ตะวันจวนจะลับเหลี่ยมฟ้า ชาวประมง 5 คน นั่งล้อมวงพูดคุยหน้ากระต๊อบโกโรโกโสมันเป็นกระต๊อบหนึ่งในหกหลัง ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้
ลมบกพัดเบา ๆ คลอผิวกายท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นผิวเนื้อสีคล้ำ จากการกรำแดดลมและน้ำเค็มของชายทั้งห้า
ชายคนหนึ่งหยิบขวดเหล้าขาวที่นำติดตัวมาด้วย ออกมารินลงในแก้วที่หมองด้วยคราบอะไรบางอย่าง ยกขึ้นซดรวดเดียวหมดแก้ว แล้วรินใหม่ส่งให้เพื่อนร่วมวง
เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง ชายคนที่หกขี่มอร์เตอร์ไซต์มาจอดใกล้กระต๊อบ แล้วเดินเข้ามาสมทบ เขาเป็นคนจากตำบลกะพง ห่างจากที่นี่ออกไปร่วม 10 กิโลเมตร เขามีเรือจอดอยู่ที่นี่หนึ่งลำ ตกเย็นจะขี่มอร์เตอร์ไซต์มาจอดไว้เพื่อออกทะเล ดึก ๆ ถึงจะกลับจากทะเล แล้วขี่มอร์เตอร์ไซต์กลับบ้านเป็นเช่นนี้ทุกวัน
ทุกคนก็มีกิจวัตรไม่ต่างไปจากกัน บ้างก็มาจากกะพง จากแกลง ฯลฯ ไม่มีใครมีบ้านอยู่ที่นี่ นอกจากกระต๊อบพักชั่วคราวที่สร้างไว้หลมลมพายุในหน้ามรสุม
ลมบกอ่อนกำลังลง ลมมรสุมพัดเข้ามาแทนที่ และเพิ่มความแรงมากขึ้น จนทุกคนต้องมองออกไปที่ทะเล
"วันนี้สงสัยคว้าน้ำเหลว" คนหนึ่งพูดขึ้น
ลมมรสุมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อยู่ในวิสัยที่จะออกทะเลได้ ชายคนหนึ่งทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อกลับบ้าน แต่ก็ถูกเพื่อนดึงมือเอาไว้
"รีบไปไหนว๊ะ ไหน ๆ ก็ออกทะเลไม่ได้แล้ว รอให้เหล้าหมดขวดค่อยกลับ" เพื่อนแย้ง
เสียงร้องเพลงดังแข่งกับเสียงมรสุม และล่องลอยตามสายลมข้ามแม่น้ำระยอง เข้าไปกระทบหูของผู้คนที่อาศัยอยู่ฝั่งเมือง
"พวกนี้มันพวกขี้เมา เหมือนนักโทษบนเกาะฟ๊อกแลนด์"
น้าประมูล สุจจิตร เล่ามาถึงตรงนี้ สังเกตุเห็นได้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ปรากฏในแววตาได้อย่างชัดเจน
"จริง ๆ แล้ว เราไม่ใช้ขี้เมาอะไร เราเป็นคนต่างถิ่น เหล้าก็มีบ้างไว้แก้เหงา แต่คนในเมืองเขาไม่เข้าใจ หาว่าเราเป็นขี้เมางานการไม่ทำ ก็ไม่โทษเขา เพราะบริเวณนี้ไม่เคยมีคนมาอยู่ พอเห็นเรามาอยู่ มากินเหล้า เขาก็ระแวง"
"ตอนที่มารอเพื่อจะออกทะเล ก็มีการดื่มเหล้ากันบ้าง บางครั้งก็ร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดสงครามระหว่างอเจนตินากับอังกฤษ เพื่อแย่งชิงเกาะฟ๊อกแลนด์ คนข้างนอกจึงเรียกบริเวณแห่งนี้ว่า "เกาะฟ๊อกแลนด์"
นี่คือ ตำนานขนาดย่อของชุมชนแหลมรุ่งเรือง จากคำบอกเล่าของน้าประมูล สุขจิตร ซึ่งปัจจุบัน คือ ประธานชุมชนแหลมรุ่งเรือง
น้าประมูล เล่าอีกว่า ชาวบ้านที่นี่มาจากตำบลตะพง อำเภอแกลง และจังหวัดใกล้เคียงมาอยู่กันชั่วคราวเพื่อออกทะเลหาปลา เนื่องจากที่บ้านเดิมทำมาหากินไม่ค่อยได้ ไป ๆ มา ๆ ระหว่างที่นี่กับบ้านเกิด โดยแรก ๆ ก็มากันไม่กี่คน ต่อมาก็มีคนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น อยู่ไป ๆ เห็นว่าสะดวกดีก็สร้างบ้านอยู่เป็นการถาวร (ประมาณปี 2526) โดยเริ่มจากหนึ่งหลังสองหลัง ". ไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมีบ้านอยู่อาศัยอย่างถาวร 67 หลัง และที่ไป ๆ มา ๆ อีกประมาณ 20 หลัง
ลุงสนุก แสนสุข วัย 50 เศษ เล่าว่า ตอนแรก ๆ ไม่ต้องออกเรือไกล ในคลองก้นปึกมีสัตว์น้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่หากใครอยากได้มาก ๆ ก็ออกเรือสู่ท้องทะเล ไม่ไกลและไม่นานก็กลับมาพร้อม ปู ปลา เต็มลำเรือ ปลาหมึกได้ครั้งละ 80 " 100 กิโลกรัม ปู ปลา ก็ไม่ต่างกัน
แต่ 2 " 3 ปี ให้หลังต้องออกเรือไกล ๆ และใช้เวลาเป็นวัน บางวันก็ได้แค่พอกิน บางวันโชคดีหน่อยก็ได้มากนำไปขาย หักค่าน้ำมัน (ตกวันละ 250 บาท) ก็พอมีเงินเหลือเก็บ
ประมาณปี 2544 การเคหะแห่งชาติ และเทศบาลนครระยอง ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจชุมชน โดยเก็บข้อมูลรายครัวเรือน สภาพบ้าน อาชีพ เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลไปสู่การวางแผนพัฒนา แต่เรื่องก็ติดขัดและเงียบหายไป เนื่องจากหาแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านยังไม่ได้ แต่การสำรวจข้อมูลดังกล่าว ได้นำไปสู่การรับรองชุมชน ให้เป็นชุมชนที่ 22 ของเทศบาลนครระยอง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 โดยเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนแหลมรุ่งเรืองอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นมา
"เหตุที่ตั้งชื่อว่า "ชุมชนแหลมรุ่งเรือง" ก็เพราะฝั่งตรงข้ามมีชุมชนแหลมเจริญ เราจึงตั้งชื่อว่า
ชุมชนแหลมรุ่งเรือง เพื่อให้พ้องกันว่า "เจริญรุ่งเรือง" อีกอย่างความหมายมันก็ดีด้วย หมายถึงความก้าวหน้า ไปในทางที่ดีเป็นชื่อที่เป็นศิริมงคลต่อพวกเราทุกคน" น้าประมูลเล่า
"ที่ผ่านมาพวกเราต่างคนต่างอยู่ กลางคืนออกทะเล กลางวันก็นอนพักผ่อน ไม่มีโอกาสได้มาทำอะไรร่วมกันมากนัก นอกจากงานประเพณี งานประจำปี มูลนิธิชุมชนไทก็เข้ามาสนับสนุนให้เราทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากทำศาลาเอนกประสงค์ ซึ่งไม่เพียงทำให้ชาวชุมชนแหลมรุ่งเรืองได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังได้มีการคิดทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การนำแนวป้องกันการพังทะลายของริมฝั่ง การสร้างสนามกีฬาให้กับเยาวชน การทำธนาคารขยะในชุมชน โครงการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โฮมสเตย์และโครงการบ้านปลา เป็นต้น
ต่อมาในปี 2546 ชุมชนแหลมรุ่งเรืองได้เป็นหนึ่งใน 10 ชุมชนนำร่องโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยของรัฐบาล
หลังเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง ทางชุมชนได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็นการออมทรัพย์รายเดือน และรายสัปดาห์ ซึ่งการออมทรัพย์รายเดือนนั้น เพื่อนำไปใช้ในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยสมาชิกออมหุ้นคนละ 100 บาทต่อเดือน ส่วนการออมทรัพย์รายสัปดาห์นั้น เพื่อนำไปเป็นเงินหมุนเวียนในชุมชน กำหนดให้มีการออมทรัพย์ทุก ๆ อาทิตย์ ขั้นต่ำครั้งละ 20 บาท/สัปดาห์
สมหมาย ศรีวิชัย รองประธานชุมชน เล่าว่า เมื่อก่อนไม่เคยรวมกันเป็นกลุ่ม ต่างก็ทำมาหากินของตัวเองเป็นหลัก เย็นมาก็เข้าบ้าน ออกเรือหาปลาเป็นอยู่อย่างนี้มากว่า 20 ปี แต่พอเริ่มมีการทำโครงการบ้านมั่นคง ทำให้คนในชุมชนมีการพูดคุยกันบ่อยขึ้น มาเจอกันที่ศาลาเอนกประสงค์ทุกอาทิตย์ เพราะต้องมาออมเงินด้วยกัน ทีแรก ๆ กลัวอยู่หลายอย่างคือ กลัวคนในชุมชนไม่ร่วมมือ กลัวว่าโครงการจะไม่เป็นความจริง แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ผ่าน 3 เดือนไป ก็เห็นความร่วมไม้ร่วมมือ ของชาวบ้านมากขึ้น ทั้งนี้เพราะชาวบ้านมองเห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากการออมทรัพย์หลายอย่าง
ในการปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิกนั้น คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์จะไม่ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาเงินกู้เสียเอง แต่จะใช้มติในการประชุมสมาชิก ซึ่งประชุมกันทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน ร่วมกันพิจารณาว่าจะปล่อยเงินกู้ให้กับใคร โดยสมาชิกต่างก็รู้กันว่าใครมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
"เรามีระบบกลุ่มย่อยให้สมาชิกดูแลกันเอง โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม หรือ 6 โซน แต่ละโซนจะมีตัวแทนทำหน้าที่เก็บเงินหุ้น ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งกันและกัน ติดตามการส่งคืนเงินกู้ เป็นการดูแลตรวจสอบซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก" สมหมายเล่าต่อ
หลังจากที่ได้บรรจุเป็นโครงการนำร่องบ้านมั่นคง และมีการทำความเข้าใจถึงโครงการให้พี่น้องชาวชุมชนได้รับทราบ ร่วมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการสร้างที่อยู่อาศัย ตลอดจนร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย ดังกล่าวข้างต้น กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ชาวชุมชน มีความรักในชุมชน มีความเอื้ออาทร เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น จนนำไปสู่กระบวนการสร้างบ้าน ตั้งแต่การพิจารณาสิทธิ การวางผังชุมชน การร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และการสร้างบ้านร่วมกัน
สมหมาย บอกว่า เมื่อก่อนถนนในชุมชนดูไม่เป็นถนน และไม่มีระเบียบ เพราะเราสร้างบ้านเรือนอยู่อย่างกระจัดกระจาย ก็มีน้องสถาปนิกมาช่วยวางผังชุมชน ร่วมกับพวกเรา เราคุยกันทุกวัน จนได้ผังชุมชนอย่างที่ทุกคนพอใจ ก็เลยขยับบ้านบางหลังเพื่อสร้างถนนสายหลักในชุมชน
พอได้ผังชุมชนแล้วลำดับต่อไปก็คือ ช่วยกันออกแบบบ้าน ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบ คือ แบบใต้ถุนสูงสามารถใช้ประโยชน์ได้ แบบใต้ถุนเตี้ยและแบบเทคอนกรีต โดยมีการจัดผังบ้านที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบมากขึ้น จึงได้มีการเสนอใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี จากโครงการบ้านมั่นคง โดยชาวบ้านจะมีอิสระในการสร้างตามแบบที่ต้องการ บางหลังอาจใช้วัสดุเดิมที่มีอยู่ทำให้บ้านแต่ละหลังใช้สินเชื่อไม่สูง คือ ตั้งแต่ 10,000 " 60,000 บาท ผ่อนส่งค่าสร้างบ้านประมาณ 161 " 803 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 6 ปี
น้าประมูล สุขจิตร เล่าว่า ในการสร้างบ้านส่วนใหญ่จะสร้างกันเอง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะราคาวัสดุสูงกว่าที่เราคำนวณขอใช้สินเชื่อมาก ค่อยทำค่อยเป็นค่อยไปส่วนใหญ่ใช้เวลาหลังจากกลับจากทะเล
หลังจากที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับต่อไปก็คือ เรื่องที่ดิน "โดยชาวชุมชนได้ตกลงร่วมกันที่จะเช่าที่กรมธนารักษ์ จำนวน 23 ไร่ ในนามชุมชน โดยกรมธนารักษ์ให้
ชุมชนเช่าระยะยาว 30 ปี ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด 50% ตามที่ได้ทำความร่วมมือไว้กับสถาบันพัฒนา
องค์กรชุมชน"
น้าประมูล เล่าอีกว่า ที่ผ่านมาความเป็นอยู่ของชาวแหลมรุ่งเรือง เป็นไปตามยถากรรมไม่มีไฟฟ้า ประปา หรือระบบสาธารณูปโภคใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะอยู่ในเขตเทศบาลก็ตาม โดยน้ำจืดต้องซื้อมาจากข้างนอก เมื่อก่อนมีคนนำมาขายเป็นแกลลอน ๆ ละ 2 บาท แต่ปัจจุบันมีรถลากมาขาย รถละ 150 บาท ได้ปริมาณ 8 โอ่ง ใช้ได้ถึง 3 วัน
ใช้แสงสว่างจากแบตเตอร์รี่ ซึ่งต้องจ้างชาร์ต จากภายนอก ครั้งละ 35 บาท (ค่ารถ 20 บาท ค่าชาร์ต 15 บาท) ซึ่งการชาร์ตแต่ละครั้งจะใช้ได้ 3 วัน เป็นทั้งแสงไฟให้ความสว่าง ดูโทรทัศน์ ฟังเทปเพลง ส่วนการสัญจรกับเมือง ต้องใช้เส้นทางอ้อมออกไปร่วม 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนลูกรังหินคลุก ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากเมืองเพียงช่วงแม่น้ำขั้น เวลาลูกหลานจะไปโรงเรียนก็ต้องลุยน้ำข้ามคลองก้นปึกออกไป
ประกอบกับปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานอยู่ในขั้นวิกฤต จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการคิดค้นพลังงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่เคยได้นำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ด้วยเหตุนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จึงได้ร่วมมือกันในการคิดค้นพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้ในโครงการบ้านมั่นคง โดยนำร่องในปี 2547 จำนวน 3 ชุมชน คือ ชุมชนเก้าเส้ง บุ่งคุกและแหลมรุ่งเรือง
จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจร่วมกันกับชาวบ้านก็นำไปสู่การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นกระแสไฟฟ้าตามบ้านโดยติดตั้งแผง 2 ชุด สามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้พร้อมกันถึง 20 ชุด โดยทางชาวบ้านจะเป็นผู้บริหารจัดการเองแล้วเก็บเงินค่าชาร์ตครั้งละ 10 บาท ทำให้ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงครั้งละ 25 บาท ดังนั้นในแต่ละเดือนชาวบ้านจะเสียค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 60 บาท (เดิมเสียประมาณ 350 บาท)ต่อครอบครัว อีกทั้งยังสะดวกโดยไม่ต้องไปชาร์ตในตลาดซึ่งมีการคมนาคมที่ไม่สะดวก
ส่วนเงินที่เก็บก็เป็นของส่วนกลาง(10บาท/ ครั้ง)ได้เงินประมาณเดือนละ 4,020 บาท (ชาร์ต 6 ครั้ง/ครอบครัว) ทำให้ชุมชนมีกองทุนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม และยังจะมีการสร้างแผงโซล่าเซลล์ตามถนนอีก 5 จุด เพื่อเป็นแสงสว่างตามทางเดินภายในชุมชนอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบ้านเป็นหลอดประหยัดพลังงานซึ่งจะทำให้แต่ละบ้านสามารถใช้แบตเตอรรีต่อการชาร์ตแต่ละครั้งนานขึ้น (ประมาณ 5 วัน) อีกทั้งหลอดประหยัดพลังงานยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดปกติถึง 8 เท่า อีกทั้งยังมีการใช้เตาอั้งโล่ประหยัดพลังงานแทนเตาอั้งโล่ปกติหรือทดแทนการใช้แก๊สหุงต้ม ซึ่งจะทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงไปได้ร้อยละ 8 ซึ่งกรณีนี้มีความ
สอดคล้องกับสภาพของชุมชน เพราะเดิมชาวชุมชนก็ใช้เตาอั้งโล่กันอยู่แล้วเนื่องจากถ่านและไม้ฟืนสามารถหาได้ง่ายในชุมชน
เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ดังกล่าวชาวชุมชนแหลมรุ่งเรืองจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ครอบครัวละ 305.50 บาทต่อเดือน (3,666 บาท/ปี) หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทั้งชุมชนเท่ากับ 20,468.50 บาท/เดือน (245,622 บาท/ปี)
อนึ่ง ชาวชุมชนแออัดส่วนใหญ่ไม่ได้รับสาธารณูปโภคจากรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสไฟฟ้าซึ่งต้องซื้อหาจากบ้านใกล้เคียงในราคาที่สูงกว่าปกติมาก ชุมชนแหลมรุ่งเรืองจึงเป็นกรณีศึกษาชุมชนประหยัดพลังงานที่จะขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
การแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย จะต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน และเป็นโอกาสดี ที่มีการนำเอาการประหยัดพลังงานผสมกับภูมิปัญญามาใช้ให้เกิดคุณค่า สร้างประโยชน์ให้ชุมชน
แหลมรุ่งเรือง จึงเป็นเสมือนโรงเรียนที่คนจากทั่วประเทศสามารถมาเรียนรู้เพื่อให้เกิดการขยายผลเชื่อมโยงสู่ความมั่นคง


