พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1478

“ ...เรามีงบประมาณน้อย แต่เราก็สามารถสร้างบ้านที่มีความมั่นคง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และที่สำคัญ คือ เราสร้างบ้านด้วยมือของเราเอง...”

เมื่อคำกล่าวของ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ คุณเขียว ที่ชาวบ้านเรียก และพี่เขียว ที่ชาว พอช. เรียกกัน ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสั้น ๆ ในตอนหนึ่งก็เรียกปรบมือจากพี่น้องชุมชนกว่า 400 คน ที่มาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังสนั่นทั่วทั้งห้องประชุมคอน-แวนชั่น ของโรงแรมรามาการ์เด้นท์ ในการกล่าวเปิดงาน “ สัมมนาแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยการมีส่วนร่วม” เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา ไม่รู้สึกแปลกใจมากนัก ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะรูปธรรมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการภายใต้โครงการบ้านมั่นคงกว่า 5 ปี ที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพี่น้องที่ต้องการ “ บ้านที่มั่นคง” ทั่วประเทศ ซึ่งมิใช่เฉพาะพี่น้องชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น

ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า รู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่หลังจากทำงานมา 4-5 ปีแล้ว เราได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง เรามีที่ดิน มีงบประมาณน้อย แต่เราก็สามารถสร้างบ้านที่มีความมั่นคง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และที่สำคัญ คือ เราสร้างบ้านด้วยมือของเราเอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับการจัดกระบวนการที่ยิ่งใหญ่อย่างเต็มที่ของพวกเราต่อไป

4-5 ปีที่ผ่านมา หลาย ๆ คนที่ได้ร่วมกันทำงาน อาจจะรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วอะไรเช่นนี้ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน จากวีดีโอที่ทีมงานได้ฉายให้ดู ก็จะเห็นว่าบางโครงการได้ประสบความสำเร็จ แต่บางโครงการก็เพิ่งจะทำสำเร็จไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพราะต้องผ่านกระบวนการต่อสู้อันยาวนาน ซึ่งเข้าใจว่าพวกเราก็ได้รับรู้ร่วมกัน

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่คึกคัก (กระตือรือร้นทำโครงการ และมีบ้านมั่นคงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก) มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งด้านความเจริญ และด้านการสร้างบ้านมั่นคง ปัจจุบันมีโครงการที่ได้อนุมัติกว่า 140 โครงการ และมีครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ครอบครัว ที่จะมีบ้านที่มั่นคงแล้ว วันนี้สถานะเราเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นคนที่มั่นคง ไม่มีใครสร้างบ้านได้ราคาถูกที่สุด ดีที่สุด และถูกใจเรามากที่สุดเท่านี้อีกแล้ว และที่สำคัญ คือ เราได้สร้างบ้านของเราด้วยมือของเราเองด้วย

ที่ผ่านมา เราถูกคนอื่นสร้างให้ ปัจจุบันเราเปลี่ยนประวัติศาสตร์ใหม่แล้ว เราทำเอง และมีเพื่อนมากขึ้น มีภาคีเข้ามาช่วยเรามากขึ้น เราได้สร้างการพัฒนาแนวใหม่ สร้างได้โดยฝีมือคนจน เราลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาเอง และถ้าเราร่วมกัน เราจะแก้ได้ดีที่สุด สังคมปล่อยให้เราอยู่อย่าลำบากมานานแล้ว เราก็ลุกขึ้นมาจัดการเอง เช่น ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ เราก็ต่อรองหาซื้อที่ดินที่เราพอจะซื้อได้ พอรับได้ หรือบางชุมชนเราก็เช่าที่ดินที่เป็นหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ราชพัสดุ เขาก็ให้การสนับสนุนพวกเราเป็นอย่างดี ว่าไปแล้วสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ยกที่ดินให้เรากว่า 30 ชุมชน ให้เช่าในระยะยาว จากชุมชนที่ต่างคนต่างอยู่ ทำให้เราหันหน้าเข้ามาหากัน เป็นชุมชนที่มีการสร้างสังคมที่น่าอยู่ และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เราทำเช่นนี้ ตอนนี้ หน่วยงานต่าง ๆ เชื่อแล้วว่า คนจนสามารถทำโครงการต่าง ๆ แก้ไขปัญหาให้ตนเองได้ เปรียบเหมือนกับการตัดเสื้อให้ตนเองใส่ได้อย่างพอดี (การสร้างบ้านได้ถูกใจตนเองเหมือนกับการตัดเสื้อให้ตนเองใส่ได้อย่างพอดี)

แนวทางที่ดีที่สุด เรากำลังส่งสัญญาณใหม่ถึงการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย ที่ไม่ใช่คนอื่นมาหยิบยื่นให้ การพัฒนาเป็นของประชาชน ไม่ใช่เป็นการให้ประชาชน เราจะปฏิรูปการพัฒนาใหม่ ที่ใช้งบอันน้อยนิด เราสามารถจัดการให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่สำคัญต่องานในชุมชนได้ โดยเฉพาะเรื่องชุมชนแออัด เรื่องที่อยู่อาศัยของคนจน

เราได้อะไรที่มากกว่าบ้าน เราได้ดูแลกันและกัน เราได้สังคมที่ดีมาเป็นของเรา เราแก้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน บ้าน สิทธิ์ ทุน และคนลำบาก เราแก้ความขัดแย้งกับหน่วยงาน เราต่อรองได้ เสนอความต้องการที่แท้จริงของเราได้ เพราะฉะนั้นจึงได้ทุกอย่างในสังคมกลับคืนมา ได้ทุกมิติ ได้อยู่ในบ้าน ได้ความอบอุ่นในครอบครัว ถ้าเราไม่ได้อยู่เช่นนี้เราก็คงจะระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ เหล่านี้ มันเป็นเหมือนเครื่องห่อหุ้มให้สังคมใหญ่มีพลังมากขึ้น ห่อหุ้มภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะชุมชนเราเข้มแข็ง ซึ่งในเมืองใหญ่ ๆ เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้ แต่ชุมชนของเราเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือกัน สร้างระบบที่ดีระหว่างกัน

การทำโครงการบ้านมั่นคง เราไม่ได้ทำแต่บ้าน แต่ก็มีบางชุมชนที่พอได้บ้านแล้ว เรื่อง อื่น ๆ ก็ถอยลงไป ความร่วมมือเริ่มถอยลงไปแล้ว เรามีการวิจัย ซึ่งพบว่า เมื่อได้บ้านแล้ว การมีส่วนร่วมไม่เหมือนเมื่อก่อน มีการปิดประตูกันมากขึ้น ต้องขอร้องกัน จนมีคนถามว่า จริงหรือ? ที่บ้านมั่นคงจะสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งคำถามนี้เราต้องตอบให้ได้ และเข้าใจว่า ท่านทั้งหลายจะไม่ชอบแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะทำอย่างไร? ซึ่งเราก็ต้องกลับมาดูวิถีชีวิตเรา วิถีของความรัก ความสามัคคีที่มีต่อกัน ผู้นำชุมชนจึงต้องรู้จักการบริหารจัดการที่ทำให้ทุกคนอยู่ใกล้กันมากชึ้น เป็นกรรมการร่วม รู้ทุกอย่างเหมือนอย่างที่กรรมการรู้ เป็นเจ้าของร่วม สร้างงาน สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่สมาชิกให้ได้มากที่สุด

วันนี้ เราพิสูจน์ว่าเราทำได้ เราต้องเชื่อว่าสมาชิกเราก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเราทำหมู่บ้านเราเข้มแข็งได้ เราก็กำลังสร้างหมู่บ้านตัวอย่างให้กับประเทศได้

โจทย์ของเราต่อไปก็คือ เราจะขยายเรื่องนี้ไปได้อย่างไร? ที่คนอื่นที่กำลังนอนอยู่ได้ตื่น เราต้องเป็นผู้ให้ และผู้รับในชุมชน ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นชุมชนที่มีความร่ำรวย ที่ไม่ใช่รวยตัวเงิน แต่รวยน้ำใจ รวยเพื่อน เพราะเราขยายสิทธิ์ไปให้เพื่อนได้ สามารถออมทรัพย์ได้ สามารถตื่นขึ้นมาได้

เราต้องทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่น กับชุมชนให้มากยิ่งขึ้น จากรูปธรรมที่เห็น 4-5 ปี ที่มีพื้นที่ทำจริง โครงการจะสำเร็จได้ดี พบว่า ท้องถิ่นเข้ามาร่วมมือ พอช.เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนให้ท่านอีกทีหนึ่ง จึงขอให้ชุมชนและท้องถิ่นได้ช่วยคิดต่อว่า จะ Take over เรื่องนี้ไปจาก พอช.ได้อย่างไร ท่านมีส่วนร่วมคิด มีส่วนทำต่อในเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะคิดว่า งบประมาณช้า ช้ามาก ท่านก็ต้องพยายามคิดหาวิธีการบริหารว่า เรื่องนี้จะทำอย่างไรให้เร็ว ให้เจ้าหน้าที่ พอช.ได้มีบทบาทน้อยที่สุด ให้เป็นเพียงหน่วยเลขาฯ ที่หนุนให้ท่านทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในปีหน้าได้งบสนับสนุนมาแล้ว 25,000 หน่วย ตอนนี้งบมีแล้ว เพียงแต่รอการขับเคลื่อนการทำงานในพื้นทีให้ได้ ให้มีสีสัน ชุมชนสามารถแสดงศักยภาพชุมชนที่เข้มแข็งได้อย่างเข้มแข็งจริง ๆ เพราะองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งจะเป็นพื้นฐานการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต่อไป

ท่านต้องช่วยกันคิด และช่วยคิดให้ พอช.ด้วยว่า จะให้ พอช.ทำ หรือมีบทบาทอย่างไร อาจจะต้องมีสภาร่วมกันในเมืองของท่านเองก็ได้ ที่เราจะเรียนรู้ร่วมกัน

งานข้างหน้า เราจะเห็นอนาคตที่ชัดเจนขึ้น เราจะเห็นประวัติศาสตร์ใหม่ที่ชุมชน และท้องถิ่นร่วมกันทำ เป็นประวัติศาสตร์ที่องค์กรนานาชาติมาขอดูงาน และทึ่งในการทำงานที่เราทำร่วมกันทั้ง 200 เมือง ปัญหาของคนจน คนรวยจะมาแก้ไขให้ไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ แต่เขาจะมาร่วมมือกับเราได้ ซึ่งเราก็ต้องคิดว่า เขาจะ มาร่วมมือกับเราอย่างไร

หากเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นการพัฒนาที่ส่งเสริมการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงของชุมชน เพราะเป็นคำตอบ และทิศทางของเราเองที่จะสร้างความเป็นชุมชนเข้มแข็งในอนาคต

โดย นางสาวเสาวลักษณ์ สมสุข

ส่วนประเมินผลและพัฒนาองค์ความรู้ พอช.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter