พิมพ์
เปรมปรีด์ นาราช
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 2760

แต่ก่อนป่าแถนนี้โดนไฟไหม้ทุกปี แห้งแล้ง ไม่มีสัตว์ป่า อาหาร แต่ตอนนี้เข้าป่าช่วงเช้าๆ จะมีเสียงนกร้อง แย่งกันกินอาหารเพียบเลย ป่าอุดมสมบูรณ์แล้ว……

หลายปีที่ผ่านมามีอาหารจากป่ามากมาย จากเดิมมันไม่เคยมีอาหารมานานแล้ว เราไม่ได้คิดมูลค่าป่าเป็นตัวเงิน เพราะเมื่อคิดถึงเรื่องเงินป่าแตกแน่นอน ……

ป่าคือสมบัติอันล้ำค่าของพวกเรา และป่าที่อยู่ตรงนี้เคยถูกบุกรุกเสียหายมาแล้ว แต่ด้วยพลังชาวบ้านที่เกิดจากความรักสามัคคี ได้ร่วมกันฟื้นฟูด้วยการอนุรักษ์ ปลูกเสริมบางส่วน จนอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีกรอบ……

นี่เป็นเสียงเจื้อยแจ้วจากคนสองวัยในการร่วมกันสืบทอดและอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านธรรมรัตน์ใน

นายองอาจ สุริวรรณโณ อายุ 66 ปี คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านธรรมรัตน์ใน เล่าว่า ป่าชุมชนบ้านธรรมรัตน์ใน ตั้งอยู่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นป่าผืนเดียวกันกับผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ที่มีความหลากหลายของพรรณไม้ พืชพันธุ์ สัตว์ป่า ซึ่งเมื่อก่อนมีชาวบ้านที่มาจากจังหวัดชลบุรีได้เข้ามาทำยางนาเพื่อเป็นเชื้อเพลิง สร้างที่พักค้างแรมอยู่กันในป่าเป็นอาทิตย์ ช่วงหลังเห็นว่าป่ามีความสมบูรณ์ จึงได้ชักชวนพี่น้องอพยพเข้ามาสร้างที่พักอาศัยและเก็บหาของป่าเป็นอาหาร อยู่กันอย่างเรียบง่ายท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร

ช่วงปี 2514-2515 ยุคพัฒนาประเทศที่เน้นการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยภาครัฐให้การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ขณะที่พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพของดินที่มีความสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหาร ที่สามารถปลูกอะไรก็งาม ชาวบ้านจึงเริ่มจับจองป่าถางดงเปิดพื้นที่เพาะปลูกพืช เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง จนทำให้ป่าแตกแยกออกเป็นผืนเล็กผืนน้อย

ผลกระทบครั้งนั้นถือว่าสาหัสเพราะป่าที่เคยมีกลายเป็นพืชไร่ แน่นอนว่าไม่เพียงชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่แต่ยังมีชาวบ้านและนายทุนจากภายนอกอพยพเข้าไปซื้อที่ดินเพียงไร่ละ 1,000 บาท ป่าไม้ต้นใหญ่ๆ ถูกตัด ถูกโค่นล้ม เหลือแต่ตอ ผลกระทบที่ตามมาคือ แห้งแล้ง อาหารจากป่าไม่มี ทำไร่ทั้งปีมีแต่หนี้สิน คนเริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น

วิกฤติจากป่ายังไม่หมดเท่านี้ เมื่อมีกลุ่มนายทุนกลุ่มหนึ่งหวังเข้ามาสัมปทานหินปูน ซึ่งจะเกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งสัตว์ป่า ต้นไม้ ที่สำคัญปัญหาเรื่องฝุ่นละอองที่จะลอยมาตามอากาศ ชาวบ้านต้องเป็นโรคทางเดินหายใจแน่นอน

เป้าหมายในการอนุรักษ์ป่าคือ ต่อต้านการสัมปทานการระเบิดหิน รักษาต้นไม้ และสัตว์ป่า 

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและร่วมใช้ประโยชน์จากป่า ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมกลุ่มคนขึ้น เพื่อยับยั้ง สำรวจพื้นที่ ในที่สุดจึงสามารถมีผืนป่า แต่บทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ป่ามีจำนวนน้อยไม่สามารถดูแลป่าไดทั้งหมด อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีค่าตอบแทน บางคนต้องเติมน้ำมันรถเอง ห่อข้าวไปกินเอง การเฝ้าระวังป่าในช่วงแรกเป็นงานที่เสียงมาก เพราะยังมีการขัดแย้งกับกลุ่มนายทุน แต่ชาวบ้านก็ไม่เคยยอมแพ้ด้วยตระหนักว่า “ป่าคือแหล่งอาหารและชีวิต” อีกทั้งยังจะเป็นกำแพงต้านฝุ่นละอองหากมีการสัมปทานและระเบิดหินขึ้นจริง

จนกระทั้งปี 2545 เพื่อสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชุมชนที่ได้ฟื้นฟูป่ากันขึ้นมาจึงได้รวมกันตั้งชื่อเป็น “ป่าชุมชนบ้านธรรมรัตน์ใน” และตั้งคณะกรรมการป่าขึ้นมาดูแลป่าเพื่อป้องกัน ปลูกเสริม รวมทั้งส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนขึ้น

นายประสบ จินากูล อายุ 45 ปี รองประธานป่าชุมชนบ้านธรรมรัตน์ใน เล่าว่า แม้จะพอใจกับการมีคณะกรรมการป่าชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เราได้ตระหนักและมีเสียงบ่นแววๆ จากคณะกรรมการป่าหลายคนว่า การที่เราอนุรักษ์ป่าทุกวันนี้ มองไปที่คณะกรรมการป่าแต่ละคนหัวหงอกๆ ทั้งนั้น เมื่อเป็นแบบนี้จะมีใครมาดูแลป่าแทนเราหากหมดคนรุ่นนี้ และเพื่อสืบทอดการดูแลป่าให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป

แรงบันดาลใจที่ทำให้แกนนำชุมชนเป็นห่วงว่าจะขาดคนสืบทอดในวันข้างหน้า จึงได้เชื่อมเด็กในโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับป่า ที่หลายๆ ครั้งครูเคยให้นักเรียนมาใช้ป่าชุมชนเป็นห้องเรียนธรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากคำว่า เด็กที่เป็นเยาวชนในชุมชน กับป่าชุมชน จึงมีความผูกพันกันอยู่เนืองๆ จึงตัดสินใจนำเด็กเข้ามาเป็นกลุ่มอนุรักษ์ร่วมกัน แล้วตั้งชื่อกลุ่มเด็กเหล่านี้ว่า “กลุ่มวัยใส” เชื่อมโยงเข้าเป็นหลักสูตรของวิชาท้องถิ่น เรียนตั้งแต่ป.1ถึงมัธยม ที่ผ่านกิจกรรมอย่างหลากหลาย

การสร้างเด็กเราเริ่มไปทีละก้าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจแล้วชวนลงพื้นที่สำรวจข้อมูล เรียนรู้เรื่องสมุนไพร สัตว์ป่า ทำชุดความรู้สำหรับเด็ก โดยมีผู้ใหญ่ช่วยแนะนำ ฝึกฝนเป็นมคุเทศก์น้อย เริ่มสะสมความรู้เรื่องป่าจาก สิ่งที่รู้ และสิ่งที่บันทึก จนเด็กหลายคนเกิดความมั่นใจที่จะบอกเล่าผ่านผู้มาเยือนหลายคน เช่น น้องมลฤดี อุดมเดช น้องจักรเพชร ดีหลี เป็นต้น

เด็กหญิงมลฤดี อุดมเดช โรงเรียนบ้านธรรมรัตน์ใน เล่าว่า เมื่อก่อนที่ยังไม่มีหลักสูตรการเรียนในห้องเรียน เวลาครูให้วาดรูปแต่ละครั้งก็จะวาดแต่ภาพภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ เพราะเห็นชินตากับภาพภูเขาหัวโล้นที่อยู่เบื้องหน้าโรงเรียน แต่ทุกวันนี้แนวคิดเปลี่ยนไปแล้ว เพื่อนๆ ทุกคนจะวาดรูปป่าชุมชนของเราได้อย่างช่ำชองที่มีต้นไม้ สัตว์ป่า สนถานที่วัดที่อยู่ในเขตป่าชุมชน

เวลาเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนครูจะสอนโดยบอกเล่าเรื่องราวของป่าผ่านของกิน และนิทานป่า ทำให้สนุกและเข้าใจง่าย ครูอยากให้เด็กคิดเองและให้ความรู้เพิ่มเพิมจากการเดินสำรวจพื้นที่ป่า ทุกวันนี้ในโรงเรียนมีคณะกรรมการป่าชุมชนเด็ก เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อรุ่นแรกที่เป็นพ่อแม่ในชุมชน

น้องจักรเพชร ดีหลี ได้บอกถึงความรู้สึกต่อป่าว่า เห็นคุณค่าป่ามากขึ้น ให้ที่อยู่ ร่มเงา อาหาร อากาศ ให้เราทุกอย่างเลย และเป็นทั้งห้องเรียน เป็นเพื่อน เป็นสนามเด็กเล่น เป็นซุบเปอร์มาเก็ต ที่สำคัญเป็นครุคนที่สามต่อจากพ่อแม่และคุณครู

ในการปลูกป่าแต่ละครั้งเราจะแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อจะได้ดูแลร่วมกัน สนุกมากกับการไปปลูกป่าแต่ละครั้ง เพราะมันเหมือนว่าการปลูกป่าเป็น “สัญญาใจ” ที่เพื่อนๆ แต่ละกลุ่มได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ 1 ต้น รอบๆ ป่าชุมชน แต่ละกลุ่มมีความเอาจริงเอาจังกับการปลูกป่านี้มาก
คนสองวัยในวันนี้จะเป็นสายใยชีวิตที่โยงใยระหว่างคนสองรุ่น คนกับป่า เพื่อเป็นน้ำเลี้ยงให้ป่าผืนนี้ได้ผลิใบ ออกดอก ออกผล ที่ทรงคุณค่าในชุมชนอย่างยั่งยืน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter