พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: สินเชื่อเพื่อการพัฒนา
ฮิต: 3533

มองอดีต

ไปเบิ่ง?กลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาวหากพูดถึงกลุ่มออมทรัพย์แล้วชาวชุมชนในประเทศไทยย่อมรู้จักมักคุ้นและมีทัศนคติที่ดีต่อการออมทรัพย์เพราะเป็นกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ มีการบริหารจัดการโดยชาวชุมชนเอง เพื่อประโยชน์ร่วมกันของชาวชุมชนเอง เช่น มีการที่จัดสรรผลกำไรคือสู่สมาชิก มีการจัดการสวัสดิการจากผลกำไรที่ต่างจากสถาบันการเงินอื่น ๆ สร้างความเอื้ออาทรต่อกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนเข้มแข็งต่อไป

     ไม่เพียงแต่เมืองไทยเท่านั้นที่พูดถึงชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ก็มีนโยบายการพัฒนาชนบทที่เน้นการพึ่งตนเอง สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและหมู่บ้านเช่นกันโดยการใช้ขบวนการกลุ่มท้อนเงินหรือกลุ่มออมทรัพย์เป็นเครื่องมือ นับเป็นทางออกสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของ สปป.ลาว

     สปป.ลาว ในอดีตผู้หญิงดูจะมีบทบาทน้อยกว่าผู้ชาย จะมีหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าออกไปทำงานนอกบ้าน การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันรัฐบาลลาวหันมาให้ความสำคัญในเรื่องบทบาทชาย-หญิง มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สหพันธ์แม่หญิงลาว" ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ ได้เข้าไปสนับสนุนให้แม่หญิงได้รวมกลุ่ม"ท้อนเงิน" เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจระดับหมู่บ้านให้สามารถพึ่งตนเองได้ เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนในการพัฒนาประเทศ

     การส่งเสริมกลุ่มท้อนเงินเป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับประเทศสู่ระดับเมืองและสู่ระดับหมู่บ้าน โดยมีสหพันธ์แม่หญิงลาวเป็นผู้สนับสนุนสำคัญ นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่เป็นจุดแข็งของโครงการ เพราะการส่งเสริมเรื่องออมทรัพย์มีความเชื่อที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ ความเสมอภาคของชาย-หญิง การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ขณะที่บางคนเชื่อว่าผู้หญิงทำงานเรื่องเงินได้ดีกว่าผู้ชายเพราะมีความละเอียดอ่อนกว่า

     การส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของประเทศสปป.ลาวที่ดำเนินการโดยสหพันธ์แม่หญิงลาวจึงเป็นเสมือนการชูบทบาทผู้หญิงให้ชัดเจนและมีรูปธรรมในสังคมลาวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการพัฒนาชุมชนและหนุนช่วยการพัฒนาของรัฐ จะเห็นได้จากการประชุมชาวบ้านทุกครั้งผู้หญิงจะเข้ามาประชุมเต็มศาลาวัดหอบทั้งลูกเล็กเด็กแดงมาร่วมประชุม ขณะที่นายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และผู้ชายจะมาร่วมบ้างเป็นบางโอกาสเพราะผู้ชายมีหน้าที่ออกไปทำมาหากินนั่นเอง

จุดเริ่มต้นของการท้อนเงิน

     การท้อนเงินของแม่หญิงลาวเริ่มตั้งแต่ปี 2541 ที่เมืองไซธานี โดยจะมีการท้องเงินกันทุกเดือน ๆ ละไม่ต่ำกว่า 1,000 กีบ (ห้าบาท) และสามารถกู้เงินไปใช้จ่ายได้ครั้งละ 50,000-200,000 กีบ ตามความจำเป็นของสมาชิกแต่ละราย

    แม่หญิงลาวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตรที่ต้องพึ่งธรรมชาติ เวลาว่างจากทำการเกษตรก็หารายได้เสริมด้วยจากการทำหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การทอผ้า ดังนั้นเงินทีกู้ไปจากกลุ่มท้อนเงิน จึงนำไปใช้เรื่องอาชีพเป็นหลัก เป็นค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย เป็นการศึกษาของเด็กๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของกลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาวก็คือเดิมพวกเขามักมีปัญหาในการขายข้าวเชียว (ตกเขียว) อยู่เป็นประจำทุกปี แต่เมื่อมีกลุ่มท้อนเงินก็อาศัยกู้เงินจากกลุ่มไปประคับประคองค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวได้โดยไม่ต้องขายข้าวเขียวอีก ต่อไป

ความร่วมมือจากนานาประเทศ

     กลุ่มท้อนเงินในประเทศ สปป.ลาวไม่ได้อยู่ในวงจำกัด เพียงเมืองไซธานีเท่านั้น โดยเมื่อปี 2543 ได้เกิดมิติใหม่ของการท้อนเงิน เมื่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จากประเทศไทย ซึ่งมีชุดประสบการณ์ในการส่งเสริมขบวนการออมทรัพย์ในเมืองไทยร่วมกับสหพันธ์แม่หญิงลาวและองค์กรมูลนิธิเพื่อการพัฒนาชนบท (FCD) เข้าไปส่งเสริมจัดตั้งและพัฒนากลุ่มท้อนเงินในเขตเมืองปากงึม กำแพงนครเวียงจันท์ ใน 15 หมู่บ้าน โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโครงการฯ ว่าจะพัฒนาเกิดกลุ่มท้อนเงินไม่น้อยกว่า 15 หมู่บ้าน ในระยะเวลา 1 ปี

    
ีก่อนเริ่มโครงการได้มีการศึกษาสภาพเมืองปากงึม พบว่าปากงึมเป็นเมืองตั้งใหม่ มีอายุได้เพียง 4 ปี (แยกเมื่อปี พ.ศ. 2539) ตั้งอยู่ทางภาคกลาง ห่างจากเวียงจันทร์ไปทางใต้ประมาณ 58 กิโลเมตรมีพลเมืองทั้งหมด 36,811 คน มี 53 หมูบ้าน 6,327 ครอบครัว ชาวบ้านดำรงชีวิตแบบชนบท ทำนาฤดูกาลเดียวเพราะอาศัยน้ำฝน มีส่วนน้อยที่ทำนาได้สองฤดู นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชอายุสั้น เลี้ยงสัตว์ และหากินตามธรรมชาติ ส่วนมากหลังจากฤดูทำนาปีซึ่งอากาศแห้งแล้ง อย่างหนัก ทำให้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ทำให้ว่างงาน เพราะไม่มีทุนในการประกอบอาชีพ

     จากการลงไปส่งเสริมใหม่ ๆ พบว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งมีความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในการจัดตั้งกลุ่มท้อนเงินแต่ก็มีชาวบ้านและผู้นำส่วนหนึ่งเห็นว่าการรวมกลุ่มน่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในหมู่บ้านได้ จึงริเริ่มทำกลุ่มท้อนเงินกันขึ้น โดยที่ยังมองไม่เห็นเป้าหมายมากนัก แต่จากการส่งเสริมของเจ้าหน้าที่สนาม ซึ่งลงไปประชมุชาวบ้านบ่อยครั้งก็ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจเข้าร่วมกลุ่มเพิ่มขื้น นับจากปลายเดือนมกราคม 2543 กลุ่มท้อนเงินสองกลุ่มแรก คือ กลุ่มท้อนเงินบ้านโคกสาและบ้านหนองบัวทอง ก็เริ่มจุดประกายขึ้นก่อนใครและจุดเริ่มต้นของสองหมู่บ้านนี้เองที่นำไปสู่การขยายผลสู่หมู่บ้านอื่นๆ ต่อไป

ฟื้นวัฒนธรรมการเรียนรู้ระหว่างเพื่อนบ้าน

ไปเบิ่ง?กลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาว     ความเข้าใจเรื่องกลุ่มท้องเงินและเป้าหมายของการพัฒนาของกลุ่มแม่หญิงลาวเริ่มมีมากขึ้นเมื่อตัวแทนแม่หญิงประมาณ 20 คน ได้มีโอกาสมาศึกษาดูงานในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2543 ที่จังหวัดอุดรธานีจังหวัดของแก่น และจังหวัดสงขลา กลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาวได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้นำกลุ่มออมทรัพย์ในจังหวัดอุดรธานี อย่างแม่พวงเพชร ดวงมาลัย แห่งกลุ่มออมทรัพย์บ้านโนนยาง 1 กลุ่มออมทรัพย์บ้านหนองใหญ่ ของพ่อเกษียร และพบแลกเปลี่ยนกับพระครูศรีแห่งธนาคารหมู่บ้านเสียว อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ผู้นำเครือข่ายสหกรณ์ชุมชนนครของแก่นและน้าอัมพร ด้วงปาน แห่งกลุ่มออมทรัพย์ ตำบลคลองเปี๊ยะ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้สรุปบทเรียนการดูงานเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ โดยเห็นร่วมกันว่าแนวทางสำคัญที่จะแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ จะต้องพึ่งพาตนเองจากระดับล่าง คือ ประชาชน ซึ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเช่นนี้ นับเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนภูมิภาคนี้ ครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการฟื้นวัฒนธรรมเดิม ๆ แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความเอื้ออาทรให้กลับคืนมาอีกครั้งอย่างไร้พรมแดน
 

นำกลุ่มท้อนเงินไขแก้ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน

     เดือนสิงหาคม 2543 แม่หญิงลาวเมืองปากงึมก็มีกลุ่มออมทรัพย์ถึง 15 กลุ่ม มีสมาชิก 820 คน มีเงินหมุนเวียนถึง 34 ล้านกีบ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการจุดประกายให้กับแม่หญิงลาวในเขตอื่นๆ ใคร่ศึกษาเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสนอรูปธรรมการจัดการด้านท้อนเงินและเป็นแรงกระตุ้นให้องค์กรภาครัฐของ สปป.ลาว หันมาสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มท้อนเงินมากขึ้นเพราะรัฐบาล สปป.ลาว เองก็มีนโยบายอย่างชัดเจนในการส่งเสริมให้หมู่บ้านครอบครัวเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ด้วยการประหยัดและอดออมหารายได้เลี้ยงตนเองโดยการระดมทุนเป็นกองทุนของหมู่บ้านเพื่อการผลิต

     ปัจจุบันกลุ่มท้อนเงินใน สปป.ลาว มีแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองปากงึม มีกลุ่มแล้วทั้งสิ้น 30 หมู่บ้าน เงินท้อนรวมกันกว่า 200 ล้านกีบ* ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตนเองของชาวบ้านที่จะพลิกฟื้นการพึ่งตนเองระดับชุมชน และบทบาทของผู้หญิง (แม่หญิงลาว) ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มท้อนเงิน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าการดูแลจัดการองค์กรการเงินเช่นนี้ แม่หญิงลาวทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก ส่วนปัญหา พื้นฐานต่าง ๆ ก็ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขายข้าวเขียว (ตกเขียวข้าว) ปัญหาการขาดทุนจากการทำกสิกรรม การค้าขายและขยายกิจการ รวมทั้งการเจ็บไข้ได้ป่วยฉุกเฉิน ที่มีทางออก ซึ่งสามารถพึ่งพิงได้จากกลุ่มในยามยาก

     ความก้าวหน้าของกลุ่มท้อนเงินในเมืองปากงึมและไซธานี มีตัวบ่งชี้หลายอย่างที่บอกทิศทางว่า กลุ่มจะขยายตัวต่อไปในอนาคต นั่นคือ เงินทุนของแต่ละกลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาการส่งคืนเงินกู้มีน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีเลย กรรมการและสมาชิกเข้าใจ เชื่อมั่น และภาคภูมิใจที่ได้ทำงานและพอใจในการมีกลุ่ม เพราะกลุ่มสามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายทาง ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน

     ขณะนี้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายปกครองระดับท้องถิ่นให้การยอมรับ และสนับสนุน เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยสร้างเสริมการพัฒนาชุมชน ให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองทางด้านเศรษฐกิจได้จริง และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการสร้างเสริมเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ

     ที่สำคัญ กลุ่มท้อนเงินลักษณะนี้ได้เริ่มขยายไปยังเมืองข้างเคียงรอบ ๆ เมืองปากงึม ในเขตกำแพงนครเวียงจันทร์ไปแล้ว โดยการขยายผลกันเองของชาวบ้าน

     ความก้าวหน้าของกลุ่มท้อนเงินมีมากขึ้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพี่น้องลาวในระดับเบื้องต้น ซึ่งยังคงต้องพัฒนาและขยายผลสู่เรื่องอื่น ๆ ต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยมาดูงานในเมืองไทย ทั้งด้านการออมและด้านอื่น ๆ หลายหมู่บ้านได้นำหลักคิด และวิธีการไปปรับใช้ เช่น จากการทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง การทำธนาคารข้าว การทำกองทุนสวัสดิการ การทำน้ำหมักผลไม้ เป็นต้น

สาเหตุแห่งความสำเร็จของกลุ่มท้อนเงิน

     3 ปี ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ได้ทำงานร่วมกับสหพันธ์แม่หญิงลาว และกลุ่มท้อนเงิน ได้พบว่า สาเหตุที่ ทำให้พี่น้องลาวมีพัฒนาการกลุ่มที่ดี และกำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้ มีผลมาจากกลุ่มพี่น้องลาวมีจุดแข็งหลายอย่างที่เอื้อต่อการขยายผลและพัฒนากลุ่มท้อนเงิน

     ประการแรก "กลุ่มท้อนเงิน" เป็นวิธีการที่ไปเสริมสร้างการแก้ปัญหาจริง ๆ ของชาวบ้านได้ตรงจุดตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะปัญหาพื้นฐาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจและเงินทุน

     วัฒนธรรมภายในหมู่บ้านก็มีส่วนอย่างสำคัญ เพราะ ผู้คนมีความคิดความเชื่อว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่น่าอาย ยิ่งไม่คืนเงินหรือของใช้ที่ยืมแก่เจ้าของยิ่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ไร้ความน่า เชื่อถือ (ระบบเงินผ่อนจึงไม่มีใน สปป.ลาว) ด้วยเหตุนี้จึงยึดหลักซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ใจ เป็นข้อแรกในการทำงานกลุ่ม มีคนดีเข้ามาทำงาน จะเห็นได้จากการเลือกตั้งกรรมการกลุ่ม จะกำหนดคุณสมบัติ ข้อแรกคือ เป็นคนซื่อสัตย์ มีประวัติดีงาม ตามมาด้วยพออ่านออกเขียนได้ เป็นต้น แล้วจึงเสนอให้ชาวบ้านเลือกขึ้นมา

     นอกจากนี้อำนาจการปกครองบ้าน นายบ้าน* , แนวโฮม* มีส่วนร่วมในการเป็นที่ปรึกษา และให้การรับรองยืนยันข้อตกลงการกู้ยืมของสมาชิกทุกคน ซึ่งการกู้ยืมที่ผ่านหูผ่านตาของ นายบ้าน ทำให้ลูกบ้านเคารพ เชื่อฟังไม่กล้าที่จะเบี้ยวเงินกลุ่ม อีกอย่างหนึ่งคือ นายบ้านและอำนาจการปกครองส่วนต่าง ๆ ในบ้านต่างส่งเสริมให้ลูกเมียตนเอง และชาวบ้านคนอื่น ๆ ได้เข้าร่วมกลุ่ม ทำให้กลุ่มขยายผลและมั่นคง

     ประการสุดท้าย กรรมการและสมาชิกกลุ่มไว้วางใจกัน กรรมการเปิดเผยบัญชี ข้อมูล ทุกอย่างประกาศให้สมาชิกรู้ทุกเดือนผ่านสื่อต่าง ๆ ขณะที่สมาชิกต่าง ๆ ก็ให้ความร่วมมือกับกลุ่ม และไว้วางใจคนทำงาน ซึ่งการให้ความร่วมมือต่าง ๆ นั้น เป็นวิถีชีวิตพื้นฐานของพี่น้องลาวที่อยู่กันอย่างเอื้ออาทร จะเห็นได้จากเวลาประชุมกันทุกครั้ง จะมีผู้คนมากมาย ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกเล็กเด็กแดงซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม ที่คอยเอื้อต่อการพัฒนากลุ่ม

     ปัจจัยเหล่านี้เป็นหลักสำคัญที่ช่วยเอื้อให้กลุ่มท้อนเงินก้าวหน้าไปได้ ส่วนคนส่งเสริมและหน่วยงานที่ลงไปทำ อย่างเช่น สหพันธ์แม่หญิงลาว สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ฯลฯ เป็นเพียงแรงผลักดันหนึ่งที่ช่วยหนุนเสริมทำงานอย่างเป็นระบบให้ชาวบ้านเท่านั้น

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของแม่หญิงและชุมชนมิติใหม่ของขบวนการท้อนเงิน

ไปเบิ่ง?กลุ่มท้อนเงินแม่หญิงลาว     ประสบการณ์แห่งการท้อนเงินที่ผ่านมาอาจะกล่าวได้ว่า "กลุ่มท้อนเงิน" ได้ปักหลักสร้างฐานขึ้นในชุมชนอย่างมั่นคง และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวกว้างออกไปยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับชาวบ้านและชุมชนในการนำเงินจากกลุ่มไปประกอบอาชีพ ตลอดจนแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เท่านั้น แต่ขบวนการท้อนเงินยังเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาความเข้มแข็งของแม่หญิงและชุมชนในการพัฒนาไปสู่ชุมชนพึ่งตนเอง

     ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2545 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. และสหพันธ์แม่หญิงลาว จึงได้ทำพิธีลงนามความร่วมมือต่อกันในการสนับสนุนขบวนการท้อนเงินใน สปป.ลาว ต่อไป ซึ่งไม่เพียง พอช. สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงาน 2.9 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังคงสนับสนุนด้านการทำงานของขบวนการท้อนเงินของแม่หญิงต่อไปอย่างเข้มข้น โดยการสนับสนุนโครงการ "เสริมสร้างความเข้มแข็งของแม่หญิงและชุมชน" ขึ้น ซึ่งโครงการนี้มีหน้าที่ในการสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มแม่หญิงในการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับแม่หญิงและชุมชน โดยใช้กลุ่มท้อนเงินเป็นเครื่องมือ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกใน สปป.ลาว ที่ได้เกิดโครงการเช่นนี้ขึ้น

     โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของแม่หญิงและชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาแม่หญิงและชุมชนพัฒนาไปสู่ชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ต่อไป


หมายเหตุ
* 200 กีบ : ประมาณ 1 บาท
* นายบ้าน : ผู้ใหญ่บ้าน
* แนวโฮม : ผู้อาวุโส

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter