วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ ที่ตึกบัญชาการ ๑ ห้อง ๕๐๑และตึกสันติไมตรี พร้อมมอบงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนครั้งที่ ๕ จำนวน ๑,๕๘๗ กองทุน งบประมาณ ๒๖๐.๘ ล้านบาท จะมีผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชน รมต.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯผู้แทน หน่วยงานและคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการชุมชนเข้าร่วมประชุมกว่า ๑,๕๐๐ คน
โดยในช่วงเช้าจะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะประชุมทางไกลเพื่อมอบนโนบายสวัสดิการชุมชนกับผู้ว่าราชการ จังหวัดและคณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัด และในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนายกรัฐมนตรีจะมอบงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการ ชุมชนครั้งที่ ๕ แก่ผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชน ๑,๕๗๕ องค์กร วงเงิน ๒๖๐.๘ ล้านบาท
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมณ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช.เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลภายใต้โครงการ สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน งบประมาณปี ๒๕๕๓ จำนวน ๗๒๗.๓ ล้านบาท และปี ๒๕๕๔ จำนวน ๘๐๐ ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ให้สวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงของชุมชนฐานราก รวมทั้งให้คนในชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดตั้ง และพัฒนาสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ทั้งประเทศ
โครงการมีความคืบหน้าทั้งด้านการพัฒนาความเข้มแข็งและการสมทบงบประมาณเข้า กองทุนสวัสดิการชุมชน โดยในด้านการสมทบงบประมาณได้มีการอนุมัติงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการ ชุมชนระหว่างมกราคม ๒๕๕๓ - เมษายน ๒๕๕๔ จำนวน ๓,๑๗๐ กองทุน วงเงิน ๕๔๒.๙ ล้านบาท คือเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งก่อน ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ จำนวน ๒,๖๕๔ กองทุน ผู้รับประโยชน์รวม ๑.๔๗ ล้านคน และกองทุนสวัสดิการชุมชนใหม่ที่จัดตั้งหลัง ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ จำนวน ๕๑๖ กองทุน โดยมีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับการอนุมัติสมทบงบประมาณรอบสองจำนวน ๓๔๑ กองทุน วงเงิน ๑๓๘.๗๖ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในภาคใต้ เช่นที่จ.สงขลาได้รับการอนุมัติสมทบรอบสองแล้ว ๑๐๐ กองทุน
ในด้านความเติบโตของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เป็นภาพรวม ที่มีข้อมูลเข้ามาที่พอช.จำนวน ๓,๔๔๓ กองทุน มีหมู่บ้านเข้าร่วม ๒๖,๕๔๙ หมู่บ้าน จำนวนเงินทุน ๗๙๐.๗ ล้านบาท และจากข้อมูลกองทุนที่ได้รับการสมทบเฉพาะปี ๒๕๕๓ จำนวน ๑,๙๔๘ กองทุน มีสมาชิก ๑.๓ ล้านราย มีเงินกองทุนรวม ๖๓๖.๕๕ ล้านบาท โดยร้อยละ ๖๖ หรือ ๔๑๘.๗ ล้านบาทมาจากการสมทบของสมาชิก นอกนั้นเป็นเงินสมทบจากอปท. ๗% เป็นเงินสมทบจากรัฐบาลผ่านพอช. ๑๕%และจากแหล่งอื่นๆ ๑๒% และกองทุนส่วนใหญ่มีสมาชิกที่กองทุนละไม่เกิน ๓๐๐ ราย กองทุนที่มีสมาชิกมากกว่า ๓,๐๐๐ รายจำนวน ๒๑ กองทุน และกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีสมาชิกมากที่สุดคือตำบลปากพูน จ.นครศรีธรรมราชคือ ๗,๑๒๓ ราย ส่วนกองทุนทีมีเงินมากที่สุดคือกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคลองขุด จ.จันทบุรี มีเงินกองทุนรวม ๘.๖๓ ล้านบาท
ในด้านการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรสวัสดิการชุมชน ได้มีกลไกสนับสนุนการทำงานทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ประธาน ในระดับตำบลจากข้อมูลกองทุน ๒๖๕๔ กองทุนมีคณะทำงานระดับตำบลรวม ๖๖,๕๙๓ คน ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนและจัดสวัสดิการให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความ ต้องการของชุมชน
ในด้านการจัดสวัสดิการและการคุ้มครองสมาชิก ในรอบปีที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชน ๒,๖๔๖ กองทุน ได้จัดสวัสดิการกว่า ๑๓ ประเภท ครอบคลุมเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย คนด้อยโอกาส ช่วยเหลือผู้ประสบภัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ ฯลฯ มีสมาชิกได้รับสวัสดิการแล้ว ๒๕๑,๔๖๖ ราย ส่วนใหญ่เป็นสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล และกรณีเสียชีวิต
ในด้านบทบาทอื่นๆของกองทุนสวัสดิการชุมชน ส่วนใหญ่ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับงานพัฒนาด้านต่างๆในชุมชน เพื่อนำไปสู่การจัดการตนเองของชุมชนที่เป็นภาพรวมหรือความเดือดร้อนของชุมชน ท้องถิ่น เช่นการแก้ปัญหาหนี้สิน การจัดการน้ำ การจัดการป่า การจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะภัยพิบัติในช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ ที่เกิดอุทกภัยในพื้นที่จ.นครราชสีมา น้ำท่วมภาคกลาง น้ำท่วมดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ กองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพื่อการแก้ ปัญหาเฉพาะหน้า และร่วมวางแผนรับมือภัยพิบัติกับสภาองค์กรชุมชนในหลายพื้นที่ สามารถใช้เงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันที
ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากระบบสวัสดิการชุมชนดังกล่าว จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทย ให้ประชาชนกว่า ๒.๗ ล้านคนซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบได้รับการดูแลและคุ้มครองจากสวัสดิการชุมชน


