พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1327

"โครงการของรัฐที่ผ่านมามีแต่หนุนให้คนที่มีฐานะอยู่แล้ว ร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยดูแลคนยากจน เช่น หนุนเรือประมงขนาดใหญ่ แต่ไม่สนใจแก้ปัญหาของประมงพื้นบ้าน มีโครงการเปลี่ยนที่นาเป็นสวนปาล์ม ซึ่งประโยชน์จะตกกับคนร่ำรวย หรือเอาแรงงานต่างด้าวค่าแรงต่ำ มาแทนแรงงานในท้องถิ่น ฯลฯ แบบนี้แล้วจะให้คนจน ๆ มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หลายคนจึงต้องหนีไปหางานทำในมาเลย์แม้เป็นการหนีเข้าไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ยังดีกว่าการมีชีวิตอย่างอดอยากในแผ่นดินแม่"

เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกลามไปถึงบางส่วนของจังหวัดสงขลา เมื่อประมาณทุ่มเศษของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ได้ช็อกความรู้สึกของคนไทยทั่วประเทศ สื่อมวลชนทุกสำนักได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง และ ข่าวนี้อาจจะค่อย ๆ ซาลงเมื่อวันเวลาผ่านไปเช่นเดียวกับนับพันครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าความพยายาม ที่จะแก้ปัญหาที่แท้จริงยังไม่บังเกิดผล "โรงเรียนถูกเผา ครูถูกฆ่าไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นในบ้านเราแต่ปัญหาหนักของเราก็คือ เวลานี้ ไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อ ไม่มีเงินส่งลูกเรียนเพราะ 4 เดือนแล้ว ที่ไม่ได้ออกทะเลหาปลา"

นี่คือเสียสะท้อนของชาวบ้านผู้หนึ่ง ที่มีอาชีพประมงพื้นบ้านในจังหวัดปัตตานีที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของตนเองและพี่น้องชาวประมงได้อย่างชัดเจน และ ยังพูดต่อไปอีกว่า "โครงการของรัฐที่ผ่านมามีแต่หนุนให้คนที่มีฐานะอยู่แล้ว ร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยดูแลคนยากจน เช่น หนุนเรือประมงขนาดใหญ่ แต่ไม่สนใจแก้ปัญหาของประมงพื้นบ้าน มีโครงการเปลี่ยนที่นาเป็นสวนปาล์ม ซึ่งประโยชน์จะตกกับคนร่ำรวย หรือเอาแรงงานต่างด้าวค่าแรงต่ำ มาแทนแรงงานในท้องถิ่น ฯลฯ แบบนี้แล้วจะให้คนจน ๆ มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หลายคนจึงต้องหนีไปหางานทำในมาเลย์แม้เป็นการหนีเข้าไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ยังดีกว่าการมีชีวิตอย่างอดอยากในแผ่นดินแม่"

ชาวบ้านอีกรายหนึ่งจากอำเภอสุคีริน จ.นราธิวาส พูดว่าปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลานี้ก็คือ การไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เวลาเราจะออกจากหมู่บ้านก็ไม่ได้ ทางการก็ระแวงกลัวว่าเราจะไปเป็นสายให้ฝ่ายอื่น ในขณะที่อีกฝ่ายก็ระแวงว่าเราเป็นสายของทางการ ผลบังเกิดกับชาวบ้านโดยตรง จะทำอะไรก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่ให้รัฐทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านเลยแต่พอชาวบ้านจะคิดช่วยเหลือตนเอง ก็เกิดอาการระแวงขึ้นมา ตอนนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร หาทางออกไม่ได้

ขณะนี้แม้เราจะทำงานกันลำบาก แต่ก็พยายามที่จะรวมตัวกันทำกิจกรรมพัฒนา โดยไม่เกี่ยวกับการเข้าข้างหนึ่งข้างใดเลยซึ่งก็มีทำอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องสวัสดิการชุมชน เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การฟื้นฟูลุ่มน้ำ การทำเกษตรกรรมยั่งยืน วิทยุชุมชน ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เป็นงานพัฒนาล้วน ๆ ที่พวกเราพยายามรวมตัวช่วยเหลือกันเองซึ่งความจริงแล้วภาครัฐ ควรจะเข้ามาสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถกำหนดชีวิตได้โดยชาวบ้านเอง

อย่างโครงการบ้านมั่นคงซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เป็นโครงการหนึ่งที่ชาวบ้านได้ร่วมกันพัฒนาชุมชน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันกำหนดชีวิตของตนเองพวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด ขณะนี้เกิดเป็นรูปธรรมแล้วหลายโครงการ เช่น ปูโป๊ะ ปะนาเระ นาเกลือ กาแลตาแป เป็นต้น และมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้น เพราะบ้านมั่นคงไม่ใช่แค่การสร้างบ้านแต่เป็นการสร้างระบบบ้านระบบชุมชน โดยชาวบ้านเอง แต่ก็ไม่วายที่มีคนไม่เข้าใจบอกให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องเข้ามาร่วม ทั้ง ๆ ที่โครงการประเภทนี้เป็นโครงการที่ตรงกับความต้องการของชุมชน ก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ เคยคิดกันเล่น ๆ ว่า คำว่า "มั่นคง" มันมีความหมายไปในทางที่เป็นทางการ คิดถึงการสร้างความมั่นคงแบบทางการ ทหาร ตำรวจ น่าจะเปลี่ยนชื่อ เป็น "รูมะ กือมะกง" เสียดีไหม?

ฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้านแล้วพอจะจับใจความได้ว่า ปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน บางคนถึงกับเปรียบเปรยว่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกข่มขืนทางความคิดและอิสระภาพมานาน ความคิดที่ถูกปิดกั้นจนคนในท้องถิ่นไม่มีอิสระเสรีที่จะคิดทำอะไรด้วยตนเองได้เลย สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเมื่อสืบสาวโยงใยแล้ว ต้นตอหนึ่งก็คือการที่แต่ละกลุ่มต้องการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตน ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน บ้างก็เป็นกลุ่มที่เกิดจากการขัดแย้งทางความคิด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระหายที่จะมีการรวมตัวกันทำกิจกรรมด้านงานพัฒนาดังกล่าวข้างต้น เพราะกิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่เขามีโอกาสในการคิดเอง ทำเองอย่างครบวงจร ปัญหามีอยู่เพียงว่าแนวทางพัฒนาของภาครัฐยังเป็นลักษณะคิดทำแทนชาวบ้าน รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้ทำและผู้ใช้งบประมาณ ชาวบ้านคือผู้รอรับ ดังนั้นถ้าแนวทางของภาครัฐ ยังเป็นอยู่เช่นนี้ ปัญหาก็ไม่มีวันจบสิ้น จริงอยู่ปัญหาข้อแตกต่างเรื่องแนวทางการพัฒนาของภาครัฐกับชาวบ้านเกิดขึ้นทั่วประเทศ หากเกิดในพื้นที่อื่น ๆ ดูจะไม่กระไรเท่าไร แต่ถ้าเกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดูมันจะหนักกว่าการเกิดในที่อื่น ๆ เพราะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาอื่น ๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

เมื่อปลายปี 2549 (ธค.49) รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 493 ล้านบาท ผ่านมาทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. เพื่อให้พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นำไปพัฒนา 3 เรื่องคือ การพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคนจนในเมือง 40 ชุมชน 5,500 ครอบครัว การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของพี่น้องในชนบทใน 14 ตำบล และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านใน 8 อำเภอของจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส

ดูเหมือนว่าทั้ง 3 โครงการที่รัฐบาลอนุมัติไป ได้รับความสนใจจากเครือข่ายองค์กรชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่างบประมาณจะไม่มากก็ตาม ทั้งนี้เพราะความคาดหวังของเครือข่ายองค์กรชุมชน คือต้องการโครงการชนิดที่สามารถให้ชุมชนมีส่วนอย่างสำคัญในการคิดและจัดการโดยเครือข่ายองค์กรชุมชนเอง งบประมาณเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น

สมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบโครงการฯ ให้ความเห็นว่า การที่จะทำโครงการนี้ให้ได้ผล ก็ต้องทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นว่านี่คือโครงการของประชาชน ที่เขาสามารถเข้ามาเป็นหลักในการคิดตัดสินใจและดำเนินโครงการได้โดยภาคประชาชนเอง ดังนั้น วิธีการที่เราคิดจะทำก็คือ การเปิดโอกาสให้พี่น้องที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ได้มานั่งวางแผนด้วยกันตั้งแต่ระดับชุมชนฐานล่าง ว่าถ้าจะแก้ปัญหาได้ถูกจุดเขาจะต้องทำอะไรแบบไหนใช้งบประมาณกันอย่างไร และจะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อหนุนเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร ชาวบ้านมีอิสระอย่างเต็มที่ พอช. เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่จะคอยเอื้ออำนวย สนับสนุนให้ขบวนชาวบ้านได้ทำงานกันอย่างเต็มที่

ผอ.พอช. บอกอีกว่า โครงการนี้จะดำเนินไปอย่างไรช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของพี่น้องประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่พี่น้องทั้ง 3 ขบวนทำการสำรวจข้อมูลความต้องการ เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ปัญหาของตนเอง อย่างพี่น้องประมงพื้นบ้าน ก็ไปคิดว่าปัญหาเร่งด่วนคืออะไร ในช่วงที่มีมรสุมออกเรือหาปลาไม่ได้ 6 เดือนจะทำอะไรเป็นอาชีพเสริม หรือ ถ้าจะแก้ปัญหาการจับปลาได้น้อยลง จะร่วมกันฟื้นฟูชายฝั่งกันอย่างไร ฯลฯ ก็สามารถคิดได้เลย

ในขณะที่คนจนในชนบท ตรงไหนมีปัญหาที่ดินกับหน่วยงานไหน ใครไม่มีที่ดินทำกิน หรือมีแต่ตั้งอยู่ในที่เลี่ยงภัยจะหาที่ใหม่ก็คิดวางแผนออกมา หากมีปัญหา พอช. ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยขณะนี้ พลเอกสุรินทร์ พิกุลทองและคณะ ได้ลงไปแก้ปัญหานำร่องแล้ว 13 กรณี ซึ่งเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินนี้จะมีความสัมพันธ์กับเรื่องบ้านมั่นคงชนบท อันเป็นการสร้างชุมชนใหม่เพื่อให้คนจนในชนบทมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่มั่นคง ส่วนเรื่องบ้านมั่นคงเพื่อคนจนในเมืองนั้น 2 ปีที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นแล้วหลายโครงการ ต่อไปจะทำกันอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งเมือง จะชวนเทศบาล สถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยวางแผนอย่างไกก็มีอิสระอย่างเต็มที่ โดยในการพิจารณาหรืออนุมัติโครงการบ้านมั่นคงสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เราคิดว่าจะใช้เงื่อนไขพิเศษที่สอดคล้องกับพื้นที่และจะประชุมพิจารณากันในพื้นที่เลย ผอ.พอช.กล่าว

วันนี้ ทั้ง 3 โครงการ ซึ่งนัยว่าจะเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนอย่างสำคัญในการดำเนินงานอย่างที่ชาวบ้านต้องการ กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเข้มข้นในระดับชุมชนหมู่บ้าน แม้ไม่เห็นผลในเร็ววันก็ตาม แต่ก็จะเป็นการวางรากฐานตลอดจนเป็นบทพิสูจน์อย่างสำคัญต่อการวางแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต

รูมะ กือมะกง = บ้านมั่นคง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter