18 พฤศจิกายน 2548
ประมาณเดือนมีนาคม 2545 ชาวบ้านบ้านโป่งทั้งหญิงและชายนับร้อยคน ต่างก็ถือขวาน มีด เลื่อย จอบ ฯลฯ ไปช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อแผ้วถาง “สภาพที่แพะ” ที่ถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่าจนมีสภาพป่ารกทึบ เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน
ป้าลี ชาวบ้านบ้านโป่งย้อนอดีตอันขมขื่นให้ฟังว่า “บ้านโป่ง” เป็นชุมชนเก่าแก่ ตั้งอยู่ในตำบลแม่แผก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีอายุร้อยปีเศษ เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยโป่งหลวง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย แรก ๆ ชาวบ้านบุกเบิกที่ดินเพื่อปลูกข้าวเหนียว การทำมาหากินก็อาศัยธรรมชาติไม่มีเดือดร้อน
“แต่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้วิถีการทำมาหากินของชาวบ้านค่อย ๆ เปลี่ยนไป หันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตั้งแต่การเข้ามาของโรงงานน้ำตาล ราวปี 2504 พอการปลูกอ้อยซบเซาก็ตามด้วยโรงงานยาสูบในปี 2508 อุตสาหกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ชาวบ้าน เปลี่ยนที่ดินของตนเองเป็นไร่ยาสูบ ในที่สุดพืชอื่น ๆ ก็ตามมาไม่ว่าจะเป็นกระเทียม กะหล่ำ มันอาลู ซึ่งการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหล่านี้ ล้วนใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง พอผลผลิตราคาตกต่ำ ชาวบ้านก็เป็นหนี้ล้นพ้นตัว จนไม่มีทางออก”
ป้าลี เล่าอีกว่า ในช่วงปี 2527 เป็นต้นมา เป็นยุคที่ที่ดินมีราคาแพง มีนายหน้าเข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านซึ่งเดือดร้อนเงินอยู่แล้ว พากันขายที่ดินของตนเอง ไม่เพียงที่แพะเท่านั้น แต่ที่นาริมฝั่งแม่น้ำปิง ก็ถูกขายไปด้วย ซึ่งพอที่ดินตกอยู่ในมือของนายทุน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นโฉนดอย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปจำนองกับธนาคาร บ้างก็เอาเงินมาลงทุน ทำรีสอร์ท ทำถนน ต่อไฟฟ้าเข้าไป แต่ทำได้ไม่นานก็ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
ชาวบ้านเองก็ไร้ที่ทำกิน ในช่วงปี 2533 พอจะปลูกชะอมไร้หนามสร้างรายได้ได้บ้าง แต่ที่ดินไม่เพียงพอ ในขณะที่ชุมชนมีการขยายตัว รวมทั้งมีสมาชิกจากต่างถิ่นย้ายเข้ามา ทำให้ความต้องการที่ดินเพื่อทำมาหากินมีมากขึ้น
ป้าเขียว บอกว่า ที่ดินที่พวกเรา 79 ครอบครัว ซึ่งไม่มีที่ทำกิน ช่วยกันหักร้างถางพงนี้ มีเนื้อที่ราว 500 ไร่ นายทุนทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยที่ทั้งหมดนี้เราจะแบ่งให้สมาชิกสร้างที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 2 งาน และแบ่งเป็นที่ทำกิน 2-3 ไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ ส่วนที่สามจะจัดสรรเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชน 25 ไร่ เพื่อสร้างศาลาการประชุม และที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เราเรียกมันว่า “โฉนดชุมชน”
“แรก ๆเราก็ปลูกพืชยืนต้นจำพวกลำไย ส้ม แล้วสลับด้วยการปลูกพืชล้มลุก เพื่อจะได้เก็บผลผลิตออกขาย เอาเงินมาหมุนเวียน เรามีการประชุมสมาชิกเป็นระยะเพื่อวางกฎเกณฑ์ร่วมกัน เช่น ห้ามขายที่ดิน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่ม”
นอกจากมีการจัดระบบที่ดินในลักษณะของโฉนดชุมชนแล้ว ยังมีการจัดระบบดูแลเรื่องน้ำ โดยมีการระดมทุนสร้างอ่างเก็บน้ำแล้ววางท่อประปาไปยังที่ดินของสมาชิกทุกแปลง มีการจัดระบบดูแลการใช้น้ำเพื่อให้สมาชิกได้รับน้ำอย่างทั่วถึง
ป้าเหลือ บอกว่า ก่อนหน้านี้เราเหลือทุนเพียงแรงงานและความรู้ในการเพาะปลูก แต่เราไม่มีที่ดิน ไม่มีเงิน อนาคตของลูกหลานจึงมืดมน มาถึงวันนี้เราจึงเห็นว่าการมีที่ดิน มันมีความสำคัญเพียงไร เราจึงต้องจัดการที่ดินที่เราแผ้วถาง เป็นอย่างดี
พอเราทำที่ดิน ซึ่งรกร้างว่างเปล่าให้มีค่าขึ้นมา นายทุนก็เข้ามาทวงคืน เราจึงต้องใช้น้ำเย็นเข้าเจรจา ผู้หญิงใจเย็นจึงต้องเป็นทัพหน้าในการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ และเจ้าของที่ดิน เพราะเราถือว่าที่ดินไม่ใช่เป็นเพียงที่อยู่ และที่ทำกินเท่านั้น แต่มันเกี่ยวพันถึงวิถีแห่งชีวิตและธรรมชาติที่ผูกพันกัน พึ่งพาต่อกัน มันเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด ทำให้อิ่มท้องและอุ่นใจ ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
“เราจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านทุกคน มีส่วนร่วมในการรักษาแผ่นดิน ซึ่งมีหลายวิธีโดยเบื้องต้นก็คือการทำมาหากินที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี ผลิตปุ๋ยขึ้นมาใช้เอง ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ทุกชนิดที่ต้องกินต้องใช้ พวกเรามีกองกำลังของพวกเราเอง ในการกอบกู้เมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้านให้คงอยู่”
พวกผู้หญิงช่วยเหลือชุมชนได้มาก ไม่เพียงเจรจาต่อรองกับหน่วยงานต่าง ๆ เท่านั้น แต่กิจกรรมทุกอย่างที่พูดมา ผู้หญิงก็เข้าไปมีส่วนช่วยอย่างสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่การช่วยดูเรื่องรายรับ – รายจ่ายในครอบครัว
“ทุก ๆ เย็นหลังกินข้าวแล้ว เราก็มาพบปะพูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบ เอาปัญหามาช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ มันทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ รักและหวงแหนมัน”
บทเรียนอันเจ็บปวดเกี่ยวกับการสูญเสียที่ดินในอดีต พัฒนาสู่การต่อสู้อย่างสันติเพื่อให้ได้ที่ดินมา ประกอบกับการพัฒนาที่ดินที่ได้มาตามแนวทางที่ยั่งยืน โดยทุกคนมาร่วมกัน มันทำให้ชาวบ้านบ้านโป่งตระหนักว่า “ที่ดินมีความสำคัญเพียงไร”
ทุกวันนี้ชาวบ้านโป่ง (จริง ๆ แล้ไม่เฉพาะบ้านโป่ง แต่มีอยู่ทั่วประเทศ) เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้แล้ว เพราะได้ทำประโยชน์ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อยู่อาศัยมานาน แม้ว่าในทางนิตินัย ที่ดินผืนนี้ยังเป็นของนายทุนต่างถิ่นอยู่ก็ตาม… การต่อสู้ของชาวบ้านจึงต้องดำเนินต่อไป
กรณีเช่นนี้ ข้อยุติจะเป็นเช่นไร ได้เวลาแล้วที่จะมาช่วยกันหยิบยื่นความเป็นธรรมและสร้างบรรทัดฐานที่ชอบให้เกิดขึ้นไปแผ่นดิน เชิญร่วมกันค้นหาคำตอบได้ในงาน “โครงการมหกรรมปฏิรูปที่ดิน โดยชุมชนปฏิบัติการภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ณ พื้นที่ปฏิรูปชุมชนบ้านโปร่ง ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 17 – 19 พฤศจิกายน 2548”


