ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2506 หน่วยสถานพยาบาลควบคลุมโรคติดต่อเคลื่อนที่ ได้ออกหน่วยค้นหาผู้ติดเชื้อ “โรคเรื้อน” เพื่อทำการรักษาและควบคลุมไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่นได้ จะว่าไปแล้วโรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อที่สังคมไม่ให้การยอมรับ บางคนต้องหลบซ่อนตัวเองไม่ให้ใครเห็น กลัวคนจะรังเกียจไม่อยากคบค้าสมาคม จึงมีชาวบ้านที่เป็นโรคเรื้อนเดินทางมารักษาตัวไม่ใช่น้อย บางคนต้องเดินทางไกลจากทั่วสารทิศ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ เพื่อให้หายขาดจากโรคร้าย
“ตอนนั้นเชื้อโรคมันกัดกร่อนเนื้อเยื้อไปทีละเล็กทีละน้อยจนต้องเสียนิ้วมือ นิ้วเท้า เนื้อตัวต้องถูกกำหนดด้วยวัคซิน ยาปฏิชีวนะ จนร่างกายพิการไป แต่ที่ร้ายสุดเชื้อร้ายมันได้เข้าไปกัดกร่อนสภาพจิตใจ จนทำให้ใจอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรงจะต่อสู้กับโชคชะตาชีวิต” นายคำมี หวานหอม ผู้ป่วยติดเชื้อโรคเรื้อนในวัย 45 ปี แห่งบ้านโนนสมบูรณ์ กิ่งอำเภอบ้านแฮด จ.ขอนแก่น เล่าถึงโชคชะตาชีวิตของผู้ติดเชื้อในนิคมสร้างตนเองให้ฟัง
คำมี ยังบอกอีกว่า ผมได้เข้ารับการรักษาตัวที่สถานควบคุมโรคตั้งแต่อายุได้ 12 ปี แรกๆไปกลับระหว่างบ้านกับนิคมสร้างตนเองผู้ป่วยโรคเรื้อน แต่การรักษาไม่ทำให้ดีขึ้นมาเลย หน่วยพยาบาลจึงจำเป็นต้องให้ย้ายเข้ามานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยมีเบี้ยเลี้ยงให้วันละ 45 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 700 บาท
ตอนนั้นมีคนไข้เพียง 150 กว่าคน ยังไม่มีปัญหาเรื่องที่พักอาศัย แต่พอนานเข้าผู้ป่วยได้เดินทางมารักษาจนทำให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นและต้องอยู่กันอย่างแออัด คนที่กำลังจะหายก็กลับมาติดเชื้อกับคนมาใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น ทางหน่วยพยาบาลจึงได้หาวิธีจัดสรรที่ดินให้ผู้ติดเชื้อ และได้ที่ดินของกรมธนารักษ์จำนวน 3,000 ไร่ ใกล้กับโรงพยาบาล และแบ่งให้คนละ 2 ไร่ เพื่อสร้างบ้านพักผู้ติดเชื้อและที่เหลือแบ่งให้เป็นพื้นที่ทำกิน โดยมีพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เรียกว่า “นิคมสร้างตนเองผู้ป่วยโรคเรื้อนบ้านโนนสมบูรณ์” โดยมีข้อแม้ว่าห้ามหญิงกับชายอยู่ร่วมกัน เพราะหากเกิดมีลูกขึ้นจะทำให้ลูกติดเชื้อได้ จึงทำให้บ้านโนนสมบูรณ์เป็นหมู่บ้านปิดในตอนนั้น
คำมีก็เหมือนกับคนทั่วๆไป พอเป็นหนุ่มก็ไม่สามารถข่มใจไม่ให้มีครอบครัวเหมือนคนทั่วๆไป จึงได้แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 2 คน ส่วนเพื่อนๆ ที่เข้ามารับการรักษาก็แต่งงานไปหลายคน รวมทั้งคนที่มีครอบครัวอยู่แล้วก็ได้ชักชวนลูกเมียย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน จนเกิดเป็นครอบครัวขยาย ทางนิคมสร้างตนเองผู้ป่วยโรคเรื้อนจึงได้มีนโยบายให้ผู้ติดเชื้อทำหมัน แต่การรณรงค์กลับไม่เป็นผล ยิ่งห้ามก็เหมือนส่งเสริม จากสถานที่พักควบคลุมโรคจึงกลายเป็นหมู่บ้านเปิดตั้งแต่บัดนั้น
เมื่อทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้จึงปล่อยเลยตามเลย จนทุกวันนี้บ้านโนนสมบูรณ์มีมากกว่า 500 ครอบครัว และเมื่อมีครอบครัวมากขึ้นที่ดินส่วนกลางที่ทางเจ้าหน้าที่จัดสรรให้ผู้ติดเชื้อจึงมีการปลูกบ้านลุกล้ำไป อีกทั้งยังมีการปลูกพืชผักเอาไว้กินในที่ดินที่ทางหน่วยควบคลุมโรคจัดสรรให้
ส่วนลุงหอมดี จันท์โท ก็เหมือนกับผู้ติดเชื้อทั่วไป วันนี้โรคเรื้อนหายขาดแล้ว และตามกฎระเบียบของนิคมฯ ซึ่งต้องย้ายออกไป แต่ช่วงนั้นไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ในเมื่อบ้าน ที่ดินทำกินก็ไม่มี หากจะอยู่ที่นี่ก็ไม่มีความมั่นคงในชีวิตกลัวว่าสักวันต้องโดยไล่ออกไปแน่นอน และในขณะนั้นเองได้มี “มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์” เข้ามาสำรวจข้อมูลความเดือดร้อนของผู้ป่วยโรคเรื้อน และเรียกชาวบ้านทั้งหมดมาประชุมจึงเห็นปัญหาที่ผู้ป่วยโรคเรื้อยประสบอยู่ในขณะนั้น และเพื่อหาทางออกร่วมกัน จึงประกาศให้บ้านโนนสมบูรณ์เป็นหมู่บ้านปรกติ
จากนั้นจึงเข้ามาส่งเสริมอาชีพและตั้งกลุ่มกันขึ้นตามความถนัดของแต่ละคน ทั้งกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อ กลุ่มโรงสีชุมชน รวมไปถึงกลุ่มเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกอยู่ปลูกกินในชุมชน เพราะบ้านเรายังไม่มีใครกล้าเข้ามาค้าขายด้วย รวมทั้งแบ่งเขตบ้านให้ชัดเจนเพื่อง่ายแก่การบริหารการจัดการ โดยได้แยกออกเป็น 6 โซน แต่ละโซนมีคณะกรรมการบริหารการจัดการในโซนของตนเอง ทุกๆ เดือนจะมีการประชุมเพื่อเสนอปัญหาและความก้าวหน้าของกระบวนการทำงาน แล้วมาดูว่าโซนไหนมีความพร้อม มีความเข้มแข็งมากกว่า จึงถูกคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง จากนั้นจึงได้ยื่นเรื่องขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เป็นระยะเวลา 30 ปี
เมื่อต้นปี 2550 ได้มีเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมประสานการขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ และเสนอเข้าโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและบ้านมั่นคงชนบทให้กับชาวบ้าน การเช่าที่ดินจึงรุดหน้าไปมากและตอนนี้กำลังอยู่ขั้นตอนการเซนต์สัญญากับกรมธนารักษ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วทางกรมธนารักษ์ก็ไม่อยากจะเก็บค่าเช่าจากชาวบ้านด้วยซ้ำไป อยากให้ชาวบ้านอยู่ฟรีๆ เพราะรู้ว่าชาวบ้านที่อยู่ที่นี่เป็นผู้มีรายได้น้อย แถมต้องรักษาตัวจากโรคเรื้อน แต่มันติดขัดที่ระเบียบของทางราชการ จึงจำเป็นต้องทำตามขั้นตอน
ส่วนเงินที่นำมาเช่าที่ดินได้จากกลุ่มออมทรัพย์ เรียกว่า “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้าน” โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและบ้านมั่นคงชนบทจึงเป็นทางออกสำคัญ และเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับชาวบ้านในยามนี้ การตั้งกลุ่มออมทรัพย์กว่า 6 เดือนที่ผ่านมา จนทุกวันนี้มีเงินออมกันแล้ว 1,000,000 กว่าบาท จึงเสนอโครงการบ้านมั่นคงชนบทต่อ พอช.
แม้การรวมตัวกันเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตจะเป็นเรื่องใหม่ที่ชาวบ้านไม่เคยทำมาก่อน เพราะแต่เดิมชาวบ้านเป็นผู้รอรับประโยชน์อย่างเดียว แต่โครงการก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เพราะการร่วมมือกันทำมาจากความตั้งใจที่ทุกคนอยากมีบ้าน มีที่ดิน และวิถีชีวิตที่มั่นคง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดินจึงเป็นความต้องการของผู้ป่วยโรคเรื้อนทุกคน
ด้านนายวิรัตน์ ชาวศรี นายก อบต. ตำบลโนนสมบูรณ์ กล่าวว่า การขอเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ไม่น่ามีปัญหาเพราะเป็นโครงการที่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะอยากช่วยชาวบ้านให้มีความมั่นคงในชีวิต เพราะเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่น่าสงสาร ที่เขาต้องต่อสู้กับปัญหารอบด้าน ส่วนในเรื่องสาธารณูปโภคไม่ต้องเป็นกังวล เพราะขณะนี้ทาง อบต. ได้จัดสรรให้ไปบางส่วนแล้ว ทั้งเรื่องไฟฟ้า ประปา ถนนหนทาง รวมไปถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน เรียกว่าครบวงจรหากเรื่องไหนเป็นความต้องการของชาวบ้านก็ยินดีทำให้ฟรีๆ
แต่สิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวลและรู้สึกหวาดหวั่นใจมากๆ หลังจากที่ลูกหลานไปเรียนหนังสือเมื่อเรียนจบมีงานทำแล้ว หลายคนไม่ยอมย้อนกลับมาบ้านเพื่อเหลียวแลพ่อแม่ และไม่ยอมส่งข่าวมาบ้านเลย พ่อ แม่ ก็ได้แต่นั่งน้อยใจในโชคชะตาที่ในบันปลายชีวิตคิดว่าจะได้มีลูกหลานมาคอยเอาใจใส่ ดูแล หาเลี้ยงในยามแก่เฒ่า จากการที่ออกสำรวจข้อมูลพบว่า ลูกหลานบางคนที่ไม่ยอมกลับบ้าน เพราะกลัวว่าคนภายนอกจะรังเกียจจึงปกปิดภูมิหลังของตนเอง
สายลมพัดแรงกระแทกผิวกาย หลายชีวิตที่ติดโรคเรื้อน ยังคงหอบหิวเอาร่างกายที่พุพองของตัวเองมารักษาตัวที่นิคมสร้างตนเองผู้ป่วยโรคเรื้อน พวกเขายังหวังว่าในชีวิตนี้โรคร้ายจะหายขาดเป็นปรกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป


