“ข้าวที่ปลูกเพียง 1 งาน ต่อครอบครัวคงไม่พอกินตลอดปี แต่เราอยากมีนาเป็นของตนเอง ทำนา รับจ้างมาหลายชั่วอายุคน ก็ขอมีเป็นของตนเองบ้างแม้จะน้อยนิด ส่วนสวนผัก 1 ไร่ ก็จะปลูกให้เหมือน ๆ กัน เพื่อจะได้มีพลังต่อรองด้านการตลาด ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของครอบครัวเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาในบ่อที่เป็นอาหารและเหลือก็ขาย”
แทบไม่น่าเชื่อว่าหมู่บ้านชนบทห่างไกลอย่างบ้านหัวคู หมู่ 6 ตำบลพระยาบรรลือ อำเภอลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านทั้งคุ้มบ้าน ล้วนเป็นผู้เช่าที่ดินของคนอื่นอยู่อาศัย ไม่มีแม้แต่หลังเดียวที่จะมีที่ดินเป็นของตนเอง
หญิงชราวัยประมาณ 80 ปี ผู้หนึ่งย้อนอดีตให้ฟังว่า ชาวบ้านหัวคูอาศัยอยู่บนที่ดินแห่งนี้มา 4 ชั่วอายุคนแล้ว รวม ๆ แล้วก็เป็นเวลาร้อยกว่าปี โดยอาศัยอยู่บนที่ดินของอดีตนายอำเภอท่านหนึ่ง (หลวงประสิทธิ์นรกรรม) โดยไม่คิดค่าเช่า มีคนเข้ามาอยู่รุ่นแรกมีเพียงไม่กี่ครอบครัว มีอาชีพรับจ้างทำนาให้หลวงประสิทธิ์ฯ อยู่มาก็มีลูกหลานมากขึ้น บ้านเรือนก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันมีอยู่ 47 ครอบครัว ซึ่งในภายหลังก็มีการเก็บค่าเช่าเป็นรายปี แต่เจ้าของที่รุ่นปัจจุบันก็ไม่ยอมให้สร้างบ้านเพิ่ม ชุมชนมีสภาพคล้าย ๆ ชุมชนแออัดในเมือง ถึงหน้าฝนน้ำท่วมทุกปี เนื่องจากอยู่ในที่ลุ่ม
นางสาวเผชิญ คุ้มสุวรรณ คนรุ่นที่ 4 แห่งบ้านหัวคูเล่าว่า “พวกเราทุกครอบครัวไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องรับจ้างทำสวน ทำนา มารุ่นหลังนี่แหละที่ออกไปทำงานรับจ้างตามโรงงานมากขึ้น แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ยังรับจ้างทำนา ได้ค่าจ้างเป็นรายวัน ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้รสชาติของการมีที่ดินเป็นของตนเองแลย”
แรก ๆ ที่มีโครงการ “บ้านมั่นคงชนบท” เข้ามา พวกเราคิดว่าหลวงมาสร้างบ้านให้ฟรี ก็สมัครเข้าโครงการกันทั้ง 40 กว่าครอบครัว แต่พอเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) บอกว่า โครงการนี้ชาวบ้านต้องทำกันเอง แต่จะสนับสนุนเฉพาะงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเท่านั้น ส่วนค่าซื้อที่ดินค่าสร้างบ้าน เขามีเงินให้ใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่เราต้องรวมตัวกันให้ได้
พอได้รับรู้ความจริงก็มีคนถอนออกไปบ้างแต่ไม่มาก คงเหลือ 37 ราย ที่ยินดีจะสู้กันต่อไป ซึ่งเมื่อได้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการแล้วเจ้าหน้าที่ พอช. ก็เข้ามาสนับสนุนให้เรารวมกลุ่ม เจ้าหน้าที่บอกว่า การอยู่เป็นชุมชนที่เข้มแข็งจะต้อง เริ่มจากการหัดรวมกลุ่มทำอะไรด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างบ้าน การซื้อที่ดินจะต้องใช้เงิน เราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา โดยออมเพื่อซื้อที่ดินครอบครัวละ 1,500 บาท/เดือน พอมีกลุ่มออมทรัพย์แล้วก็มาร่วมกันตั้ง “คณะกรรมการบ้านมั่นคงชนบทบ้านหัวคู” ขึ้น แล้วยื่นจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพราะต่อไปเวลาทำสัญญาต่าง ๆ ก็ทำในนามสหกรณ์
นางสาวเผชิญ ซึ่งปัจจุบันคือเลขานุการโครงการบ้านมั่นคงชนบทบ้านหัวคูบอกว่า คณะกรรมการโครงการมีหน้าที่ทำให้โครงการสำเร็จ ทำให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการมีที่ดินเป็นของตนเอง มีบ้านใหม่ มีชีวิตใหม่ ก็เลยต้องประชุมวางแผนกันเกือบทุกวัน ทั้งๆ ที่งานเหล่านี้ก่อนหน้านี้ทุกคนทำไม่เป็นและไม่เคยทำมาก่อนเลย โดยโครงการของเรามีการแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมด้านการพัฒนากองทุนและสวัสดิการ และด้านการส่งเสริมอาชีพของสมาชิก
ทั้ง 37 ราย ก็มีคุณสมบัติที่เห็นร่วมกันเป็นผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่ที่ทำกินไม่มีเจตนาที่เข้ามาเพื่อที่จะเอาสิทธิไปขายต่อ มีการออมทรัพย์สม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือได้ขึ้นทะเบียนคนจนไว้แล้ว
งานสำคัญถัดมาของเราก็คือ การหาซื้อที่ดิน โชคดีที่หาซื้อที่ดินที่อยู่ติด ๆ กับที่เดิมในราคาไร่ละ 1.7 แสน ซึ่งเราจะแบ่งกันครอบครัวละ 1 ไร่ แต่เราจะทำเป็นโฉนดชุมชน หรือโฉนดรวมจากนั้นก็มาคิดว่าที่ดินคนละไร่ที่ได้รับ จะจัดสรรกันอย่างไร ในที่สุดก็ได้ข้อยุติว่า ในหนึ่งไร่จะขุดบ่อปลา 50 ตารางวา แล้วเอาดินจากการขุดบ่อมาถมที่สร้างบ้านบนเนื้อที่ 50 ตรว. เช่นกัน ปลูกข้าว 1 งาน สวนผัก 1 งาน ปลูกไม้ผลและพืชสมุนไพร 1 งาน เลี้ยงเป็ดไก่ หมู บริเวณบ้านเพื่อเป็นอาหาร เราจะทำเนื้อที่ 1 ไร่ ให้เป็นทั้งที่อยู่และที่ดินทำกินเลี้ยงครอบครัวให้ได้
“ข้าวที่ปลูกเพียง 1 งาน ต่อครอบครัวคงไม่พอกินตลอดปี แต่เราอยากมีนาเป็นของตนเอง ทำนา รับจ้างมาหลายชั่วอายุคน ก็ขอมีเป็นของตนเองบ้างแม้จะน้อยนิด ส่วนสวนผัก 1 ไร่ ก็จะปลูกให้เหมือน ๆ กัน เพื่อจะได้มีพลังต่อรองด้านการตลาด ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของครอบครัวเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาในบ่อที่เป็นอาหารและเหลือก็ขาย”
เคยไปดูงานที่เขาทำเกษตรเพียงหนึ่งไร่ ถ้าขยันก็พอกินพออยู่ ยิ่งคนบ้านเราบางคนมีรายได้เสริมจากการรับจ้างตามโรงงาน ส่วนคนที่อยู่บ้านก็จะได้มีงานทำไปด้วย
เลขานุการโครงการเล่าอีกว่า สำหรับงบประมาณในการทำโครงการนั้น เงินซื้อที่ดินเรากู้จาก พอช. ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมา 4.2 ล้าน เป็นเงินของเราเองสองล้านเศษ เงินทำถนน ไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ศูนย์ประชุมของชุมชน เราได้รับการสนับสนุนจาก พอช. และทาง อบต. จะสนับสนุนให้ด้วย ส่วนการขุดบ่อ พันธุ์ปลา พันธุ์พืชที่จะปลูก พวกเราก็ประสานงานขอการสนับสนุนไปยังหน่วยงานราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตร สปก. อบต. ฯลฯ ซึ่งล้วนได้รับการสนับสนุนอย่างดี เราต้องลงทุนเพียงซื้อที่ดินครอบครัวละ 1.7 แสนบาทเท่านั้น
เรื่องใหญ่อีกประการหนึ่งก็คือการสร้างบ้าน เราเห็นร่วมกันว่า จะใช้วิธีลงแขกหามบ้านเก่าไปเลย เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วค่อย ๆ ต่อเติมกันไปตามสภาพความจำเป็นของแต่ละคอรบครัว
“ขณะนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว ดูเหมือนว่าจะไปได้ดี แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ก็เหนื่อย เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การช่วยเหลือตัวเองมันสำคัญ มันทำให้พวกเรารักกัน ออกความเห็นกันเพื่อให้ได้ตรงกับที่เราต้องการ ดีใจมากที่พวกเราทั้งชุมชนมีที่ดินและบ้านเป็นของตนเอง ที่ดินที่ใฝ่ฝันมาชั่วชีวิต”


