงไพร
 
“กระบวนการอนุรักษ์ป่าของชาวบ้านทำแบบมีส่วนร่วม โดยเน้นตามวิถีวัฒนธรรมและความเกื้อกูล ทำให้เปิดผลที่เห็นชัดเจน”

ปัจจุบันผืนป่าอนุรักษ์มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นไม้รัง จิก ซี และไม้พื้นเมือง ที่เป็นไม้เพาะเชื้อเห็ดขอนชั้นดี พื้นล่างปกคลุมด้วยเถาวัลย์ เป็นสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ยิ่งต้นไม้เกิดขึ้นหนาแน่นเท่าไหร่ยิ่งทำให้ป่าไม้มีความชื้นสูง ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่วนน้ำฝนที่ชะล้างจากผืนป่าพัดพาเอาแร่ธาตุลงสู่ไร่สวน

นายประยุทธ อันทนัย อาสาสมัครพิทักษ์ป่า บอกว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านไม่ได้หาของป่า เพื่อขายแต่หาเพื่อกินในครอบครัว เพื่อไม่ให้ผืนป่ากลับไปเสื่อมโทรมเหมือนเดิม เราต้องแบ่งกันกินตามสภาพ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ป่าภูถ้ำ ภูกระแตไม่เพียงแต่ให้อาหาร แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กนักเรียนที่ได้เข้ามาเปิดห้องเรียนธรรมชาติเรียนกับของจริง เพื่อซึมซับเอาความรักป่าเข้าไปอยู่ในหัวใจของเด็กๆ

การอนุรักษ์ป่าภูถ้ำ ภูกระแต ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของชาวบ้านที่พยายามอยู่กินตามวิถีอีสาน สามารถฟื้นแหล่งน้ำให้กลับคืนมา และยังเป็นการฟื้นฟูแหล่งประวัติศาสตร์ของภูถ้ำ ภูกระแตที่เคยเป็นแหล่งตัดหินโบราณของปราสาทขอมในอาณาบริเวณแห่งนี้ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
 
นี่คือผืนป่าประชาชน ที่เริ่มจากก้าวเล็กๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน กลายเป็นความร่วมมือร่วมใจในการรักษาป่าผืนสุดท้ายของสองอำเภอแวงน้อยและแวงใหญ่ จนนำนาสู่การเกิดกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต และขยายกลายเป็น เครือข่ายชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต และละหานนา ในที่สุด ขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ภายใต้ความร่วมมือ “ยกป่าใหญ่มาไว้ที่บ้าน”

 องค์ความรู้ภูถ้ำ ภูกระแต คืออาถรรพ์แห่งพงไพรที่วันนี้ได้ตามมาเคาะถึงประตูบ้านที่ใครใคร่เข้าไปเรียนรู้

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter