พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 2723

ผมรู้สึกว่าตนเองโชคดีอีกแล้ว เมื่อได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับ พ่อวิจิตร บุญสูง ในวันที่ท่านเป็นวิทยากรพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของ พอช. ซึ่งในความคิดของผม ?ท่านคืออาจารย์ตัวจริงด้านเกษตรอินทรีย์?

ในฐานะลูกชาวนาคนหนึ่ง มีความสนใจเรื่องนี้เป็นทุนอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้รับจากการพูดคุยในเวลาเพียงน้อยนิด พ่อวิจิตร บอกว่า ?เกษตรแบบนี้ มีคนเรียกขานแตกต่างกันออกไป แต่พ่อเรียกว่า เกษตรเชิงเกื้อกูลและพึ่งตนเอง?

พ่อวิจิตร วิเคราะห์ให้ฟังว่า เกษตรอินทรีย์ในบ้านเรามีการทำกันอยู่ทุกภาค แต่มีระดับความเข้มข้นที่ต่างกัน ซึ่งขอแบ่งเป็นสามระดับ

ระดับที่หนึ่ง เป็นการทำเกษตรที่เริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ ความเกี่ยวเนื่องกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น มองเห็นพิษภัยของผู้บริโภคที่อาจได้รับสารพิษจากการทำเกษตร จึงได้ปรับไปสู่การทำเกษตรที่มีความปลอดภัยขึ้น ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น เกษตรผสมผสาน เกษตรปลอดสารพิษ หรืออย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกว่า ?เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ?

การทำเกษตรแบบนี้ พ่อวิจิตรบอกว่า เป็นเพียงขั้นเริ่มต้น ขอแต่?ปลอดภัยจากสารพิษ?เป็นพอ คือ บางรายยังมีการใช้สารเคมีในการปลูกอยู่ เพียงแต่กำหนดไว้ไม่ให้ใช้มากจนเกิดอันตราย แนวนี้เป็นแนวที่ทางการ กำลังส่งเสริมอยู่

ระดับที่สอง เป็นการเกษตรที่กำหนดชัดเจนถึงความสัมพันธ์เกื้อกูลและรักษาดุลยภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการงดใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด และไม่ได้มองเพียงความปลอดภัยของผู้บริโภค และการพึ่งตนเองของเกษตรกรเองเท่านั้น แต่คำนึงหรือเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การเกษตรประเภทนี้ เช่น กสิกรรมไร้สารพิษ เกษตรปลอดสารเคมี เกษตรอินทรีย์ปรับเปลี่ยน และ ปฐมอินทรีย์เกษตร ที่เครือข่ายอโศกทำอยู่ เป็นต้น

 

พ่อวิจิตร ให้ความเห็นว่า ในบ้านเราถ้าเดินมาถึงขั้นนี้ได้จะดีมาก เพราะมีความชัดเจนของการทำการเกษตร กล่าวคือ เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก พึ่งตนเองได้จากการปลูกพืชที่หลากหลาย ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่ปลอดสารเคมี อีกทั้งไม่มีผลกระทบหรือเป็นการเกื้อกูลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ้านเรามีการทำอยู่มากทั่วทุกภาค ซึ่งหากได้มีการเชื่อมร้อยกันเป็นขบวนทั่วประเทศ ก็จะเกิดพลังมหาศาล สามารถพลิกพื้นแผ่นดินได้

ระดับที่สาม คือ การนำเกษตรระดับที่ 2 ยกระดับ ไปสู่การขอรับรองมาตราฐานสากล เพื่อผลทางการตลาดในระดับนานาชาติ เช่น เกษตรอินทรีย์มาตรฐาน มกท. (ประเทศไทย) เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้บ้านเรากำลังตื่นตัว ภาคประชาชนเองก็มีการทำอยู่หลายแห่ง เช่น การทำข้าวอินทรีย์ที่สุรินทร์และยโสธร เพื่อส่งออก เป็นต้น

พ่อวิจิตร บอกว่า ทั้งสามระดับถือได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่มีกระบวนการผลิตที่ต่างกัน มีระดับการจัดการที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งสามระดับมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับผู้ผลิต(เกษตรกร) รักษาดุลยภาพของระบบนิเวศน์ และเคารพในสิทธิของผู้บริโภค

?เรามักจะเถียงกันว่า เกษตรแบบนั้นดี แบบนี้ไม่ดี ทั้ง 3 ระดับข้างต้น จะบอกได้เลยว่า ตอนนี้เราทำอยู่ในระดับไหน พวกที่ 2 ถ้าไม่ต้องการจะทำตลาดระดับโลก ก็ไม่ต้องขอรับรองมาตรฐาน เป็นต้น? พ่อวิจิตรให้ความเห็น

แต่ที่สำคัญกว่า ก็คือ เกษตรอินทรีย์ทั้งหมดควรจะได้มีการประสานกับเป็นเครือข่าย ยกเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการทำการเกษตรให้เป็นเกษตรแห่งการเกื้อกูลและพึ่งพาตนเอง อย่างเช่น จ.ยโสธร ในขณะนี้มีคำขวัญออกมาว่า ?บ้านเมืองน่าอยู่ นำเกษตรอินทรีย์ สู่สากล?

ซึ่งการรวมตัวเป็นเครือข่ายนี้ จะต้องมีความยืดหยุ่นและปรับได้ตามสถานการณ์ โครงสร้างการทำงานมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย

?แต่สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ เกษตรกรจะต้องมีสำนึกถึงเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีอันเท่าเทียมของผู้ผลิต สำนึกในสิ่งแวดล้อมและเคารพในสิทธิของผู้บริโภคทุกคน?

นี่คือ สาระทั้งหมดที่ผมได้จากพ่อวิจิตร จากการพูดคุยกันเพียงไม่ถึง 10 นาที

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter