ชัยนาท : เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลาง ผนึกพลังยื่นข้อเสนอเพื่อพัฒนาศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็ง ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศพร้อมผลักดันงบประมาณกองทุนสวัสดิการชุมชนของรัฐบาลต่อไป โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณหนึ่งต่อหนึ่งของภาคประชาชน
คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนและเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลาง ๙ จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับ สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานภาคกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และหน่วยงานท้องถิ่น จัดงาน “สมัชชาสวัสดิการชุมชนคนภาคกลาง” ขึ้น เพื่อนำเสนอรูปธรรมความสำเร็จการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการชุมชนภาคกลาง ๙ จังหวัด ณ โรงแรมชัยนาทธานี อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท มีผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานกว่า ๒๐๐ คน ได้รับเกียรติจากที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานเปิดงาน และรับมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย สวัสดิการชุมชนคนภาคกลาง ๙ จังหวัด
ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า มีความประทับใจในความสำเร็จ และเห็นความสามารถของชุมชนโดยการหนุนเสริมของ ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลมาเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด และสร้างเครือข่ายระดับภาค และประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพและพลังชุมชนว่าชุมชนมีความสามารถทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนและสร้างการยอมรับทุกภาคส่วน ทั้งระดับตำบล จังหวัด และชาติ
“สิ่งสำคัญเราจะทำให้แนวคิดที่ดีเหล่านี้ ขยายให้ครอบคลุมกลุ่มประชาชนทุกคนอย่างไร รวมถึงการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่ตั้งแล้วให้มีคุณภาพและยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชนที่จะต้องมีความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง มีระบบบริหารงานที่เปิดเผยโปร่งใส จะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืน”
ในการนี้ การผลักดันนโยบายการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนของภาครัฐชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีรายละเอียดดังนี้ (๑.) การสร้างความมั่นใจให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนที่กำลังมีการพัฒนาสวัสดิการด้านต่างๆ และขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมคนในพื้นที่ตำบลมากขึ้น ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย จึงยังจำเป็นที่ต้องได้รับการเสริมหนุนงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอ ต่อการสมทบตามฐานการออมของสมาชิก๓๖๕ บาท/คน/ปี และมีแผนงบประมาณต่อเนื่องสำหรับกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่ยังได้รับการสนับสนุน ไม่ครบ ๓ ปี (๒.) การประสานทุกภาคส่วนมาร่วมสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลให้เป็นฐานของการสร้างสังคมสวัสดิการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ที่จะทำให้เกิดสวัสดิการทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างถ้วนหน้า เป็นการสมทบจากการออมของชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ และการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชน ที่สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) โดยมีมาตรการจูงใจเรื่องภาษี รวมทั้งการส่งเสริมให้ท้องถิ่น มีการจัดการตนเอง และ (๓.) การจัดปรับโครงสร้างคณะกรรมการ โดยเพิ่มคณะกรรมการจากภาคธุรกิจเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับชาติ รวมทั้งเพิ่มบทบาทในเรื่องการประสานทรัพยากรหน่วยงาน งบประมาณในการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน
ที่ปรึกษา รมว.พม. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการชุมชนคนภาคกลาง ๙ จังหวัด ที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปสู่การผลักดันการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนของรัฐบาลต่อไป โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณหนึ่งต่อหนึ่งของภาคประชาชน ในส่วนของการสมทบงบประมาณของท้องถิ่นนั้น จะช่วยผลักดันให้เป็นจริงต่อไป
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคกลาง ๙ จังหวัด ได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้ว ๓๗๗ กองทุน (ตำบล) จากพื้นที่พื้นที่ทั้งหมด ๙๖๐ ตำบล ปัจจุบันมีสมาชิกกองทุนรวม ๑๘๓,๗๐๕ คน เกิดการยกระดับการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การจัดสวัสดิการชุมชนจำนวน ๙ ศูนย์การเรียนรู้กระจายใน ๙ จังหวัด
ในงานดังกล่าว มีเวทีเสวนา “ทิศทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนคนภาคกลาง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนจากพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการเคลื่อนขบวนสวัสดิการชุมชนคนภาคกลางในครั้งนี้
นางวราวรรณ นงบาง สมาชิกผู้รับประโยชน์จากกองทุน สวัสดิการชุมชนจังหวัดชัยนาท เล่าว่า ที่สวัสดิการชุมชนตำบลท่าฉนวน เริ่มจัดตั้งกองทุนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ มีความภูมิใจและดีใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องชุมชน แรกๆ ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าสวัสดิการชุมชนคืออะไร เราจึงมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ถึงประโยชน์และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน กองทุนของเรามีการจัดสวัสดิการสำหรับผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ดูแลกันตั้งแต่เกิดจนตาย นอกจากนี้เรายังมีกระบวนการช่วยเหลือกัน จนเกิดเครือข่ายเชื่อมโยงไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น กองทุนภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่น้ำท่วม กองทุนแม่ของแผ่นดิน ดูแลผู้ที่ติดยาเสพติด เป็นต้น ที่มีการนำเงินกองทุนของพวกเรามาช่วยเหลือกัน อยากให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ สำหรับตำบลหรืออำเภอใดยังไม่ครอบคลุมอยากให้เกิดทั้งพื้นที่
“อยากให้กองทุนโตขึ้น ให้องค์กรท้องถิ่นและภาครัฐ สนับสนุนงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน เงินกองทุนที่มอบให้อาจจะไม่มาก แต่เป็นขวัญและกำลังใจให้กับชุมชนต่อไป กองทุนของเรามีแนวทางที่จะพัฒนาคุณภาพกองทุนและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ ถ้าเรามีสวัสดิการชุมชน เราามารถนำไปช่วยเหลือกันได้ พึ่งตนเองได้”
นายธนพล ศรีใส เลขาธิการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้นแบบหนึ่งของพื้นที่ภาคกลาง เล่าว่า เครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดสิงห์บุรีก่อตั้งเมื่อ ๑๔ ก.พ. ๒๕๔๘ ระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน หรือถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาคือได้รับการต่อต้านจากภาครัฐในพื้นที่ จากปี พ.ศ.๒๕๔๘ มีกองทุน จำนวน ๙ กองทุน ๕ ปีต่อมา ในปี ๒๕๕๒ เกิดกองทุนสวัสดิการครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน ๓๙ กองทุน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ หากเรารวมเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนทุกกองทุนเข้าด้วยกัน โดยการสมทบจากสมาชิกวันละบาท รวมกันแล้วได้ ๔๐ กว่าล้านบาท และในปี ๒๕๖๐ เราจะมีสมาชิกกองทุนสวัสดิการเกินกว่า ๑ แสนคน
“ทิศทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองนั้น หัวใจของความสำเร็จ คือ การสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจให้กับทุกคนของชุมชน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนไม่ใช่เรื่องยาก แต่การให้เกิดความยั่งยืนยากกว่า สิงห์บุรีเคลื่อนขบวนงานสวัสดิการชุมชนในรูปแบบเครือข่าย เชื่อมโยงกองทุนในระดับตำบล มีการเคลื่อนงานอยู่ ๘ ประเด็น มีเลขากลางอยู่ ๑ คน ในการเชื่อมทุกประเด็น หากอยากจะรู้ข้อมูลลึกของแต่ละประเด็นเจาะไปที่เลขาแต่ละประเด็นได้เลย ถือว่าสิงห์บุรีสามารถจัดการตนเองได้”
ด้านนายสวัสดิ์ กัญจรัฐ ปลัดอบต.หนองสาหร่ายจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ตอนนี้หน่วยงานท้องถิ่นเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ เราเป็นท้องถิ่นที่เป็นผู้หนุนเสริมเขาเท่านั้นเอง วันนี้สวัสดิการสังคมเป็นเพียงหนึ่งในบทบาทของหน่วยงานท้องถิ่นเท่านั้น เราต้องทำและสนับสนุนทุกเรื่อง สำหรับการสนับสนุนภาคประชาชนในการจัดสวัสดิการชุมชน ควรมีแนวทาง ดังนี้ (๑.) ตำบลใดที่มีการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว เช่น การสมทบ ๑ : ๑ : ๑ ไม่พอ หากท้องถิ่นหนุนเสริมได้ ต้องส่งเสริมมากกว่า ๑ ขา เราแก้ไขปัญหาของประชาชนได้โดยไม่ต้องมาอยู่ในมือเรา ให้ชุมชนหรือประชาชนสามารถบริหารจัดการของเขาเอง สำหรับตำบลที่ยังไม่มีกองทุนสวัสดิการชุมชน หน่วยงานท้องถิ่นต้องเป็นแกนนำในการตั้งกองทุนกลางของตำบล (๒.) กองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ควรผลักดันให้เป็นกองทุนสวัสดิการเพื่อสร้างระบบสวัสดิการให้กับชุมชน เช่น ประปาหมู่บ้าน อย่างน้อยร้อยละ ๑๐ สมทบเป็นกองทุนกลาง (๓.) เราควรผลักดันกองทุนแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้น เช่น การจัดการที่ดิน หากในพื้นที่เรามีที่ดินควรมีการสร้างกองทุนเพื่อแบ่งปันกัน เช่น การจัดสรรที่ดินเพื่อทำนารวม หรือนากลาง เป็นการนำผลประโยชน์เหล่านี้มาแบ่งปันให้กับชุมชนของเรา และ (๔.) เวทีเสวนาเรื่องสวัสดิการชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด และภาค เหล่านี้จะเป็นการสร้างมรดกให้ลูกหลานในประเทศของเรา
นางมนัสนันนท์ ศุภพิทักษ์สกุล ผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น อบต.จระเข้ใหญ่ เริ่มจากกองทุนแม่ของแผ่นดิน และกองทุนภัยพิบัติน้ำท่วม มีการตั้งเวทีประชาคมเล็กๆ ขึ้นมา ชุมชนที่เกิดภัยพิบัติ สมาชิกมีการรวมกลุ่มและดูว่ากลุ่มเป้าหมายหลักๆ ของพื้นที่มีใครบ้าง พบว่า ในพื้นที่มีกลุ่มผู้สูงอายุอยู่มาก จึงนำเงินช่วยเหลือ ตั้งกองทุนผู้สูงอายุมารวมกับกองทุนแม่ของแผ่นดิน จึงเกิดเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนจระเข้ใหญ่ ขึ้น สิ่งที่สำคัญคือภาคประชาชนของเราเริ่มเข้มแข็ง ทุกคนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ดูแลตนเอง เมื่อดูแลตนเองได้ก็เริ่มที่จะขยับไปดูแลเพื่อนได้
“สวัสดิการชุมชนมีพลังมากเหลือเกิน มีภาคีทั้งภาคท้องถิ่นให้การหนุนเสริม มีหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุน มีภาคประชาชนที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมถึงภาคธุรกิจที่จะมาเป็นล้อที่สี่ในการที่จะมาหนุนเสริม ยิ่งทำให้เห็นพลังของสวัสดิการชุมชนให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น สำหรับนโยบายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เอื้ออยู่แล้ว หากชุมชนมีการรวมตัวเป็นรูปธรรมชัดเจน จะคลอบคลุมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพี่น้องที่นั่งอยู่ตรงนี้ เป็นการให้คุณค่ากับตนเอง ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี หากทุกท่านให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี”
นายกฤษดา สมประสงค์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนพวกเราร่วมกันทำมานานมาก กว่าที่จะผลักดันมาสู่นโยบายของรัฐบาล ภาพแรกที่เห็น คือ ประการแรก คนมีความสุขมากขึ้น ประการถัดมา เห็นระบบการช่วยเหลือกันตั้งแต่ตำบล จังหวัด และระดับภาค รวมถึงระดับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม ทุกคนรวมตัวกันมาช่วยเพื่อนที่ได้รับผลกระทบ รวมตัวกันเป็นภาคมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเป็นขบวน ประการที่สาม เห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ใน ๓ ระดับ คือ พี่น้องประชาชนเป็นคนกำหนดการพัฒนาในพื้นที่ได้ทั้งหมด เช่น กองทุนที่กำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงสามารถกำหนดนายก อบต. ในท้องถิ่นได้ด้วยเช่นกัน สำหรับในระดับจังหวัด ทุกวันนี้พี่น้องไปที่จังหวัดได้รับความเกรงใจ ได้รับความเคารพ และยอมรับ สิ่งที่เห็นคือเราพึ่งตนเองได้เข้มแข็ง และจังหวัดก็พึ่งพาเรา และระดับชาติ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงของงบประมาณของรัฐ เดิมรัฐเป็นคนกำหนดงบประมาณมาให้พื้นที่ แต่กระบวนการสวัสดิการชุมชนเป็นตัวกำหนดนโยบายรัฐบาล และบอกว่ารัฐบาลต้องสมทบสวัสดิการให้กับประชาชน รวมถึงการกำหนดท้องถิ่นให้สมทบงบประมาณเช่นกัน
“ดีใจไม่น้อยที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาชน กระทรวงมหาดไทยควรมีแนวทางในการสนับสนุนระบบของสวัสดิการชุมชน ๓ ประการ คือ (๑.) กระจายอำนาจไปที่ อบต. อบจ. ไม่พอ ต้องกระจายอำนาจจากท้องถิ่นไปสู่ประชาชน สวัสดิการชุมชนเป็นอีกระบบหนึ่งที่จะต้องมีการกระจายอำนาจระบบสวัสดิการสังคมมาสู่ท้องถิ่น (๒.) ระบบการวางแผนท้องถิ่น ชุมชนมีการทำแผน และท้องถิ่นเป็นผู้เสนองบประมาณสวัสดิการชุมชนจะสามารถเป็นฐานในการกระจายในระบบอื่นๆ (๓.) เงินอุดหนุนที่พี่น้องสมาชิกสวัสดิการชุมชนทำโครงการเข้าไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ท้องถิ่นสามารถตั้งเป็นงบอุดหนุนกับชุมชนได้ รวมถึงเงินสมทบจากท้องถิ่น หาก อปท. มีกองทุนสวัสดิการชุมชน สามารถตั้งงบสมทบมาสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนแล้วเป็นเงินของพี่น้อง ได้แล้วตัดขาดจากท้องถิ่นโดยเด็ดขาด วันนี้การสมทบ ๑ : ๑ : ๑ พอหรือไม่ จากระบบกองทุน ๑ ล้อ ล้อเดียวมันไม่มั่นคง พัฒนาเป็น ๒ ล้อจากท้องถิ่น ขยายเป็น ๓ ล้อจากภาครัฐ และต่อไปเป็น ๔ ล้อ คือองค์กรภาคเอกชน น่าจะมีโอกาสสมทบกับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เกิดความยั่งยืนได้ในอนาคต”
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เราผ่านระบบโครงการมามากพอสมควร ตอนนี้เรื่องเหล่านี้ผ่านไปแล้ว และกำลังคุยกันเรื่องผลกระทบต่อการจัดสวัสดิการ การพัฒนาคุณภาพที่เราคุยให้กับนโยบายฟังเป็นเรื่องที่ดี ทีนี้เราพอใจไหมว่าการทำสวัสดิการอย่างเดียวสามารถเปลี่ยนพื้นที่ได้ สิ่งที่คาดหวังคือการเปลี่ยนของการบริหารจัดการพื้นที่ที่จังหวัด รวมถึงการเปลี่ยนการใช้งบประมาณที่จากกระทรวง ทบวง กรม กลับมาบริหารจัดการที่จังหวัด และพร้อมที่จะเคลื่อนขบวนงานพัฒนาในระดับจังหวัดในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องที่ดิน ภัยพิบัติ เป็นต้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง มีการจัดขบวน จัดพื้นที่ เพื่อเคลื่อนงานไปด้วยกันอย่างไร ซึ่งขบวนสวัสดิการชุมชนจะช่วยกันทำหรือจัดการภัยพิบัติโดยให้รัฐบาลสนับสนุน ที่มากกว่าการสมทบ
“อีกเรื่องที่น่าจะคิดกันต่อไปคือ เรามองไปที่ตำบลของเรา ลุ่มน้ำของเรา วิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง เรามองที่จังหวัดของเรา เราอยากให้ขบวนสวัสดิการชุมชนที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ภัยพิบัติ ควรมีหน้าตาอย่างไร เราจะวางบทบาทขบวนของเราอย่างไร มีการค้นหาคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่มีอยู่แค่ ๔-๕ คนทำทุกเรื่อง นับเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะร่วมกันเคลื่อนขบวนต่อไป” นายพลากร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้เครือข่ายสวัสดิการชุมชน ๙ จังหวัดภาคกลาง ได้มีข้อเสนอร่วมกันจากข้อสรุปของเวทีสมัชชาสวัสดิการ คือ
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการขยายฐานสมาชิกและต้องบรรจุอยู่ในแผนการพัฒนาของตำบล ให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน ทั้งในระดับหมู่บ้าน/ตำบล/เทศบาลตำบล อำเภอ และจังหวัด
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการ /สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ทีมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด ตั้งแต่ ทบทวนคณะทำงาน การแบ่งบทบาทหน้าที่ของแต่ภาคส่วน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการสร้างความเข้าใจในเจตนารมณ์ ของการจัดสวัสดิการชุมชน ให้เข้าใจเรื่องผู้ให้และผู้รับ ให้อย่างไรเรียกว่ามีคุณค่า และรับอย่างไรจึง มีศักดิ์ศรี
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการประชาสัมพันธ์กองทุนสวัสดิการชุมชนให้กับหน่วยงานภาคีทุกระดับรับทราบและหนุนเสริมกองทุนอย่างต่อเนื่อง
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการบูรณาการคณะทำงานและสมาชิกแต่ละกองทุนที่ดำเนินการด้านสวัสดิการให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ต่อการช่วยเหลือสมาชิกไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานร่วมกัน โดยใช้ข้อมูล ความรู้ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในทุกระดับของพื้นที่ และมีองค์ประกอบจากภาคชุมชน และหน่วยงาน ภาคีทุกระดับ
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีจะจัดความสัมพันธ์ทางโครงสร้างใหม่ ตั้งแต่ระดับท้องที่ ท้องถิ่น ตำบล ระดับจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใน แต่ละส่วนให้ชัดเจน
- กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องมีการพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะ ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ พร้อมกำหนดระบบติดตามและหนุนเสริม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการชุมชน
หน่วยงานในระดับจังหวัด
- จัดเวทีสร้างความเข้าใจแนวคิด เจตนารมณ์ ขั้นตอน วิธีการดำเนินการ ให้กับแกนนำ ชาวบ้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประกาศให้เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นนโยบายของจังหวัด
- องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานภาคีให้การสนับสนุนในการพัฒนา เช่น การบริหารจัดการกองทุน พัฒนาบุคลากร ระบบบัญชี เอกสาร สถานที่ และสมทบงบประมาณ โดยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาของท้องถิ่นทุกปี
- หน่วยงานภาคีในพื้นที่เข้ามาเป็นคณะทำงานในการขับเคลื่อน และส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็ง
- ศึกษาดูงานและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่รูปธรรม เรื่องสวัสดิการชุมชน
- ประกาศให้เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด
ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
- รัฐต้องประกาศให้เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ ทุกรัฐบาล
- รัฐต้องออกกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน
- รัฐต้องออกระเบียบให้ท้องถิ่นสมทบงบประมาณได้
- รัฐต้องมีการสมทบ 1 ต่อ 1 จาก อปท. และ รัฐบาล สู่กองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง
- รัฐต้องกำหนดให้มีวันสวัสดิการชุมชนแห่งชาติโดยเฉพาะ และส่งเสริมให้มีการรวมพลังการจัดงานสมัชชาสวัสดิการพร้อมกันทุกจังหวัด
รัฐต้องผลักดันให้มีสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องสวัสดิการชุมชนโดยเฉพาะ (สื่อของรัฐ)




