“ผู้ไท” เป็นกลุ่มคนเชื้อชาติตระกูลไท-ลาวเชื้อสายหนึ่ง มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในจีนตอนใต้ เวียดนาม และบางส่วนได้อพยพเข้ามาอยู่ในลาวและประเทศไทย ซึ่งมุกดาหารเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชาวผู้ไทอาศัยอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะที่อำเภอหนองสูงมีชาวผู้ไทอาศัยอยู่หนาแน่น ในตำบลต่างๆ รวมทั้งในตำบลโนนยาง ชาวผู้ไทเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น มีภาษาพูดของตัวเอง มีรำผู้ไท มีดนตรีโปงลาง ฯลฯ ชาวภูไทนับถือผีต่างๆ หากมีคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุก็จะให้ “หมอเหยา” ทำพิธีเสี่ยงทายเพื่อหาสาเหตุ เรียกว่าพิธี “เหยา” ปัจจุบันพิธีนี้ก็ยังมีอยู่ และชาวผู้ไทที่ตำบลโนนยางก็นำประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้มาเชื่อมโยงกับงานพัฒนาชุมชนด้วย
เส้นทางการพัฒนาชุมชน
ตำบลโนนยาง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นชาวผู้ไท มีจำนวน 5,965 คน รวม 1,649 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา มะขามหวาน เลี้ยงวัว หมู เป็ด ไก่ ทอผ้า เย็บผ้า ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป
ชาวบ้านตำบลโนนยางเริ่มมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนในช่วงปี 2527 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคำพอก กำหนดระเบียบให้สมาชิกออมเงินขั้นต่ำคนละ 10 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 100 บาท สมาชิกสามารถกู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 2 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน เปิดทำการทุกวันที่ 2-3 ของเดือน เมื่อถึงสิ้นปีก็จะนำผลกำไรมาปันผลให้สมาชิก
ต่อมาเมื่อมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น และมีเงินกองทุนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคำพอกจึงนำผลกำไรมาให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนรายละ 100-200 บาท หากมีสมาชิกเสียชีวิต สมาชิกคนอื่นๆ ก็จะช่วยทำบุญคนละ 20 บาท ถือเป็นการเริ่มต้นการจัดสวัสดิการให้แก่คนในชุมชน
ในปี 2553 หลังจากที่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคำพอกดำเนินงานมานาน 26 ปี มีสมาชิกกว่า 400 คน ธนาคารออมสินได้สนับสนุนให้กลุ่มออมทรัพย์ฯ ยกระดับเป็น “สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนบ้านคำพอกหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 10”
ปัจจุบัน(มิถุนายน 2556) สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนบ้านคำพอกฯ มีสมาชิกทั้งหมด 620 คน มีเงินหมุนเวียนประมาณ 2.8 ล้านบาท สมาชิกสามารถกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 10 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถทำเรื่องให้สถาบันฯ ซื้อสินค้าด้วยเงินสด เช่น เครื่องมือทางการเกษตร รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ แล้วสมาชิกผ่อนชำระเป็นรายเดือนไม่เกิน 3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท ส่วนผลกำไรจากการดำเนินงานแบ่งดังนี้ 40 % ปันผลให้แก่สมาชิก, 30 % เฉลี่ยคืนผู้กู้, 25 % ตอบแทนคณะกรรมการ และ 5% เข้ากองทุนสาธารณประโยชน์
นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มทำอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ กองทุนข้าวเปลือก กลุ่มอาชีพไม้กวาด กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ ตัวอย่างเช่น กลุ่มสตรีเสื้อเย็บมือ กลุ่มสตรีฯ
ประชาธิปไตยแบบชาวผู้ไท
ชาวผู้ไทมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี เชื่อถือและเคารพผู้อาวุโส มีความกตัญญู เช่น เวลากินอาหารชาวผู้ไทจะให้พ่อแม่หรือคนเฒ่าคนแก่ได้กินก่อน แล้วลูกๆ จึงจะกินตาม เป็นความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่อบอุ่น และเชื่อมโยงมาถึงความสัมพันธ์ในชุมชนของชาวผู้ไทที่มีความสงบสุข อยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้อง ไม่ค่อยจะมีการทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรง หรือแม้แต่การเลือกตั้งในท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่มีการแก่งแย่งแข่งขันกัน แต่ชุมชนจะพิจารณาคนที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่ง
เดช เรทะนู รองนายก อบต.โนนยาง กล่าวว่า ก่อนที่จะทำกิจกรรมหรือมีโครงการพัฒนาต่างๆ ในตำบล อบต.จะร่วมกับชาวบ้านและผู้นำในชุมชนจัดเวทีประชาคมขึ้นมาก่อน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และจะนำความเห็นของเสียงส่วนใหญ่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น โครงการแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว โดยการสร้างทำนบดินเพื่อกักเก็บน้ำในปี 2556 นี้ ก็เป็นข้อเสนอมาจากชุมชนว่าชุมชนต้องการจะทำอะไร และมีเป้าหมายเพื่ออะไร โดย อบต.จะสนับสนุนงบประมาณ ไม่ใช่ อบต.คิดโครงการขึ้นมาก่อนแล้วให้ชาวบ้านทำตาม
หลังจากนั้นชุมชนจึงร่วมกันสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมว่าควรจะสร้างทำนบดินบริเวณใด จำนวนกี่แห่ง แล้วเสนอโครงการมายัง อบต.เพื่อให้พิจารณา อบต.ก็จะส่งช่างออกไปดูพื้นที่ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และต้องใช้งบ ประมาณจำนวนเท่าใด ซึ่งจากการสำรวจของชาวบ้านพบว่าจะต้องมีการสร้างทำนบดินเพื่อกักเก็บน้ำในลำห้วยต่างๆจำนวน 24 จุดทั้งตำบล ใช้งบประมาณรวม 3.6 ล้านบาท โดยจะเริ่มดำเนินการในปีนี้ หากแล้วเสร็จก็จะช่วยกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในการเกษตรได้โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
“กิจกรรมทุกอย่างในตำบลโนนยางจะต้องผ่านการจัดเวทีประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านก่อน ถือเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์แสดงความเห็น แม้แต่การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเราก็ยังไม่มีการแข่งขัน แต่จะใช้วิธีประชาคม โดยให้ชาวบ้านช่วยกันเสนอชื่อคนที่มีความเหมาะสมขึ้นมา แล้วให้ยกมือรับรอง หรือหากหมู่บ้านใดที่มีผู้ต้องการจะสมัครแข่งขัน เราก็จะจัดเวทีให้ผู้สมัครมาแสดงความคิดเห็น จากนั้นจึงจัดให้มีการลงคะแนน วิธีนี้จะช่วยไม่เกิดความขัดแย้งหรือทะเลาะกัน” รองนายก อบต.โนนยางยกตัวอย่างรูปแบบประชาธิปไตยของชาวผู้ไท
วิจิตร คนหาญ ผู้ใหญ่บ้านคำพอก หมู่ 10 กล่าวเสริมว่า ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวผู้ไทจะให้ความเคารพและเชื่อถือผู้อาวุโส ดังนั้นในการคัดเลือกผู้ใหญ่บ้าน ส่วนใหญ่ผู้เฒ่า ผู้แก่ในหมู่บ้านจะเสนอชื่อคนที่มีความเหมาะสมคนใดคนหนึ่งขึ้นมา โดยจะดูจากความประพฤติ นิสัยใจคอ ความเป็นผู้นำ ความมีคุณธรรม และเนื่องจากหมู่บ้านของชาวผู้ไทเป็นสังคมเล็กๆ จึงรู้ว่าใครเป็นอย่างไร เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำหรือไม่ ดังนั้นเมื่อผู้เฒ่า ผู้แก่ เสนอชื่อใครขึ้นมาแล้ว คนอื่นๆ ก็จะเห็นชอบตามนั้น จึงทำให้ไม่มีการแข่งขัน และไม่ต้องเสียเงินในการเลี้ยงดูหรือแจกเงินเพื่อซื้อคะแนนเสียงเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้เมื่อชาวบ้านจะสร้างกฎกติกาใดขึ้นมาก็จะต้องมีจัดเวทีประชาคม เช่น การออกระเบียบห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาหาของป่า พันธุ์พืช หรือล่าสัตว์ภายในเขตป่าบ้านคำพอก หากมีการฝ่าฝืนก็จะถูกปรับเป็นเงิน 2,000 บาท หรือส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวนี้ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา
สำหรับประเพณี “เหยา” ของชาวผู้ไทที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์และยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนั้น ผู้ใหญ่วิจิตรอธิบายว่า ชาวผู้ไทมีความเชื่อในการนับถือผี โดยเชื่อว่าผีจะให้ความคุ้มครองปกป้องตัวเองและครอบครัว รวมทั้งผู้คนในหมู่บ้านให้อยู่ดีมีสุข มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หากใครเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ ก็เชื่อว่ามีการทำผิดจารีตประเพณีหรือ “ผิดผี” ซึ่งอาจจะเป็นผีบ้าน ผีเรือน ผีป่า ผีไร่ ผีนา ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องมีพิธีกรรมเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วยว่าเป็นเพราะเหตุใด ผิดผีใด และจะแก้ไขอย่างไร เรียกว่า “พิธีเหยา” โดยมี “หมอเหยา” เป็นผู้ทำพิธี และมี “หมอแคน” เป่าแคนประกอบพิธี
“ปัจจุบันนอกจากจะมีพิธีเหยาในชุมชนแล้ว เรายังได้จัดหลักสูตรท้องถิ่นสอนนักเรียนในระดับชั้นประถม โดยจะสอนเรื่องพิธีเหยา เรื่องวัฒนธรรมประเพณีของชาวผู้ไท รวมทั้งดนตรีพื้นบ้าน เพื่อให้นักเรียนในชุมชนตั้งแต่ชั้น ป.3 – ป.6 ได้เรียนรู้ ถือเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวผู้ไทให้คงอยู่ต่อไป” ผู้ใหญ่วิจิตรกล่าว
การสืบทอดพิธีเหยานอกจากจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวไปแล้ว ยังทำให้ชาวผู้ไทส่วนใหญ่ยึดมั่นในกฎระเบียบของชุมชน เช่น การห้ามล่าสัตว์ป่า ลักลอบตัดไม้ ฯลฯ เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการผิดผี ทำให้เจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ นอกจากนี้นักเรียนยังได้นำพิธีเหยามาประยุกต์แสดงในชั้นเรียนเพื่อเป็นการต่อต้านการเสพและค้ายาเสพติด โดยจะแสดงให้เห็นว่าคนที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจะเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ นานา เพราะเป็นการกระทำที่ผิดผีบ้าน ผีเรือน
ด้วยการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของชาวผู้ไทมายาวนาน บ้านคำพอกจึงได้รับรางวัลโล่ดีเด่นด้านหมู่บ้านวัฒนธรรมจากสภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหารในปี 2540 และได้รับงบประมาณจากกรมปกครองท้องถิ่นจำนวน 500,000 บาทในปี 2554 เพื่อสนับสนุนให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลหมู่บ้านประชาธิปไตยตัวอย่างจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และโล่เกียรติยศจากกรมปกครองในฐานะหมู่บ้านประชาธิปไตยดีเด่นในปี 2555 ที่ผ่านมาด้วย
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนยาง
ชาลี คนคล่อง ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนยาง กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2550 สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนเริ่มแรกประมาณ 120 คน มีกรรมการ 13 คน กำหนดการออมเป็นเดือนๆ ละ 30 บาท หรือออมเป็นปีๆ ละ 365 บาท (สมาชิกส่วนใหญ่จะออมเป็นรายปี)
สวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกได้แก่ 1.เกิด รับขวัญบุตร 500 บาท แม่ 500 บาท 2.เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล คืนละ 100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน 3.แก่ (บำนาญผู้สูงอายุ) ออมครบ 5 ปี อายุครบ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 100 บาท 4.เสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ 6 เดือนช่วยเหลือ 2,500 บาท, เป็นสมาชิกครบ 1 ปีช่วยเหลือ 5,000 บาท, เป็นสมาชิกครบ 2 ปีช่วยเหลือ 10,000 บาท, เป็นสมาชิกครบ 3 ปี ช่วยเหลือ 15,000 บาท, เป็นสมาชิกครบ 4 ปี - 11 ปี ช่วยเหลือ 20,000 บาท และเป็นสมาชิกครบ 12 ปีขึ้นไปช่วยเหลือ 30,000 บาท
ปัจจุบัน ( มิถุนายน 2556) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนยางมีสมาชิกทั้งหมด 930 คน มีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 1,400,000 บาท ที่ผ่านมาได้รับเงินสมทบจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจำนวน 55,000 บาท รัฐบาลสมทบรอบแรก จำนวน 170,000 บาท รอบที่สอง จำนวน 280,000 บาท และ อบต.โนนยางสมทบเงินเข้ากองทุนปีละ 20,000 บาท
ส่วนการช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิกนั้น ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนยางกล่าวว่า ในปีหนึ่งๆ กองทุนฯ จะช่วยเหลือสมาชิกเป็นเงินรวมกันทั้งหมดประมาณ 200,000 บาท และในปีนี้เป็นปีแรกที่มีสมาชิกได้รับบำนาญผู้สูงอายุ (เป็นสมาชิกครบ 5 ปี มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป) เดือนละ 100 บาท จำนวน 33 ราย โดยทางกองทุนฯ จะจ่ายเงินบำนาญให้แก่สมาชิกทุกๆ 6 เดือน
“ในปีนี้กองทุนสวัสดิการฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะมีสมาชิกครบ 1,000 คน และจะขยายสมาชิกไปเรื่อยๆ เพื่อให้กองทุนเติบโตอย่างมั่นคง โดยจะประชาสัมพันธ์ให้เด็กและเยาวชนสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในปีนี้กองทุนฯ เริ่มจ่ายสวัสดิการบำนาญผู้สูงอายุแล้ว ทำให้กองทุนฯ ต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มอายุอื่นๆ ให้มากขึ้น” ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลโนนยางกล่าวในตอนท้าย


