พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
ฮิต: 3119

?ชาวบ้านที่นี่อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง ทำงานแบบเกื้อกูลกัน เมื่อก่อนที่นี่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แค่ตั้งหม้อไว้น้ำยังไม่ทันเดือดก็จับปลามาได้แล้ว เขาว่ากันว่าบางสะเก้าเหมือนชุมชนทางภาคเหนือ เพราะสมัยก่อนผู้หญิงจะมาทอเสื่อกันที่ใต้ถุนบ้าน หนุ่มๆ ทั้งในหมู่บ้านและต่างถิ่นก็จะแวะเวียนมาเกี้ยวสาว ถึงฤดูทำนาก็ชวนกันไปลงแขก ตอนนี้ไม่มีแล้ว ต่างคนต่างทำมาหากิน... ? คำบอกเล่าของลุงอุทัย สีเผือก ที่ปรึกษาศูนย์ศิลป์เสื่อ บ้านบางสระเก้า อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เท้าความให้ฟัง

ลุงอุทัย สีเผือก เล่าต่อว่า หลังจากปี 2528 ชาวบ้านที่นี่หันมาสนใจประกอบอาชีพทำนากุ้งกันมาก ทำเสร็จได้กำไรเยอะ บางคนก็เอาไปซื้อรถ ซื้อของที่ฟุ่มเฟือยมาใช้ พอถึงช่วงที่จะต้องทำนากุ้งอีกหน เงินไม่มีต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาทำ วิถีชีวิตของคนบางสระเก้าเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ปลูกกก ปลูกปอ ทอเสื่อเหมือนอย่างเก่าก่อน หัวหน้าครอบครัวต้องออกไปขายแรงงานต่างจังหวัด ภรรยาก็ต้องอยู่ดูแลลูกและที่นาตามลำพัง บ้านแตกสาแหรกขาด แถมทรัพยากรธรรมชาติของที่นี่เริ่มลดน้อยลง เพราะนากุ้งมาไล่นากก

นายสมชาย ตองอ่อน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางสระเก้า กล่าวว่า ผลกระทบโดยส่วนใหญ่มาจากการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งไปแย่งพื้นที่การทำนากกมาเป็นบ่อกุ้ง ทำให้ระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป ทาง อบต.ได้สนับสนุนงบประมาณหมู่บ้านละ 100,000 บาท ทั้งหมด 5 หมู่บ้าน ในการขยายพื้นที่และฟื้นฟูการปลูกกก ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ไม่ต้องไปซื้อกกจากภายนอกชุมชน และสามารถดึงคนที่ไปทำงานโรงงานให้กลับมาทำงานในท้องถิ่น ได้ทำงานอยู่ที่บ้าน อยู่กับครอบครัว

ตอนนี้ได้ประสานความร่วมมือหลายฝ่าย ทั้ง อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน ฯลฯ ร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้ป่า ให้น้ำกลับคืนมา ถ้าป่าหรือน้ำกลับคืนมาวิถีชีวิตเราก็กลับมาเหมือนเดิม ทุกคนในชุมชนต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่ให้หน่วยงานอื่นมาทำให้แล้วชุมชนเราจะกลับมามีความสุขเหมือนเดิม และได้ขยายไปสู่การแผนชุมชนของตำบลบางสระเก้าด้วย

นางลำยอง บรรเทาวงษ์ สมาชิกกลุ่มทอเสื่อกก บ้านบางสระเก้า เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นแม่ทำเสื่อกกแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หันไปทำนากุ้งกัน เพราะได้เงินมากกว่าการทอเสื่อกก พอเลี้ยงกุ้งไม่ได้ผล ขาดทุน จึงได้หันมาทอเสื่อกันเหมือนเดิม ซึ่งชาวบ้านได้พัฒนาการทำเสื่อกกมาเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ซึ่งทำการผลิตสิ่งของเครื่องใช้จากเสื่อกก มีกระบวนการและวิธีการที่ยากลำบาก เริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกกก ซึ่งกกที่ใช้เป็นกกกลม มีความทนทานแม้จะแตกแดดเป็นเวลานาน วิธีการทอต้องนำอุปกรณ์ในการทอเสื่อมาประกอบเข้าด้วยกัน และต้องช่วยกันสองคน และการจักกกซึ่งมีวิธีการที่ไม่เหมือนใครเพราะลงมีดเพียงครั้งเดียว แต่สามารถทำให้กกแยกออกจากกันได้ถึง 4 เส้น รวมถึงวิธีการย้อมสีกกให้ติดทนนานแม้จะตากแดดเป็นเวลานานสีก็ไม่หลุดหรือ ด่างดำ

ผลกระทบจากการทำนากุ้ง ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มทอเสื่อกกขึ้น เมื่อปี 2543 มีสมาชิกแรกเริ่ม 40 คน ลงหุ้นกันคนละ 50 บาท เพื่อทำเสื่อกกขาย ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 350 คน มีการออมทรัพย์และให้สมาชิกกู้ไปลงทุนทำเสื่อ สิ้นปีมีการปันผลให้สมาชิกร้อยละ 5 สมาชิกมีรายได้ประมาณ 2,500 บาท/คน/เดือน ถึงแม้รายได้จะไม่มากมาย แต่ทำให้ครอบครัวและชุมชนคนบางสระเก้าอบอุ่น ในการขายเสื่อของสมาชิกนั้นจะนำมาฝากขายที่ศูนย์ศิลป์เสื่อ บางสระเก้า ซึ่งกลายเป็นแหล่งความรู้ในการผลิตเสื่อกกและศูนย์จำหน่าย และการที่มีคนมาดูงานก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดกับศูนย์และสมาชิกกลุ่ม เพราะทางศูนย์ฯและสมาชิกยินดีให้ความร่วมมือและยินดีเผยแพร่ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่ผู้ที่สนใจ

เสื่อกกของกลุ่มมีหลากหลายสีตามความต้องการ มีความคงทน สวยงาม สามารถแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย เช่น เสื่อผืน เสื่อพับ เสื่อฟองน้ำ ที่รองจาน ที่รองแก้วน้ำ กระเป๋าชนิดต่างๆ หมวก จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งภายในและต่างประเทศ การฟื้นวิถีชุมชนคนบางสระเก้า ใช้ฐานอาชีพดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทอเสื่อกกสร้างครอบครัว สร้างชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมการพึ่งตนเอง โดยมีขบวนการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งชาวบ้าน อบต. อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกันประสานเป็นหนึ่งเดียว

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter