นับจากเวลาบ่ายโมง ของวันที่ 23 เมษายน 2547 เป็นเวลาเก้าเดือนกว่าแล้วที่พระเพลิงได้เผาทำลายชุมชนสวนพลู ส่งผลให้ชาวบ้านประมาณ 1,700 ครอบครัว ได้รับความเดือดร้อนกลายเป็นคนไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เหลือเพียง 101 หลังคาเรือนเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิมอยู่ บางคนมีเพียงเสื้อผ้าชุดเดียว หนีเอาชีวิตรอดได้ก็นับว่าได้สมบัติมีค่าติดตัวมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงสูญหายไปกับกองไฟเพียงไม่กี่ชั่วโมง
สำหรับคนที่มีฐานะพออยู่พอกินก็ไปเช่าห้องอยู่ภายนอกชุมชน ส่วนคนที่มีรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำต้องไปอาศัยอยู่บริเวณข้างสนามบาสวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ โรงเรียนโสตศึกษา ลานอเนกประสงค์ของเขตสาทรเป็นการชั่วคราว กินนอนอยู่รวมกันในจำนวนนี้เป็นผู้มีทะเบียนบ้านจำนวน 750 ครอบครัว ส่วนที่เหลือเป็นครอบครัวขยายและผู้เช่า
ชุมชนสวนพลูตั้งอยู่ในเขตสาทร เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่บนที่ดินของกรมธนารักษ์ มีขนาดพื้นที่ประมาณ 19 ไร่ 87 ตารางวา มีจำนวนประชากรประมาณ 5,000 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย (หาบเร่แผงลอย) ขับแท็กซี่ เก็บของเก่าและรับจ้างทั่วไป รายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 -15,000 บาท/ครอบครัว
หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ กทม.และกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น โดยตั้งศูนย์ประสานงานรับความช่วยเหลือและบริจาค ลงทะเบียนผู้ประสบภัย และจัดหาที่พักชั่วคราว นอกจากนี้ยังดำเนินการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าบ้านครอบครัวละ 1,500 บาท จำนวน 1,700 ครอบครัว เป็นเวลา 1 ปี
นาง สายสวาท สุวรรณเพชร ชาวชุมชนสวนพูลเล่าว่า “ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้อาศัยอยู่บ้านแม่สามี ซึ่งแบ่งห้องไว้หลายห้องให้เช่าไม่มีสิทธิ์ครอบครองใดๆ ทั้งสิ้น มีอาชีพเก็บขยะขายมีเงินพอกินพอใช้ไปวันๆ จนเกิดไฟไหม้ขึ้นบ้านที่เคยซุกหัวนอนก็ไม่มีแล้ว ข้าวของอะไรก็ไม่เหลือเลย ใจก็กลัวว่าเจ้าของจะมายึดที่ดินคืนเพราะเราไม่มีสิทธิ์อะไรไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เงินก็ไม่มีเพราะต้องหยุดเก็บขยะ แล้วลูกๆล่ะจะอยู่กันอย่างไร”
ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง การเคหะแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกันกำหนดรูปแบบการปรับปรุงพัฒนาที่ดินชุมชนสวนพลูพัฒนา ในลักษณะที่ชาวบ้านต้องการ ซึ่งจากการประชุมร่วมกันหลายครั้งในที่สุดก็มีทั้งรูปแบบบ้านมั่นคงโดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)เป็นผู้รับผิดชอบ และแบบบ้านเอื้ออาทรโดยการเคหะแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนเรื่องที่ดินนั้นให้เช่าในระยะยาวกับกรมธนารักษ์
บ้านเอื้ออาทรนั้น การเคหะแห่งชาติดำเนินการสร้างให้ในลักษณะแฟลต โดยชาวบ้านที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้สามารถเข้าอยู่อาศัยในลักษณะของผู้เช่ากับการเคหะแห่งชาติ
ส่วนบ้านมั่นคงจะเป็นการสร้างบ้านที่ชาวบ้านเป็นผู้ประสงค์ที่จะสร้างเองอย่างครบวงจรโดยชาวชุมชนที่ประสงค์เข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคงมีทั้งหมด 330 ราย ได้รับส่วนแบ่งพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ จัดรูปแบบบ้านได้ประมาณ 50 หน่วย/ไร่ ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับสมาชิกทั้งหมดโดยชาวบ้านจะได้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ชาวชุมชนสวนพลูที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ได้มีการรวมกลุ่มทำความเข้าใจ จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 15 กลุ่ม ตามความสนิทสนมเพื่อมาช่วยดูแลซึ่งกัน รวมทั้งสร้างระบบสังคมในการอยู่ร่วมกัน
ในส่วนของแบบบ้านนั้น ชาวชุมชนจะเป็นผู้เสนอความคิดและแนวทางในการออกแบบบ้านของตัวเอง โดยแบ่งตามกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มค้าขาย กลุ่มทำงานนอกบ้าน กลุ่มรถเข็นเป็นต้น และมีการนำประเด็นของผู้เช่ามาพิจารณาด้วย โดยมีสถาปนิกชุมชนเป็นผู้สนับสนุนในการออกแบบ ซึ่งได้แบบบ้านออกมาหลายแบบทั้งบ้าน 2 ชั้นและ 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอบตั้งแต่ 37-
ส่วนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคนั้น ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก โครงการบ้านมั่นคง 14,850,000 บาท รวมทั้งได้รับอนุมัติสินเชื่อเพื่อการสร้างบ้าน ดังกล่าว จำนวน 46,631,160 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี
นายราวี สุจันทา ประธานกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนสวนพลูกล่าวว่า “โครงการบ้านมั่นคงนี้ไม่ใช่แค่เป็นการสร้างบ้าน แต่เป็นการสร้างคนสร้างชุมชนสร้างสังคมที่มาอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชาวบ้านเป็นหลักในการร่วมคิดร่วมทำบ้าน อีกไม่นานเราก็จะมีบ้านมีที่ดินที่มั่นคง มีชุมชนที่มั่นคง เพื่อนำไปสู่การมีอาชีพ และช่วยกันปรับปรุงชุมชนให้น่าอยู่ไม่เป็นชุมชนแออัดที่สร้างภาระต่อเจ้าของที่ดินอีกต่อไป
สำหรับแผนพัฒนาชุมชนในอนาคตนั้นจะมีการสร้างอาชีพเสริมให้กับกลุ่มแม่บ้าน สร้างสวัสดิการให้กับคนในชุมชน ได้แก่ ผู้ด้อยโอกาส คนแก่ เด็ก และช่วยกันสอดส่องดูแลเรื่องสิ่งเสพย์ติดในชุมชนอีกด้วย
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 ทางชุมชนสวนพลูได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์และพิธีมอบสัญญาการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างทั้งบ้านมั่นคงและบ้านเอื้ออาทรตามความประสงค์ที่ชาวบ้านต้องการ ซึ่งมีความแตกต่างกันโดยบ้านเอื้ออาทรรัฐเป็นผู้สร้างให้ แต่บ้านมั่นคงชาวบ้านเป็นผู้สร้างเอง
ตอนนั้นมีคนมาบอกว่ามีโครงการบ้านมั่นคงที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีรายได้น้อยเรื่องที่อยู่อาศัย ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าโครงการอย่างนี้มีจริงๆเหรอ หลังจากนั้นเริ่มมีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำประชุมชาวบ้าน ก็เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่ง จนมีตัวแทนจากชุมชนบ่อนไก่และเจ้าหน้าที่ พอช.พาไปศึกษาดูงานตามชุมชนอื่นๆ ก็เริ่มเห็นว่าเขาทำกันอย่างไร มีการรวมตัวกันอย่างไร ตัวเองก็เริ่มมั่นใจมีความหวังที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ มีกรรมสิทธิ์ในบ้าน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตเดิม จึงเลือกเดินหน้าเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง
สำหรับวันนี้ทุกอย่างที่ได้ทำมาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะเริ่มลงมือสร้างบ้าน สร้างชุมชนต่อไป” นางสาวจุไรรัตน์ นาเวียง กล่าว
การพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่ชุมชนสวนพลูพัฒนา จึงไม่เพียงทำให้ชาวบ้านมีบ้านที่มั่นคง ไม่ต้องบุกรุก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบ้านเอื้ออาทร หรือรูปแบบบ้านมั่นคงก็ตาม อีกมุมหนึ่งยังสะท้อนให้เห็นสัจจะธรรมบางอย่างของชาวชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชุมชนที่เลือกที่จะสร้างบ้านเอง
บ้านมั่นคง ยุ่งยากลำบากในช่วงแรก เพราะเราต้องทำเอง เริ่มจากชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจต้องรวมกลุ่มให้ได้ ทำออมทรัพย์ ออกแบบก็ทำเอง ทำกันทุกเรื่อง แต่มาตอนนี้เราพบว่ามันดี เราภูมิใจที่ยืนบนขาของตนเอง ทำให้พวกเราซึ่งไม่เคยรู้จักกันเลย มีความรู้จักกัน สนิทกัน ต่อไปรุ่นลูกก็ยิ่งรักใคร่กันมากขึ้น เราได้ทั้งบ้านที่เป็นของเราและได้สังคมที่อบอุ่น “นายราวี กล่าวทิ้งท้าย”


