พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: การรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน
ฮิต: 1473

เวทีรับรองภาคตะวันออกคึกคัก...ร่วมจับมือกับองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนา

ดำเนินการงานรับรองในตำบลนำร่อง

โดย ปริญญาภรณ์ พรมดวง
นักวิจัย ส่วนประเมินผลและพัฒนาองค์ความรู้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 สำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออก ซึ่งนำโดยคุณ ปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการภาค ได้จัดเวทีสร้างความเข้าใจการรับรองสถานภาพองค์กรชุมชน กลุ่มป่าเขาลำเนาไพร ภาคตะวันออก ประกอบไปด้วย 4 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรีและสระแก้ว ซึ่งใช้สถานที่การจัดเวทีที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดสระแก้ว โดยมีแกนนำองค์กรชุมชนที่เป็นตัวแทนตำบลนำร่อง 16 ตำบลและภาคีพัฒนาที่เข้าร่วม เช่น ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล, สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งสิ้นประมาณ 60 คน โดยเนื้อหาการจัดเวทีครั้งนี้เพื่อเป็นการจุดประกายความคิด สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับงานรับรองสถานภาพ ตลอดจนการจัดทำแผนปฏิบัติการกระบวนการรับรองสถานภาพร่วมกัน ซึ่งในด้านการให้ข้อคิด หลักคิด ความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนโดยใช้กระบวนการรับรองสถานภาพองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ...ได้มีแกนนำองค์กรชุมชนหลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรองสถานภาพไว้หลายท่าน ดังนี้

พ่อแฉล้ม ทรัพย์มูล ประธานเครือข่ายฟื้นฟูและพัฒนา จ.นครนายก ได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานรับรองสถานภาพ ว่า “ ...การรับรองสถานภาพเป็นการประกาศให้หน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนต่างๆ ได้รับรู้ว่า ภาคประชาชนทำอะไร อีกทั้งเป็นการเปิดทางให้ภาคีพัฒนาที่หลากหลายสามารถมาประสาน สนับสนุนกระบวนการทำงานพัฒนาของภาคประชาชนได้ โดยการรับรองสถานภาพต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการแรก กระบวนการรับรองสถานภาพเป็นการสร้างกระบวนการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การยอมรับและรับรองตนเอง

ประการที่สอง เป็นการยอมรับและรับรองสถานภาพการมีอยู่จริงขององค์กร เช่น การมีระบบข้อมูลองค์กร

ประการที่สาม เป็นกระบวนการที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งและดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กรชุมชนและภาคีพัฒนา …”

จากแนวคิดของพ่อแฉล้มดังกล่าว ก็มิได้แตกต่างกันมากนักกับแนวคิดของแกนนำชาวบ้านท่านหนึ่งที่เห็นว่า “ ...การรับรองสถานภาพนั้น มิได้หมายถึงการรับรองเพียงกายเท่านั้น แต่หมายถึงการรับรองใจด้วย กายและใจต้องประกอบประสานอย่างสมดุลกัน เพื่อเป็นการนำไปสู่การรับรองอย่างมีคุณภาพและเกิดความมั่นคงขององค์กรชุมชน... ” ซึ่งหลังจากแกนนำชุมชนได้เสนอแนวคิดแล้ว ได้มีตัวแทนภาคีภาครัฐท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มนโยบายและวิชาการสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดปราจีนบุรี ได้แสดงความคิดเห็นว่า “ ...ในส่วนของสำนักงานที่ตนสังกัดอยู่ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชนหรือที่เรียกว่า “ นโยบายการรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์” ซึ่งมีการสนับสนุนในหลายด้าน เช่น ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณหรือด้านการสนับสนุนแผนปฏิบัติการองค์กรชุมชนเข้าสู่แผนพัฒนาตำบล ซึ่งวิธีการเข้าถึงการสนับสนุนของสำนักงาน ทางสำนักงานได้มีหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น ระยะเวลาที่ชัดเจนในการจัดตั้งองค์กรมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 – 12 เดือน เป็นองค์กรที่มีพื้นที่ในจังหวัดที่ยื่นขอการสนับสนุน ต้องมีหน่วยงานพัฒนาอื่นๆ สนับสนุนและต้องเขียนเสนอโครงการขึ้นมา เป็นต้น ทั้งนี้การที่จะเสนอการสนับสนุนดังกล่าวได้เห็นว่ากระบวนการรับรองที่ พอช.กำลังทำอยู่นี้มีแนวทางหลักการที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรสาธารณะประโยชน์ของสำนักงาน เป็นการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชน และหากว่าทั้งสองหน่วยงานมาส่งเสริมการรับรองร่วมกันจะเป็นเรื่องดี เป็นการเห็นตัวตนของชุมชนที่เกิดจากชุมชนเอง ซึ่งการเริ่มต้นจากชุมชนจะประสบผลสำเร็จมากกว่าที่เกิดจากนโยบายหน่วยงานรัฐจัดตั้งขึ้นมา...”

ส่วนในด้านแนวคิดของตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำโดยคุณ ศักดิ์ชัย สมบัติมี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้เสนอความเห็นว่า “… การรับรองสถานภาพฯ เป็นเรื่องดี แต่เห็นว่าจำเป็นต้องมีการวางแผน การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญและการมีข้อมูลจะนำไปสู่การวางแผนได้ ซึ่งขณะนี้องค์การบริหารส่วนตำบลเนินหอมกำลังจะดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภาคประชาชน โดยใช้ระบบ GIS (Geographic Information System) ศูนย์ข้อมูลภาคประชาชนจะเป็นที่รวบรวมข้อมูลท้องถิ่นทุกอย่างมาไว้ที่นี่ ทั้งนี้เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน เป็นจริงเป็นปัจจุบัน หน่วยงานต่างๆ สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งการจัดทำศูนย์ข้อมูลจะช่วยให้เกิดการติดตามประเมินผลไปด้วย เช่น การคงอยู่ได้หรือไม่ได้ขององค์กรชุมชน เป็นต้น ดังนั้นการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภาคประชาชน หากมีหน่วยงานอย่าง พอช. ,ผังเมือง,สาธารณสุข,เกษตร เข้ามาช่วยสนับสนุนคิดว่าผลที่ได้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน…”

จากการให้ข้อคิดเห็น แนวคิดของการรับรองสถานภาพจากหลายฝ่ายดังกล่าวได้นำมาสู่ การกระตุก กระตุ้นทางความคิดของแกนนำชาวบ้านทั้งหลายหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการรับรอง กระบวนการรับรองและอยากที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรับรองให้มากขึ้น คำถามต่างๆ ที่ชาวบ้านอยากรู้ เริ่มพรั่งพรูออกมา ไม่ว่าจะเป็น...ทำไมต้องมีการรับรอง? จำเป็นไหมที่ต้องมีการรับรอง? ชุมชนสามารถรับรองกันเองได้หรือไม่? หรือใครเป็นผู้ให้การรับรอง และถ้าหากทำงานรับรองแล้วจะได้อะไร? หรือในกรณีที่องค์กรชุมชนได้รับการรับรองจากพัฒนาชุมชนแล้ว องค์กรชุมชนต้องดำเนินการตามกระบวนการรับรองอีกไหม ? เราสามารถข้ามขั้นตอนการรับรองฯ ไปสู่ขั้นตอนอื่นได้เลยหรือไม่? ...เหล่านี้คือคำถามที่มีสีสันและน่าสนใจยิ่ง ซึ่งกระบวนการตอบคำถามดังกล่าว ทางสำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออกได้นำบทเรียน ประสบการณ์การรับรองสถานภาพจากมุกดาหารและจากประสบการณ์ตรงที่เคยพบมา มานำเสนอให้แกนนำองค์กรชุมชนได้รับทราบ พร้อมกับการเสนอให้มีการทดลองทำงานรับรองฯ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ หรือที่เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า “ การเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ” (Best Practices) เพราะคำตอบที่ตอบในวันนี้ อาจจะใช่หรือไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องของคนในพื้นที่นี้ก็ได้ ดังนั้นจึงควรมีการดำเนินการรับรองฯ ไปก่อนแล้วจึงมาสรุปบทเรียนร่วมกันต่อไป

จากข้อเสนอดังกล่าว ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของการอยากทำงานรับรองฯ โดยองค์กรชุมชนคนตะวันออก 4 จังหวัด ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการงานรับรองที่ประกอบไปด้วย กระบวนการ กิจกรรม ระยะเวลาและงบประมาณ เป็นการตั้งต้นการเสนอโครงการงานรับรองสถานภาพระดับตำบลขึ้นมา ซึ่งจากการเสนอกระบวนการขั้นตอนของแกนนำตัวแทนกลุ่มป่าเขาลำเนาไพร ได้ข้อสรุปขั้นตอนการรับรองสถานภาพได้ 5 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

ขั้นที่ 1 หลังจากเวทีวันนี้จะกลับไปชวนเพื่อนที่สนใจ พูดคุยร่วมกัน

ขั้นที่ 2 เปิดเวทีสร้างความเข้าใจรับรองสถานภาพระดับตำบล โดยมีคำถามหลักว่า “ มีความเข้าใจอย่างไรบ้างเกี่ยวกับงานรับรองฯ”

ขั้นที่ 3 ได้คณะทำงาน คณะทำงานร่วมกันกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดความเข้มแข็งร่วมกัน โดยใช้แบบสำรวจของ พอช. เป็นเครื่องมือสำรวจข้อมูลองค์กรชุมชนในเบื้องต้น เป็นขั้นตอนการสำรวจข้อมูลในพื้นที่

ขั้นที่ 4 สรุป สังเคราะห์ข้อมูลองค์กรชุมชนร่วมกัน

ขั้นที่ 5 จัดเวทีรับรองสถานภาพระดับตำบล

หลังจากการนำเสนอแผนปฏิบัติการรับรองสถานภาพ ของตัวแทนแกนนำใน 5 ขั้นตอนจบลง เสียงปรบมือจากแกนนำองค์กรชุมชนทั้ง 16 ตำบล ได้ดังก้องขึ้นอีกคำรบหนึ่งทั่วห้องประชุม อันเป็นสัญญาณอุปมาคล้ายว่า เป็นสัญญาใจร่วมกันขององค์กรชุมชน ภาคีพัฒนาที่สามารถอธิบายได้ว่า เสียงปรบมือนี้แหละ...คือความพร้อมเพรียง พร้อมใจกันที่จะร่วมกันดำเนินงานรับรองสถานภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลของตน...

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter