เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอิสสระ สมชัย รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะ ได้เดินทางไปเปิดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 419 พร้อมภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือการลงพื้นที่บ้านซือเลาะ หมู่ที่ 4 ตำบลเรียง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพื่อมอบบ้านสองหลังแรกที่ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็ง ภายใต้โครงการแก้ไขความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้
บ้านซือเลาะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากอำเภอรือเสาะประมาณ 16 กิโลเมตรมีบ้านเรือน 180 ครัวเรือน ประชากร 917 คน ทำอาชีพเกษตรกรรม ส่วนใหญ่คือสวนยางพารา จากประวัติความเป็นมาเมื่อ 40 ปี คือในปี 2515 มีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติและพบสายแร่ดีบุกในพื้นที่ประมาณ 220 ไร่ นอกจากนี้บ้านซือเลาะยังอุดมไปด้วยป่าไม้และแหล่งน้ำที่สมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นหมู่บ้านแรกที่ได้รับงบประมาณตามแผนไทยเข้มแข็งจำนวน 1.5 ล้านบาท เพื่อสร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับผู้เดือดร้อนที่อยู่อาศัย 50 ครัวเรือน
นายอับดุลเราะ เจ๊ะแว ผู้นำชุมชนบ้านซือเสาะ กล่าวว่า การเดินทางมาเยี่ยมของนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ไม่คิดว่าหมู่บ้านเล็กๆ จะได้รับความสนใจจากผู้นำประเทศ การมาของนายกรัฐมนตรีทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงความจริงใจของรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง นับจากเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2547 บ้านซือเลาะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งถูกมองว่าเป็นพื้นที่สีแดง ชาวบ้านกลัวไม่มีใครกล้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้หมู่บ้านไม่ได้รับการพัฒนา ชาวบ้านก็ยิ่งลำบาก
เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาในพื้นที่และเห็นเป็นรูปธรรมทำให้ชาวบ้านกล้าพูดคุยและแสดงความคิดเห็นและดีใจที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเองหากหมู่บ้านอื่นๆ ได้รับโอกาสเหมือนที่ซือเลาะก็จะมีการแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า การเดินทางมาเยี่ยมบ้านซือเลาะ ทำให้เห็นความคืบหน้าของโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเห็นความก้าวหน้าของนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาที่เป็นกระบวนการของชุมชน ซึ่งตามแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2552-2555 มีเป้าหมายที่จะยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีรายได้ครัวเรือนละ 120,000 บาท/ปี ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนที่รายได้ต่ำสุดคือ 64,000 บาท/ปี และในเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ก็มีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงไม่น้อยกว่า 100,000 ครัวเรือน
เจ้าของบ้าน 2 หลังแรกที่นายกรัฐมนตรีได้มอบกุญแจที่สร้างใหม่คือ นางมีเนาะนิลูปี อายุ 53 ปี ซึ่งมีรายได้จากการกรีดยางอย่างเดียวแต่ต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียวถึง 3 คน และหนึ่งในสามป่วยพิการทางสมอง อีกหลังหนึ่งเป็นของนางสาวซุไฮมะ ลูทำตามิงอายุ 23 ปี ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ สามีเสียชีวิตและต้องดูแลบุตรคนเดียวตามลำพัง
ทั้งนี้โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนและท้องถิ่น เป็นหนึ่งของแผนยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตและประชนในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งแล้ว 1,228 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านสำหรับครัวเรือนที่ยากจน 24,000 ครัวเรือน ในปี 2553 ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 1,156 หมู่บ้าน
นางทิพยรัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และประธานคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองและชนบทพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้อนุมัติแผนงานและงบประมาณแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยไปแล้ว 174.5 ล้านบาท เพื่อการสร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับชุมชนในพื้นที่ 174 หมู่บ้าน รวมผู้รับประโยชน์ 7,109 ครัวเรือน
อุดมศรี ศิริลักษณาพร
รุสดี ยาเซ็ง
สถาบันพัฒนาชุมชน (องค์การมหาชน)
คอลัมน์ ประชาธิปไตยชุมชน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553


