พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1272

1เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมคณะทำงานโครงการวิจัยการพัฒนาสังคมเชิงบูรณาการ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยคณะทำงานฯ มีข้อสรุปให้ใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน

ตามที่พอช. ร่วมกับ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ผู้นำสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น  ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสังคมเชิงบูรณาการ โดยใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อดำเนินการศึกษาวิจัยในพื้นที่ตำบลที่กระจายในเขต สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) ๑๒ เขต โดยมีทีมวิจัยจากเจ้าหน้าที่ สสว. ผู้นำสวัสดิการชุมชน อปท./ภาคประชาสังคมในพื้นที่นั้นโดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงานและติดตามความก้าวหน้าของโครงการฯ จึงได้จัดการประชุมคณะทำงานโครงการวิจัยการพัฒนาสังคมเชิงบูรณาการโดยใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลางขึ้น

2นายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการวิจัยการพัฒนาสังคมเชิงบูรณาการโดยใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวเปิดการประชุมและเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของการพัฒนาสวัสดิการชุมชน โดยได้มีกรอบความร่วมมือระหว่าง UN และประเทศไทย ในการขับเคลื่อนสังคมไทยเป็นสังคมสวัสดิการในอนาคตเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ในทางปฏิบัติ ซึ่งในพื้นที่ตำบลต้นแบบ มีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดด้านสวัสดิการเข้มแข็งเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ภาคการเมืองมีข้อเสนอให้เพิ่มเติมภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสวัสดิการจากฐานเดิมที่มาจาก ๓ ส่วน คือ รัฐ อปท. ชาวบ้าน ทั้งนี้ ก็ยังอยู่ในขั้นของการศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ต่อไป

นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช.  ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ได้เสนอในเวทีนี้ว่า หากสามารถดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ในการจัดสวัสดิการชุมชนที่มีความหลากหลาย ก็จะสามารถนำข้อมูลจุดเด่นเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์สำคัญต่อสวัสดิการชุมชนอื่นๆ หรือแม้แต่การนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการสนับสนุนสวัสดิการชุมชนตำบลให้มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น

ผู้แทนทีมวิจัยแต่ละพื้นที่ได้นำเสนอความคืบหน้าการวิจัยในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความคืบหน้าทั้งในส่วนของงานวิจัยและการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนที่น่าสนใจในหลายเรื่อง เช่น  ตำบลเขาพระ จังหวัดสงขลา ได้มีมีการจัดเก็บข้อมูลทั้งจากสมาชิกและผู้ที่ไม่เป็นสมาชิก ๑,๒๐๐ ราย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการพัฒนากองทุนสวัสดิการเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนต่อไป การส่งเสริมปลูกต้นไม้ เมื่อครบ ๓ ปีจะจ่ายเงินสนับสนุนต้นละ ๑๐๐ บาท การฟื้นฟูภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านปลูกสมุนไพร รักษากับหมอพื้นบ้านก็สามารถเบิกค่ารักษาตามกติกากองทุนได้ การลงแรงช่วยกันซ่อมแซมต่อเติมบ้าน การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ ระดมรับแจ้งสิ่งของที่แต่ละรายจะบริจาคโดยยังไม่ต้องนำของมาจัดเก็บรวม ความร่วมมือกับโรงเรียนในการปลูกฝังเรื่องสวัสดิการชุมชนและขยายฐานสมาชิก การส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสเป็นสมาชิกกองทุน ตำบลม่วงน้อย จ.ลำพูน ซึ่งเป็นกองทุนสวัสดิการจากฐานกองทุนหมู่บ้าน ได้มีการนำข้อมูลกองทุนมาวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งในส่วนของข้อมูลสถานะการเงิน เปรียบรายได้-ค่าใช้จ่ายกองทุนต่อเนื่องรายปี ข้อมูลสมาชิกแต่ละช่วงอายุ กับการรับสวัสดิการประเภทต่างๆ ข้อมูลเหตุผลที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันตำบลม่วงน้อยมีสมาชิก ๒,๙๗๕ ราย จากประชากร ๕,๐๐๐ ราย หรือร้อยละ ๖๑ ได้มีการตั้งเป้าหมายขยายสมาชิกเพิ่มและการไปศึกษาดูงานพื้นที่อื่น เพื่อนำมาปรับใช้ ตำบลบางขุนไทร จ.เพชรบุรี ที่ อบต.มีบทบาทสำคัญในการหนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้จัดเก็บข้อมูลทั้งจากผู้ที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก การนำข้อมูลมาปรับปรุงกฎระเบียบกองทุน การจัดบทบาทระหว่างกองทุนสวัสดิการชุมชนกับ อบต. โดยที่อบต.สมทบงบประมาณไปที่กองสวัสดิการชุมชนและให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นจ่ายเงินสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ เช่น งานวันเด็ก ฯลฯ โดยที่ อบต.ไม่ต้องเป็นผู้จัดซื้อเอง ฯลฯ

3ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา อาจารย์จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ได้เน้นย้ำให้คณะวิจัยทุกท่านได้เข้าใจประโยชน์ที่ควรจะได้ตามเป้าหมายสูงสุดร่วมกันในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องบรรลุเป้าหมายทุกข้อ คือ

  1. รัฐบาล / สังคม รับรู้แนวทาง และกำหนดนโยบายการสร้างสังคมสวัสดิการให้เกิดขึ้นตามแนวทางที่คณะวิจัยเสนอ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะสามารถไปให้ถึงเป้าหมายข้อนี้ได้ทั้งหมด
  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความรู้ ความเข้าใจลึกซึ้งเรื่อง สวัสดิการชุมชน สวัสดิการสังคม และสามารถส่งเสริมได้อย่างเหมาะสม อย่างน้อยก็เห็นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานภายนอกในการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน
  3. ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ กระบวนการของชุมชนในการขับเคลื่อนสวัสดิการทำให้มุมมองของชุมชนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไร
  4. ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างกองทุนและได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของกองทุน
  5. บุคลากรมีสมรรถนะในการทำงานสูงขึ้น อย่างน้อยที่สุดคนทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ก็มีองค์ความรู้หรือมีทักษะในการจัดกระบวนสวัสดิการชุมชนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยที่ได้ทำให้คณะผู้วิจัยสามารถตอบคำถามที่อยากรู้ ได้ข้อมูล  ข้อเท็จจริง หรือเข้าใจ กองทุนฯ มากขึ้น และนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา ในชุมชนท้องถิ่น (โดยใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน) สุดท้าย นักวิจัยได้พัฒนาตนเอง รู้จักกระบวนการวิจัยและใช้ประโยชน์จากการวิจัยได้

ข้อสำคัญของการศึกษาวิจัยซึ่งมีความแตกต่างจากงานพัฒนาก็คือ

  1. งานขับเคลื่อนกองทุนฯ อาจพบเจออุปสรรคมากมาย แต่อาจสร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์ได้มาก
  2. ไม่ว่างานพัฒนากองทุนฯ จะสำเร็จหรือไม่ งานวิจัยจะสำเร็จเสมอ หากเราจัดการความรู้ได้อย่างเหมาะสม
  3. เราได้ความรู้อะไร เอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร (ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติมสิ่งที่ทำกันอยู่, องค์ความรู้สำหรับสอนคนอื่นไม่ให้ทำผิดซ้ำซาก, เสนอแนะนโยบาย, ผลักดันกฎหมาย เป็นต้น)

4นางมุกดา อินต๊ะสาร อนุกรรมการโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ที่ปรึกษาคณะทำงานฯได้เสนอเพิ่มเติมภายหลังว่า เดิมกองทุนหมู่บ้านก็ต้องการให้เป็นกองทุนตั้งต้นของหมู่บ้านในการพัฒนาคนในพื้นที่โดยใช้ประโยชน์จากกองทุนหมู่บ้านให้ได้มากที่สุด แต่ในช่วงหลังอาจมีความคลาดเคลื่อนต่อความเข้าใจถึงเป้าหมายหลักของกองทุนหมู่บ้าน แต่ในพื้นที่จังหวัดลำพูนก็แสดงให้เห็นว่า กองทุนหมู่บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของกองทุนสวัสดิการชุมชน ก่อให้เกิดประโยชน์ เชื่อมโยงทุนในพื้นที่และมีการจัดสวัสดิการที่หลากหลาย ในที่นี้ “กองบุญ ก็คือ สวัสดิการชุมชน” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสวัสดิการสังคมต่อไป

ทั้งนี้ คณะทำงานทั้ง ๑๔ พื้นที่ ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของการดำเนินงานที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนร่วมกันในแนวทางการศึกษาวิจัยที่ส่งผลต่อกองทุนสวัสดิการชุมชนในภาพรวม โดยพื้นที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ก็เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงปัญหาสำคัญของกองทุนฯ และเชื่อมโยงชุมชน หน่วยงานให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงการจัดสวัสดิการในพื้นที่ทั้งในด้านกฎระเบียบ ความต้องการของสมาชิก การขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้น การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่สมาชิก เป็นต้น ในบางพื้นที่มีการจัดสวัสดิการที่นอกเหนือจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย  เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมจัดการด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้น โจทย์ที่พื้นที่ตั้งขึ้นจึงเป็นความต้องการที่แท้จริงที่จะแก้ไขปัญหาของกองทุนฯ และมีเป้าหมายทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานและคาดว่าผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมสวัสดิการให้บรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมสวัสดิการต่อไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter