พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 3916

เกษตรกรกู้ชาติเมืองยโสธรชีวิตของทองสุข สุริยงค์ แห่งบ้านดอนกลาง อ.เมือง ยโสธร ต้องทิ้งไร่ทิ้งนาเข้ามาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน ด้วยความที่พอมีความรู้เรื่องงานก่อสร้างอยู่บ้าง ทองสุข จึงได้ค่าแรงมากกว่าคนงานทั่ว ๆ ไป

ทองสุข เล่าว่า ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ก็ทำนาอยู่บ้านดอนกลางนี่แหละ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุนทุกปี ทั้งค่าจ้าง ค่าเกี่ยว ค่านวด ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ตกปีละ 2 หมื่นเศษ ขายข้าวได้เงินมาก็หมดกันพอดี เห็นท่าจะไม่ไหวก็เลยหอบลูกจูงหลานเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ

"ทำงานก่อสร้างใช่ว่าสบาย !" งานหนัก ถูกใช้งานตั้งแต่เช้ายันเย็น ยิ่งในช่วงที่งานเร่ง ๆ เพราะเจ้านายต้องรีบส่งมอบงาน ก็ต้องทำงานต่อจนดึกดื่น ไม่มีเวลาพักผ่อน ทำอยู่ 10 ปี ร่างกายจึงทนสภาพไม่ไหว ต้องจูงลูกจูงหลานกลับมาตายรังเดิม

ตอนกลับจากกรุงเทพมาอยู่บ้านดอนกลางใหม่ ๆ ก็ทำไร่ทำนา เพราะไม่รู้จะทำอะไรกิน แต่จะทำเหมือนเดิม คือ ลงทุนมากไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่มีเงิน ปลูกข้าว ปลูกผัก พอประทังชีวิต ปุ๋ยก็ใช้ขี้วัว ขี้ควาย หญ้าแห้ง มันเป็นการหันมาปลูกพืชแบบไม่ใช้ปุ๋ยเคมีโดยไม่ตั้งใจ พอดีได้ฟังวิทยุเขาบอกว่าให้ชาวไร่ชาวนาหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ดินจะค่อย ๆ ปรับสภาพดีขึ้นและจะดีเหมือนเดิมในระยะ 3 - 5 ปี ก็ทำให้มั่นใจมากขึ้น ราว ๆ ปี 2539 จึงตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ อย่างจริงจังและตั้งใจ

หันมาจัดฟาร์มแบบผสมผสาน

บุญมี สุริยงค์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของทองสุข และดูเหมือนจะเป็นกำลังหลักในบ้าน ซึ่งมีอยู่ 5 ชีวิต เล่าให้ฟังว่า ตอนแรก ๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกษตรผสมผสาน มีที่อยู่ 10 ไร่ ก็ปลูกไปเรื่อย ๆ ปลูกทุกอย่างเพื่อจะได้มีกิน หน้านาก็ปลูกข้าว บนคันนาก็ปลูกผักสวนครัว รวมไปถึงไม้ผลอีกหลายชนิด แบบว่าอยากได้อะไร ต้องการกินอะไรก็ปลูกลงไป มาในระยะหลังราว ๆ ปี 2542 ได้เข้าอบรมและร่วมโครงการของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) เพราะที่นี่เป็นที่ให้คำแนะนำเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ หากทำตามมาตรฐานเขาก็ให้การรับรองมาตรฐานผลผลิตของเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์อย่างข้าวหอมมะลิตอนนี้เขาประกันในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ในขณะที่ตลาดทั่วไปขายได้เพียง 6.50 บาทเท่านั้น

การเข้าอบรมทำให้เราเข้าใจการปลูกพืชแบบผสมผสานมากขึ้น กลับมาจึงได้จัดระบบฟาร์ม โดยแบ่งปลูกข้าว 7 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 1 งาน ซึ่งก็ใช้เป็นคอกวัว เลี้ยงไก่บ้านและโรงสี ครอบครัวไปด้วยในตัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา 1 ไร่ โดยแบ่งเป็น 3 บ่อ มีขนาด 30 X 17 เมตร , 5 X 8 เมตร และ 7 X 44 เมตร โดย 2 บ่อ จะเลี้ยงปลานิลไว้ขาย ที่เหลือ 1 บ่อ จะปล่อยปลาตามธรรมชาติ ส่วนที่ดินที่เหลืออีกไร่ครึ่งก็จะเป็นที่ดินส่วนที่เป็นคันนา ขอบบ่อซึ่งจัดให้ใหญ่กว่าปกติเพื่อปลูกพืชได้มากขึ้น และป้องกันสารเคมีจากแปลงใกล้เคียงซึ่งอาจจะซึมเข้ามา ซึ่งจำพวกผัก สวนครัวที่ปลูกมีไม่น้อยกว่า 20 ชนิด ทั้งพริก สะระแหน่ ผักกาด มะเขือ ฯลฯ ส่วนไม้ผล เช่น กล้วย มะม่วง ฝรั่ง ละมุด ฯลฯ ซึ่งพืชที่ปลูกจะเน้นกินภายในครอบครัว หากเหลือใช้ก็ขายเป็นรายได้

รวมกลุ่มทำปุ๋ยใช้เอง

ทองสุข เล่าว่า ตอนหันมาปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ใหม่ ๆ ก็มีชาวบ้าน เรียกว่า "พวกผีบ้า" คือทำอะไร ผิดพวกผิดพ้อง เราไปบอกอะไรเขา ๆ ก็ไม่เชื่อ ทั้ง ๆ ที่ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีมันก็เห็นอยู่แล้ว แต่คนเรามันโลภอยากเห็นผลเร็ว ๆ อยากได้เงินมาก ๆ ก็เลยจม อยู่อย่างนั้น แบบถอนไม่ขึ้น

ทองสุข ย้อนรำลึกถึงสมัยทำนาด้วยปุ๋ยเคมีและสารเคมีให้ฟังว่า ปุ๋ยเคมีที่เราใส่ลงไป มันได้ผลทันใจ พืชใบเขียวโตเร็ว แต่ต้องใส่สม่ำเสมอขาดไม่ได้ ถ้าไม่ใส่จะเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด และต้องใส่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะดินมันจืดเร็ว การได้มาซึ่งปุ๋ยเคมีก็ง่ายแสนง่ายเพียงไปกู้มาจาก ธกส. ก็ได้มาแล้ว แต่ไม่ได้เงินหรอกเขาให้มาเป็นปุ๋ย พอขายผลผลิตได้ ค่อยเอาไปใช้หนี้ นโยบาย ของรัฐอย่างนี้เองที่ทำให้คนใช้ปุ๋ยเคมีกันมากขึ้น

ทองสุข ยื่นมือและเท้าที่ยังพอเห็นร่องรอยของแผลให้ดูก่อนที่จะพูดต่อไปว่า ปุ๋ยเคมีที่ ใส่ลงไปทำให้เกิดการระคายผิวหนัง คันทั้งมือทั้งเท้า ยิ่งถ้าเป็นแผลอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งหายยาก ยิ่งเวลาพ่นยาฆ่าแมลงมักจะเกิดอาการวิงเวียน บางครั้งถึงกับอาเจียรออกมา ต้องฉีดต่อเนื่องเหมือนกับการใส่ปุ๋ย หยุดฉีดเมื่อไหร่ หนอนแมลงจะเกิดขึ้นเต็มไปหมด

สำหรับดินที่ใส่ปุ๋ยเคมี จะแข็งมากจะใช้จอบขุดไม่ได้เลย ต้องใช้รถไถอย่างเดียว เพราะสารเคมีมันทำลายพวกไส้เดือนต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้ดินร่วมซุย เมื่อดินแข็งจะถอนหญ้าก็ลำบาก ถอนแล้วขาดหมด ไม่ถอนรากถอนโคน ปูปลาในท้องไร่ปลายนาที่พอจะหาไปทำกับข้าวก็ หมดไป มันอยู่ไม่ได้ มันเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน

บุญมี เสริมต่อว่า ตอนนี้พวกเรามีอยู่ 7 ครอบครัว ในบ้านดอนกลางที่หันมาทำ เกษตรอินทรีย์ก็ได้รวมตัวกันเป็น "กลุ่มสมาชิกใช้ปุ๋ยอินทรีย์" โดยทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง มีข้อ ตกลงร่วมกันที่สำคัญ 2 ข้อ คือ สมาชิกต้องเป็นผู้ทำเกษตรอินทรีย์ และต้องใช้ปุ๋ยของกลุ่ม มีการลงทุนกันครั้งแรก 300 บาท จากนั้นก็ให้ถือหุ้น ๆ ละ 20 บาท เพื่อเอาไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนวัตถุดิบก็ใช้เศษหญ้า ขี้วัว ขี้ควาย แกลบ ทำเสร็จแล้วก็ขายกันเองในหมู่สมาชิก ที่เหลือก็ขายให้กับคนทั่วไป

นอกจากทำปุ๋ยใช้เองแล้ว กลุ่มเรายังทำน้ำชีวภาพและน้ำสกัดในการไล่แมลงอีกด้วย โดยใช้ในช่วงที่แมลงมาก ๆ เท่านั้น เพราะปกติแล้วการทำเกษตรอินทรีย์ แม้จะมีแมลงก็มีการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ แมลงนั้นกินแมลงนี้หมุนเวียนกันตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ซึ่งจะต่างจากการทำเกษตรเคมีโดยสิ้นเชิง

ทำเกษตรอินทรีย์หยุดทำร้ายแม่ธรณี คืนสู่วิถีชุมชนพึ่งตนเอง

เกษตรกรกู้ชาติเมืองยโสธรทองสุขและบุญมี พาเดินชมฟาร์ม ซึ่งเต็มไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด "ทองสุข" บอกว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะเห็นที่เราทำแล้วได้ผล หนี้สินก็ไม่มีเมื่อก่อนไม่เอาด้วยเลย อย่างของผมตอนนี้ขายข้าวได้ปีละ 5 ตัน ทางสหกรณ์กรีนเน็ท จำกัด รับซื้อในราคาประกัน เพราะเราปลูกได้มาตรฐาน มกท. ได้เงิน 50,000 บาท ขายปลาได้ปีละครั้ง ประมาณ 2,000 บาท เลี้ยงพ่อวัวไว้ผสมพันธุ์ รายได้เฉลี่ยวันละ 100 บาท ขายผักและผลไม้ได้ประมาณวันละ 100 บาท ข้าวปลาอาหารไม่ต้องซื้อ เพราะเรามีครบหมด ไก่บ้านเราก็ เลี้ยงไว้ จะซื้อบ้างก็พวกน้ำปลา ผงซักฟอกอะไรทำนองนี้

ทองสุข พูดอย่างภูมิใจว่า หลายคนบอกว่า ทำเกษตรอินทรีย์แล้วจะไม่พอใช้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเราจะทำแบบพึ่งตนเองให้มากที่สุด พึ่งพาข้างนอกให้น้อยที่สุด มันก็จะอยู่ได้ อย่างสบาย เราหยุดทำร้ายแม่ธรณี แม่ธรณีก็จะให้ผลกับเรา ไม่เพียงผักหญ้าที่เราปลูก ปลาที่เราเลี้ยงเท่านั้น แต่ปูปลาในนาก็อยู่ได้ ท้ายที่สุดก็กลับมาเป็นอาหารของพวกเรา ทุกอย่างในสวน มีประโยชน์หมดแม้แต่หญ้าก็ถอนให้วัวกินได้

ใครที่โลภอยากได้ผลเร็ว ๆ จะทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ ทำเกษตรเคมีได้ผลเร็วก็จริง ได้เงิน มากก็จริง แต่ก็เสียมากเพราะกู้เงินเขามาทั้งนั้น ข้าวของผักหญ้าก็ไปซื้อจากข้างนอกทั้งหมด ร่างกายก็ทรุดโทรมเพราะสูดเอาสารเคมีเข้าไป แม่ธรณีก็ร้องไห้เพราะเราทำร้ายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อันนี้ก็ให้คิดเอาเอง ทองสุขกล่าว

สร้างงานต่อเนื่องให้คนมีอาชีพ

ทองสุข เล่าให้ฟังต่อว่า นาที่ทำอยู่ 7 ไร่ ก็ทำเพียงครั้งเดียว เพราะการทำหลายครั้ง จะทำให้ดินจืด แต่พอเสร็จหน้านาแล้วก็จะปลูกถั่วเหลือง 5 ไร่ ปลูกผักเพิ่มอีก 2 ไร่ โดยถั่วเหลือง ที่ปลูกไว้ก็เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 5 กระสอบ ไม่ได้ปลูกขายแต่จะให้ลูกทำน้ำเต้าหู้ไปขายที่ตลาด ในหมู่บ้าน ขายน้ำเต้าหู้ตอนเช้า ๆ ก็นำผักจากสวนเราไปวางขายด้วย ชาวบ้านนิยมเพราะเป็น ผักปลอดสาร ทำให้ลูก ๆ มีรายได้วันละ 150 บาท ไม่ต้องบากหน้าเข้าไปหางานทำในกรุงเทพ

บุญมี เล่าเสริมว่า เรื่องผักปลอดสารนี้มีคนนิยมมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหมอ พยาบาล และพวกรับราชการ แต่เขาหาซื้อไม่ค่อยได้ ตอนนี้ก็มีคนในหมู่บ้านเรานี่แหละมารับซื้อผักจากสวนแล้วเอาไปขายในตลาด ทำให้มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น

ป้านิรันต์ วรรณภูติ ซึ่งมีอาชีพรับซื้อผักผลไม้จากชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่า ทุกเช้าจะเข็ญ รถเข็ญไปตามสวนชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อรับผักและผลไม้ไปขายในตลาด ผักมันสดและปลอดภัย การซื้อการขายก็สบายใจ เพราะชาวสวนก็เป็นคนที่เรารู้จัก รับของไปก็จ่ายเงินกันเลย ถ้าเงินไม่พอก็บอกกันได้ พอได้ครบแล้วก็เอาไปขายในตลาด ลูกค้าบอกว่าผักมันกรอบอร่อย อย่างพริกนี้พอตำลงไปก็จะส่งกลิ่นหอมดีและเผ็ดจัด ไม่ต้องใส่มาก มีรายได้แต่ละวันก็ 150 - 200 บาท แล้วแต่ว่าจะมีผักมากหรือน้อย

ด้านลุงทองไพร สุรัตน์ ซึ่งได้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ 3 ปี บอกว่า ตอนนี้ไม่เป็นหนี้ เป็นสินแล้ว ขายกล้วย ขายผักได้ทุกวัน ถ้ารู้อย่างนี้ก็จะเลิกใช้ปุ๋ยเคมีมาตั้งนานแล้ว

โรงสีครอบครัว?นวตกรรมแห่งการพึ่งพา

ในบริเวณบ้านของทองสุข นอกจากจะมีตัวบ้านซึ่งเพิ่งต่อเติมเสร็จใหม่ ๆ แล้ว ยังมีคอกวัว พ่อพันธุ์อยู่หลังบ้าน และที่สะดุดตาไม่น้อย ก็คือ โรงสีขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่ภายในโรงเรือนขนาดเท่าเล้าไก่ บุญมีบอกว่า นี่คือ "โรงสีครอบครัว" ที่ใช้สีข้าวกินเอง โดยซื้ออุปกรณ์ที่เขาใช้แล้วมาในราคา 15,000 บาท แล้วปรับปรุงเล็กน้อย ก็สามารถสีข้าวกินได้ โดยใช้ในไฟฟ้าปกติในบ้านนี่แหละ โดยแต่ละเดือนจะเสียค่าไฟประมาณ 300 - 400 บาท

ปกติพวกเราจะเหลือข้าวไว้กินจำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมเราไปจ้างเขาสี เสียทั้งเงินและเวลา แถมยังถูกหักเปอร์เซนต์อีก จึงคิดตั้งโรงสีครอบครัวขึ้น โดยจะรับสีเฉพาะข้าวของสมาชิกพวกเราที่ปลูกข้าวอินทรีย์เท่านั้น ผู้ที่เอาข้าวมาสีก็ต้องเอาข้าวมาเอง เราจะสีให้โดยไม่คิดเงิน เราจะเอาแต่แกลบกับรำเท่านั้น เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน แกลบเราก็นำไปผสมทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ไร่นา

ใครกันแน่ คือ "ผีบ้า"

ปัจจุบัน ไม่เฉพาะทองสุข และบุญมีเท่านั้นที่ถูกเรียกว่า "ผีบ้า" แต่ยังมีเกษตรกรอีกมากมายทั่วประเทศที่เป็น "ผีบ้า" เพราะพวกเขาหันมาทำเกษตรยั่งยืนในลักษณะต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร และเกษตรธรรมชาติ แต่เกษตรกรเหล่านี้กลับเป็น ฝันร้ายของบริษัทค้าปุ๋ยและสารเคมีทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม "ผีบ้า" ที่มีอยู่ยังน้อยนิด เมื่อเทียบกับเกษตรกรทั่วประเทศ ปริมาณการ ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ยังสูงอยู่ เงินทองที่ไหลออกนอกประเทศ เพราะการสั่งเข้าปุ๋ยและสารเคมีในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท จึงได้มีหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ หันมารณรงค์ให้มีการทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น

ธวัชชัย โตสิตระกูล แห่งมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ซึ่งคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มานาน เล่าว่า เกษตรกรไทยล่มสลายมานักต่อนัก เพราะการทำเกษตรเคมี ทางเราจึงได้รณรงค์ให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าว"

ที่ทางภาคอีสาน ถือได้ว่าเป็นดินแดนปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก และตลาดยังมีความต้องการข้าวหอมมะลิปลอดสารเป็นจำนวนมาก จึงได้ร่วมกับสหกรณ์กรีนเน๊ท เข้าไปส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวมะลิปลอดสารกันให้มากขึ้น โดยการมีการจัดระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือที่เรียกว่า "มาตรฐาน มกท." ขึ้น และมีการดำเนินงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการปลูก โรงสี และระบบการตลาดที่เราประกันราคารับซื้อให้กิโลกรัมละ 10 บาท

ในขณะนี้เรามีเกษตรกรที่เข้าโครงการจากจังหวัดยโสธร จำนวน 193 ราย และจังหวัดสุรินทร์ 100 ราย สามารถปลูกข้าวหอมมะลิปลอดสารได้ 2,400 ไร่ หรือปีละ 800 ตันเท่านั้น ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ดังนั้นในปีนี้จนถึงกลางปี 2546 เราจึงมีโครงการรณรงค์เน้นไปที่การปลูกข้าวหอมมะลิ โดยให้มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวปลอดสารให้ได้ถึง 9,000 ไร่

ปัญหาของเกษตรกรในการที่จะหันมาปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมีนั้นมีหลายอย่าง เช่น ความเคยชินที่ใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีมานาน ใช้แล้วมันได้ผลเร็ว การที่จะหันกลับไปปลูกแบบอินทรีย์จึงเกรงว่าจะไม่ได้ผล อีกอย่างหนึ่งคนที่ปลูกพืชอินทรีย์มักจะถูกเพื่อนบ้านมองว่าเป็น "พวกผีบ้า" คือทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น จึงทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่จะทำให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงเป็นเรื่องยาก แต่ถึงจะยากสักปานใดก็มีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้เกิดขึ้น ทางมูลนิธิสายใยแผ่นดิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ประชาสังคมยโสธร และองค์กรชุมชนภาคอีสาน จึงจัดทำโครงการรณรงค์กันทั้งปี โดยใช้รูปแบบต่าง ๆ เช่น การให้ความรู้กับเกษตรกร การประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการชูเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของ องค์กรชุมชนภาคอีสาน "คืนวิถีชุมชน คนอีสาน เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินด้วยเกษตรอินทรีย์" สร้างทัศนคติใหม่ขึ้นมาให้ได้ว่า คนที่ทำเกษตรเคมีนั่นแหละเป็นพวกผีบ้า เพราะเป็นพวกทำร้ายแม่ธรณี ทำร้ายแม่คงคา และทำร้ายชีวิตตนเอง

หนึ่งในกิจกรรมรณรงค์นี้ เราจะจัดงาน "วันข้าวอินทรีย์" ขึ้น ในวันที่ 26-29 ธันวาคม 2545 ณ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรและประชาชนได้รับทราบ ถึงคุณของการทำเกษตรอินทรีย์อีก ชี้ให้เห็นกันชัด ๆ ว่า "ใครกันแน่ คือ พวกผีบ้า"

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter