ตำบลพอกน้อย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นอีกตำบลหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงงานพัฒนาร่วมกันทั้งตำบล โดยมี “ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนตำบลพอกน้อย” หรือ “ศอช.ต.พอกน้อย” เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงาน และมี อบต.ช่วยสนับสนุน มีกิจกรรมงานพัฒนาหลายด้าน เช่น การส่งเสริมกลุ่มอาชีพต่างๆ การผลิตปุ๋ยหมัก-ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต โครงการส่งเสริมสุขภาพและอนามัย กองทุนสวัสดิการ ฯลฯ กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มีการเชื่อมโยงและหนุนเสริมกัน เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชนมี อสม.ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ อบต.และหน่วยงานภาคีสนับสนุนงบประมาณ ส่งผลให้ชาวบ้านและสมาชิกกองทุนฯ เจ็บป่วยน้อยลง กองทุนสวัสดิการจึงมีฐานะมั่นคงเพิ่มสวัสดิการให้แก่สมาชิกได้
ชาวบ้านในตำบลพอกน้อยเริ่มมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ มาก่อนปี 2540 เช่น มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริม ต่อมาในช่วงปี 2542 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีโครงการ “กองทุนเพื่อสังคม” หรือ SIF (Social Investment Fund) เพื่อจัดสรรงบประมาณลงไปให้กลุ่มองค์กรชุมชนทั่วประเทศทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน ตำบลพอกน้อยได้รับงบประมาณจากการเสนอโครงการของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองจำนวน 90,000 บาท จึงนำมาให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน หลังจากนั้นจึงเกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้นตามมา เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ มีกิจกรรมด้านฌาปนกิจสงเคราะห์ ฯลฯ
“ศอช.ต.พอกน้อย ศูนย์กลางพัฒนาชุมชน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 กรมพัฒนาชุมชนได้เข้ามาสนับสนุนให้กลุ่มองค์กรต่างๆ ในตำบลพอกน้อยรวมตัวกันจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนตำบลพอกน้อย” หรือ “ศอช.ต.พอกน้อย” ขึ้นมา มีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบริหารจัดการกลุ่ม การรวมกลุ่มกันเพื่อกำหนดราคาผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ ในตำบลเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ศอช.ต.พอกน้อย รวมทั้งหมด 19 คน มีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาชุมชนเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในช่วงแรก และ อบต.พอกน้อยเป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุน
ไพฑูรย์ ทองนิวัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ในฐานะประธาน ศอช.ต.พอกน้อย กล่าวว่า การดำเนินงานของ ศอช.ต.พอกน้อยในช่วงแรกเริ่มกระบวนการขับเคลื่อนด้วยการ 1.การสร้างความเข้าใจและศึกษาข้อมูล โดยมีการสำรวจข้อมูลกลุ่ม องค์กรชุมชน การจัดเวทีสร้างความเข้าใจ และการประชุมเพื่อวางแผนดำเนินการขั้นต่อไป 2.ขั้นเตรียมการและจัดระบบเครือข่าย มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ 3.จัดระบบโครงสร้างเครือข่าย มีการประชุมแกนนำและกรรมการกลุ่มต่างๆ เพื่อร่างระเบียบข้อบังคับ และการบริหารงานของเครือข่าย 4.ขั้นปฏิบัติ การขยายเครือข่าย โดยมีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนทุกหมู่บ้าน การอบรมให้ความรู้ด้านวิสาหกิจชุมชน การปฏิบัติตามแผนงาน การจัดเวทีสัญจรในตำบลเพื่อขยายเครือข่าย การประชุมเพื่อสรุปและประเมินผล
หลังจากคณะกรรมการ ศอช.ต.พอกน้อยได้จัดเวทีสร้างความเข้าใจกับกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลแล้ว จึงมีกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายกว่า 10 กลุ่ม เช่น กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ฯลฯ โดยคณะกรรมการ ศอช.ต.พอกน้อย และตัวแทนเครือข่ายจะมีการประชุมกันทุกวันที่ 5 ของเดือน เพื่อรายงานกิจกรรมของกลุ่มและเครือข่าย มีการปรึกษาหารือเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา ประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณ แหล่งทุน และความรู้ จากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด รวมทั้ง อบต.พอกน้อยด้วย
ในปี 2545 ตำบลพอกน้อยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดตำบลพัฒนาดีเด่นระดับจังหวัด จึงทำให้ได้รับคัดเลือก “กลุ่มกิจกรรมด้านเศรษฐกิจชุมชนในตำบลพอกน้อยถือว่าเริ่มต้นอย่างจริงจังมาจากการสนับสนุนของ AUSAID จึงทำให้ศูนย์ประสานงานองค์กรชุมชนตำบลพอกน้อยสามารถขับเคลื่อนงานต่อไปได้ และทำให้เกิดกลุ่มอาชีพต่างๆ ขึ้นมา เช่น กลุ่มแคนตาลูป กลุ่มปุ๋ยหมัก กลุ่มเลี้ยงปลานิลในกระชัง ฯลฯ ขึ้นมา” ประธาน ศอช.ต.พอกน้อยกล่าว
กลุ่มแคนตาลูป ก่อตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2546 มีสมาชิกเริ่มแรกประมาณ 20 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านจากหมู่ที่ 11 บ้านบดมาด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกแคนตาลูปกันมาก และได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอทอปของตำบล โดย อบต.ได้จัดหาสถานที่จำหน่ายแคนตาลูปและผลไม้อื่นๆ เช่น แตงโม ฟักทองสีส้ม บริเวณริมทางหลวงสายสกลนคร-อุดรธานี ส่วนสมาชิกกลุ่มจะต้องนำเงินมาฝากเข้ากลุ่มเดือนละ 50 บาทขึ้นไป เพื่อเป็นกองทุนให้สมาชิกที่เดือดร้อนกู้ยืมหรือนำไปหมุนเวียนปบลูกแตงไม่เกินรายละ 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อเดือน
นอกจากจะจัดสถานที่ให้ขายแคนตาลูปแล้ว อบต.พอกน้อยและ ศอช.ต. พอกน้อยยังได้สนับสนุนให้กลุ่มผู้ปลูกแคนตาลูปลดการใช้สารเคมี แล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ และใช้สารขับไล่แมลงจากสมุนไพร เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เกิดผลดีด้านสุขภาพแก่ผู้ปลูกและผู้บริโภค ทำให้แตงแคนตาลูปมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการปลูกแตงแคนตาลูปเริ่มมีปัญหาฝนตกนอกฤดูจึงทำให้การเพาะปลูกยากขึ้น อายุการเก็บแตงสั้นขึ้น ทำให้แตงเน่าเสียเร็วขึ้น ดังนั้น อบต.พอกน้อยและ ศอช.ต. พอกน้อยจึงได้สนับสนุนให้นำแตงมาแปรรูปเป็นแตงเชื่อม อบแห้ง ขนมทองม้วนจากแตง น้ำแคนตาลูป ฯลฯ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้แก่สมาชิก ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลองและปรับปรุงการแปรรูปให้มีคุณภาพ ส่วนสมาชิกกลุ่มฯ ปัจจุบันมีจำนวน 40 คน มีเงินกองทุนประมาณ 100,000 บาทเศษ
เชื่อมโยงกลุ่มและองค์กรต่างๆ พัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนร่วมกันนอกจากการรวมกลุ่มของสมาชิกที่ปลูกแคนตาลูปดังกล่าวแล้ว อบต.พอกน้อยและ ศอช.ต.พอกน้อยยังสนับสนุนให้เกษตรกรในหมู่บ้านบ้านต่างๆ รวมตัวเป็นกลุ่มอาชีพขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกัน มีการระดมเงินออมเพื่อใช้เป็นกองทุนให้สมาชิกกู้ยืม เช่น กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง กลุ่มเลี้ยงโค-กระบือ กลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพจากหอยเชอร์รี่ กลุ่มปลูกพริก กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลุ่มปลูกข้าวหอมมะลิ กลุ่มจักสาน กลุ่มกลองยาว กลุ่มผลิตน้ำดื่ม กลุ่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ศอช.ต.พอกน้อย รวมทั้งหมด 25 กลุ่ม
ในปี 2552 หลังจากที่มีการประกาศพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ออกมาแล้ว กลุ่มองค์กรต่างๆ ในตำบลพอกน้อยจึงได้ร่วมกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในเดือนมกราคม 2552 โดยมีสมาชิกทั้งหมด 25 กลุ่ม มีตัวแทนสภาฯ ทั้งหมด 48 คน จาก 12 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 4 คน)
ณรงค์ ขันติยู ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพอกน้อย กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการจัดตั้ง ศอช.ต.พอกน้อยขึ้นมาก่อนแล้ว แต่การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนฯ ก็ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับ ศอช. แต่มีบทบาทในการหนุนเสริมกัน และเนื่องจากคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ส่วนใหญ่จะเป็นคณะกรรมการชุดเดียวกัน ดังนั้นในการประชุมประจำเดือนของ ศอช.ต.พอกน้อย หากสภาองค์กรชุมชนฯ มีประเด็นที่จะนำเสนอหรือปรึกษาหารือกัน สภาฯ ก็จะใช้เวทีประชุมของ ศอช.ประชุมร่วมกัน เพียงแต่แยกระเบียบวาระออกต่างหาก
ส่วนการประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ นั้น ณรงค์กล่าวว่า ในปีหนึ่งจะประชุมกันประมาณ 4-6 ครั้ง ประเด็นที่นำเข้าสู่ที่ประชุมจะมาจากการเสนอของสมาชิก มีตั้งแต่เรื่องการประกอบอาชีพ ผลผลิตราคาตกต่ำ น้ำท่วม ปัญหาเรื่องการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ปัญหาในชุมชน เช่น เรื่องยาเสพติด ฯลฯ เรื่องใดที่ ศอช.หรือ อบต.ทำอยู่แล้ว เช่น เรื่องการสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ สภาองค์กรชุมชนฯ ก็จะช่วยกันรณรงค์ หรือเรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรฯ ก็มีบทบาทในการสนับสนุน รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านสมัครเข้าเป็นสมาชิก แต่หากเรื่องใดที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา สภาองค์กรชุมชนฯ ก็จะรวบรวมข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อนำเสนอต่อ อบต.
ไพฑูรย์ ทองนิวัน ประธาน ศอช.ต.พอกน้อย กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนในตำบลพอกน้อยในช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่ามีการเชื่อมโยงและร่วมมือกันทำงานระหว่างกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบล โดยมี ศอช.ต.พอกน้อยเป็นกลไกในการขับเคลื่อน มี อบต.เป็นฝ่ายสนับสนุน เนื่องจาก อบต.มีบุคลากรและงบประมาณ เช่น ศอช.มีแผนการส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักเอาไว้ใช้เอง จึงได้เสนอแผนงานไปยัง อบต.พอกน้อย และ อบต.ได้เห็นชอบและจัดทำแผน 3 ปี เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรทั้ง 12หมู่บ้านๆ ละ 30,000 บาทต่อปี ระยะเวลา 3 ปี เพื่อใช้เป็นทุนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
ณรงค์ ขันติยู กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันชาวบ้านในตำบลพอกน้อยจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยหมักชีวภาพประมาณร้อยละ 60 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีกลุ่มทำปุ๋ยที่ อบต.ให้งบประมาณสนับสนุน หมู่บ้านหนึ่งจะช่วยกันทำปุ๋ยปีละ 1 ครั้ง ได้ปุ๋ยครั้งละ 10-12 ตัน แล้วนำมาขายให้สมาชิกและเกษตรกรในหมู่บ้านเพื่อนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับผลิตปุ๋ยในปีต่อไป
“การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้เยอะ เพราะปุ๋ยที่เราผลิตเองราคาเพียงกิโลฯ ละ 1 บาท เอาไปใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนทำนาก็จะช่วยให้ข้าวงอกงามดี คนที่ปลูกแคนตาลูปก็ใช้เพราะไม่สิ้นเปลือง นอกจากนี้ก็ยังมีผลดีต่อสุขภาพของคนใช้ด้วย เพราะไม่มีสารเคมีตกค้าง แต่หากใช้ปุ๋ยเคมีกระสอบหนึ่ง ( 50 กิโลกรัม) ราคาไม่ต่ำกว่า 800 บาท แพงกว่าหลายเท่าตัว” ประธานสภาองค์กรชุมชนฯ กล่าว
กองทุนสวัสดิการชุมชนเน้น “ทำบุญวันละบาท”
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลพอกน้อยจัดตั้งขึ้นมาในช่วงปลายปี 2552 โดยเปิดทำการกองทุนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 มีจำนวนสมาชิกแรกเริ่มจำนวน 868 คน กำหนดให้สมาชิกออมเงินเป็นเดือนๆ ละ 30 บาท หรือออมเป็นราย 6 เดือน หรือรายปีๆ ละ 360 บาท สมาชิกจะต้องนำเงินมาสมทบยังที่ทำการกองทุนฯ หรือฝากกรรมการในแต่ละหมู่บ้านมาสมทบภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน หากสมาชิกรายใดขาดส่งเงินจะต้องเสียค่าปรับเดือนละ 5 บาท หากขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ถือว่าขาดจากสมาชิก และจะไม่ได้รับเงินสมทบคืน เมื่อเป็นสมาชิกครบ 6 เดือนสมาชิกจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการ
สวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกมีดังนี้ 1.เกิด รับขวัญบุตร 500 บาท แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน 2.แก่ สมทบครบ 15 ปี อายุครบ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 300 บาท และจะขยับเพิ่มอีก 100 บาททุกๆ 5 ปี เช่น สมทบครบ 20 ปี อายุครบ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 400 บาท และสูงสุดสมทบครบ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท 3.เจ็บป่วย นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 15 คืน 4.เสียชีวิต สมทบครบ 6 เดือน ได้ค่าทำศพ 2,500 บาท, สมทบครบ 1 ปี ได้ค่าทำศพ 5,000 บาท, สมทบครบ 2 ปี ได้ค่าทำศพ 10,000 บาท, สมทบครบ 4 ปี ได้ค่าทำศพ 15,000 บาท, สมทบครบ 8 ปี ได้ค่าทำศพ 20,000 บาท และสมทบครบ 16 ปีขึ้นไป ได้ค่าทำศพ 30,000 บาท

ปัจจุบัน (มิถุนายน 2556) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลพอกน้อย มีสมาชิกทั้งหมด 2,349 คน (แยกเป็นสมาชิกทั่วไปประมาณ 50 %, เด็กและเยาวชน 23 %, ผู้สูงอายุ 23%, ผู้พิการและด้อยโอกาส 4% ) มีเงินกองทุนสวัสดิการทั้งหมดประมาณ 1,900,000 บาทเศษ ที่ผ่านมาได้รับเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 30,000 บาท, ศูนย์พัฒนาสังคม (ศพศ.) หน่วยที่ 55 จังหวัดสกลนคร จำนวน 17,000 บาท, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จำนวน 100,000 บาท, รัฐบาล จำนวน 384,840 บาท และเทศบาลตำบลพอกน้อย จำนวน 250,000 บาท
ส่วนสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงสิ้นปี 2555 มีดังนี้ 1.สวัสดิการเกิด 9 ราย รวมเงิน 7,700 บาท 3.สวัสดิการเสียชีวิต 20 ราย รวมเงิน 80,220 บาท 3.สวัสดิการเจ็บป่วย 85 ครั้ง รวมเงิน 61,310 บาท และ 4.สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส 30 ราย รวมเป็นเงิน 30,000 บาท รวมเงินจ่ายสวัสดิการทั้งหมด (ไม่รวมค่าบริหารจัดการ ค่าเอกสารและวัสดุต่างๆ) 179,230 บาท
สำหรับแผนงานต่อไปของกองทุนนั้น ทนงศิลป์ วจีสิงห์ ประธานกองทุนสวัสดิการฯ (คนปัจจุบัน) กล่าวว่ากองทุนฯ มีเป้าหมายจะเพิ่มสมาชิกให้ได้ประมาณ 80 % ภายในปี 2560 ซึ่งในขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 2,349 คน หรือประมาณ 27 % จากจำนวนประชากรทั้งตำบล (ประมาณ 8,500 คน) โดยกองทุนฯ จะมีการปรับเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เพื่อเป็นการจูงใจให้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น จากเดิมเมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว 180 วันหรือ 6 เดือน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการ จะปรับเป็นมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการภายใน 90 วัน
โครงการสุขภาพหนุนเสริมกองทุนสวัสดิการ
ณรงค์ ขันติยู ในฐานะประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ตำบลพอกน้อย (นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งประธานสภาองค์กรชุมชนและเหรัญญิกกองทุนสวัสดิการ) กล่าวว่า อสม.มีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพชุมชน โดย อสม.รุ่นแรกจะเริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2524 ปัจจุบัน อสม.ทั้ง 12 หมู่บ้าน มีจำนวน 218 คน โดย อสม. 1 คนจะดูแลชาวบ้าน 10 ครอบครัว ซึ่ง อสม.เหล่านี้จะต้องผ่านการอบรมจากสาธารณสุขจังหวัดเพื่อให้มีความรู้ด้านสาธารณสุขเบื้องต้น เช่น การปฐมพยาบาล การเจาะเลือด วัดความดันโลหิต การดูแลผู้ป่วย การให้คำแนะในเรื่องสุขภาพอนามัย การป้องกันโรคต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก ฯลฯ
ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา อสม.ตำบลพอกน้อยได้จัดโครงการ “โรงเรียน อสม.” ขึ้นมา โดยจะจัดโรงเรียนสัญจรไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในตำบล เดือนละ 1 ครั้งๆ ละ 1 วัน เพื่อเป็นการทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ด้านสาธารณสุข ซึ่ง อสม.ทุกคนในตำบลจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อวิ่งออกกำลังกาย และยังเป็นการรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย หลังจากนั้นจึงให้ความรู้ด้านวิชาการ โดยมีแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพอกน้อยเป็นวิทยากร
นอกจากบทบาทของ อสม.ดังกล่าวแล้ว ที่ผ่านมา อบต.พอกน้อย (เทศบาล) ยังมีโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนามัยของชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน เช่น ส่งเสริมการออกกำลังกาย โดยสนับสนุนเครื่องเสียงหมู่บ้านละ 1 ชุด เพื่อให้ชาวบ้านในแต่ละหมู่เต้นแอโรบิคออกกำลังกายร่วมกันสัปดาห์ละ 3 วัน , สนับสนุนการแข่งขันเดินและวิ่งในตำบล (ปีหนึ่งจัดประมาณ 4 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมครั้งละ 400-500 คน) ใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลพอกน้อยและกองทุนสวัสดิการชุมชนฯ จำนวน 87,000 บาท, โครงการรักษ์สุขภาพด้วยแพทย์แผนไทย โดยการส่งเสริมหมอพื้นบ้านให้ใช้สมุนไพรและการนวดแผนไทยดูแลรักษาผู้สูงอายุและผู้พิการ ใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ จำนวน 16,000 บาท
โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและผู้สูงอายุ มีอาสาสมัครดูแล ฟื้นฟู ทำกายภายบำบัด ใช้กายอุปกรณ์ที่ทำจากภูมิปัญญาและวัสดุในท้องถิ่น ใช้งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม จำนวน 50,000 บาท, โครงการเด็กรุ่นใหม่ใส่ใจผู้สูงอายุ ผู้พิการ โดยอบรมเยาวชนจำนวน 50 คนให้มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ใช้งบประมาณจากศูนย์พัฒนาสังคม (ศพส.) จำนวน 11,700 บาท, โครงการปุ๋ยกองโต เพื่อสร้างเครือข่ายชีวอนามัยเฝ้าระวังภัยจากสารพิษในภาคการเกษตร โดยการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรลดเลิกสารเคมี และทำปุ๋ยหมัก-อินทรีย์ใช้เอง ใช้งบประมาณจาก ศพส.จำนวน 19,800 บาท ฯลฯ
“โครงการต่างๆ เหล่านี้เป็นโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนามัยของชาวบ้าน ขณะที่ อสม.ในตำบลก็มีบทบาทในการดูแลให้คำแนะเรื่องสุขภาพอนามัยของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีส่วนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคน้อยลง โดยเฉพาะสมาชิกของกองทุนสวัสดิการฯ ที่มีการเบิกจ่ายสวัสดิการเจ็บป่วยไม่มากนัก ทำให้กองทุนสวัสดิการฯ มีเงินเหลือพอที่จะปรับเพิ่มสวัสดิการให้แก่สมาชิกได้” ประธาน อสม.ตำบลพอกน้อยกล่าว


