ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าห้วยขาแข้ง และป่าอุ้มผางเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ติดต่อกันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่าหลากชนิดได้ดำรงชีพอยู่อย่างสงบสุขในป่าใหญ่ เช่นเดียวกับคนที่นี่ซึ่งเป็นคนป่าเขาเผ่าชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มาหลายร้อยปี
สมหมาย ทรัพย์รังสิกุล อายุ 62 ปี แกนนำกะเหรี่ยงฤาษีบ้านหม่องกั๊ว ต. แม่จัน อ.อุ้มผาง จ. ตาก เล่าว่า พวกเราเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และความเชื่อแตกต่างจากสังคมภายนอก ปราศจากการแต่งเติมของอารยธรรมความเจริญจากนอกชุมชน ผืนป่าที่นี่คือลมหายใจสุดท้ายของคนทั้งประเทศ
คำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่ของคนกะเหรี่ยงที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เตือนสติลูกหลานพึงระวังอันตรายถ้าลูกหลานชาวกะเหรี่ยงไม่เท่าทัน มันจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นทั้งศีลธรรม วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี อาหาร และทรัพยากรธรรมชาติรอบกาย
การสูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติ ปฎิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุสำคัญมาจากการพัฒนาที่มุ่งเน้นให้ประเทศไปสู่ความทันสมัย โครงการต่างๆ ถนน ไฟฟ้า อาชีพ พืชเชิงเดี่ยว ฯลฯ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองจึงเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ส่งผลให้ชุมชนและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องมาทะเลาะกัน ในที่สุดมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงเข้ามาเป็นกาวใจเชื่อมประสานสามารถทำงานร่วมกัน
ยุทธชัย บุตรแก้ว หรือ “จอตือ” หัวหน้าภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเขต อ. อุ้มผาง จ. ตาก ให้ภาพโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตกว่า โครงการขยายจอมป่า ระยะสอง เป็นการขยายไปสู่พื้นที่รอยต่อของผืนป่าฝั่งตะวันออกและผืนป่าอุ้มผางของจังหวัดตาก ซึ่งเป็นการทำงานแบบใหม่ที่จะเกิดการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม คือ การใช้ “คนกลาง” อย่างมูลนิธิสืบฯ ร่วมทำงานกับภาครัฐและชุมชนเพื่อจัดการลดความขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนกลางป่าอนุรักษ์ กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และมูลนิธิสืบฯ ผ่านการเปิดเวทีปรึกษาหารือ ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ สร้างการยอมรับ การถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างฝ่ายรัฐในระบบการจัดทำแผนที่ การกันแนวเขตที่ดินทำกินและการอนุรักษ์ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างปิติสุขในชุมชน
จอตือเล่าว่า ผืนป่าอนุรักษ์ในเขต อ. อุ้มผาง มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 34 ชุมชน อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง 27 ชุมชนและเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก 7 ชุมชน มีสมาชิกประมาณ 7,500 กว่าคน เลี้ยงตนด้วยการทำไร่หมุนเวียน เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร อยู่กันอย่างสงบสุข แต่ความเจริญได้เข้าไปทำลายวิถีชุมชนเมื่อรัฐได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ชาวบ้านถางป่าออกไปให้ได้ผลผลิตปริมาณมากเพื่อแลกกับเงินตรา ยิ่งภายหลังรัฐได้ประกาศให้ผืนป่าตะวันออกและผืนป่าอุ้มผางเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ทับพื้นที่ชุมชนจนเกิดความไม่เข้าใจกันอย่างรุนแรง ฝ่ายชาวบ้านก็ไม่ยอมโดยให้เหตุผลว่าบรรพชนเขาเข้ามาอยู่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมรับโดยอ้างถึงกฎหมายเข้าว่า
สถานการณ์จึงเกิดความตรึงเครียดต่างฝ่ายต่างอยู่กันอย่างหวาดระแวง ช่วงนั้นมูลนิธิสืบฯ ได้มีแผนการจะขยายเขตพืนที่อนุรักษ์เพื่อเพิ่มบ้านให้สัตว์ป่า จึงเข้ามาเป็นกาวใจช่วยไกล่เกี่ยทั้งสองฝ่าย โดยเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ อนุรักษ์ป่า รักษาสัตว์ จึงเกิดเป็นจุดร่วม ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่จับกุมและชุมชนไม่ทำลายป่ามากขึ้น
การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกันทั้งสองฝ่ายจึงเกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เรียนรู้เรื่องประเพณี วัฒนธรรม และชุมชนก็เรียนรู้เรื่องกฎหมาย จนเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันขึ้น
การบ่มเพาะวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่ายได้คลายจากศัตรูสู่เพื่อนรัก เจ้าหน้าที่ทุกคนเมื่อลงพื้นที่หากไม่กินข้าวเกิน 3 บ้าน ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน ความสนิทสนมนี้ทั้งสองฝ่ายใช้เวลากว่า 2 ปี มีการพูดคุยกัน ให้ความรู้สร้างจิตสำนึกรักชุมชน จึงได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย
สมปอง ทองศรีเข้ม หัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก จ. ตาก เล่าว่า เราเอาความจริงใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจเข้าหากัน จึงนำไปสู่การทำงานร่วมกัน ทั้งการกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดิน มีคณะกรรมการร่วมอนุรักษ์ผืนป่า กิจกรรมการลาดตระเวน การปลูกพืชสี่ชั้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายด้านการอนุรักษ์ และช่วยให้ภาคีต่างๆ ได้ทำความเข้าใจและขับเคลื่อนร่วมกันอย่างมีพลัง ซึ่งไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนแต่ก่อน
การกำหนดทิศทางของเราต้องเกิดจากการยอมรับและปฎิบัติได้จริง จึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนและต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่เขาเข้ามาอยู่ก่อนเรา
ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าป่าไม่ใช่ของใครคนหนึ่งคนใดแต่เป็นสมบัติของคนทั้งโลก การขยายแนวคิดด้านการรักษาป่าต้องไม่มองเพียงแหล่งสร้างรายได้ เราต้องมองทะลุไปทุกมิติทั้งด้านสังคม การศึกษา วัฒนธรรม อาหารและยา เพื่อเกิดความสมดุลของธรรมชาติ
เจริญชัย ชัยพฤษคีรี อายุ 63 ปี แกนนำกระเหรี่ยงฤาษีบ้านหม่องกั๊ว ต. แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เล่าว่า บ้านหม่องกั๊วมีทั้งหมด 90 หลังคาเรือน สมาชิก 240 คน ซึ่งแต่เดิมชาวกระเหรี่ยงต้องการที่ดินทำกินครอบครัวล่ะ 5-6 ไร่ก็อยู่ได้คุ้มปีแล้ว หากรัฐหันมาส่งเสริมประกอบอาชีพแบบผสมผสานที่ไม่ต้องการใช้พื้นที่มาก และรณรงค์ให้ชาวบ้านหยุดปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลักลอบบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม เชื่อว่าเราก็อยู่กันได้แล้ว
เราปลูกข้าวหลุมเดียวกันกับพริก ปลูกข้าวโพด เผือก มัน ในไร่เดียวกัน ก็เลี้ยงครอบครัวได้ แต่ทุกวันนี้ลูกหลานถางป่าไปมากเพื่อเพิ่มผลผลิตส่งขายในเมือง และใช้สารเคมีจนดินเสื่อม สุดท้ายก็เป็นหนี้ ไม่มีอะไรดีขึ้น
เชื่อว่าการดำรงชีพอย่างนี้ไม่เหมาะกับชุมชนกะเหรี่ยงอย่างเรา จึงอยากบอกลูกหลานให้หยุดเชื่อคนภายนอกได้แล้วและหันมานับถือบรรพบุรุษของเราดีกว่า เงินไม่มีความจำเป็นมากนักสำหรับเรา หรือจำเป็นก็ตอนเจ็บป่วยเท่านั้น เราอยู่ป่ามาแต่ปู่ ย่า ตา ทวด เราอยู่รอดเพราะในป่ามีทุกอย่าง เราต้องพอเพียง คือพออยู่พอกิน พออยู่ได้ พอทำได้ แม้จะนอนบ้านไม้ไผ่หรือนอนบ้านไม้ บ้านปูน ก็นอนเท่ากัน ขอแค่กินได้อยู่ได้ในชุมชน
หม่อปาแหล่ะ ทรัพย์สิน คณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันออก บ้านปะละทะ ต.แม่ละมุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เล่าว่า บ้านปะละทะไม่เหลือร่องรอยของการทำไร่หมุนเวียนแล้ว เพราะทุกครัวเรือนหันมาปลูกข้าวโพดกันหมดแล้ว ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่าเราใช้พื้นที่กันกว่า 43,507 ไร่ นับว่าเยอะมากหากเทียบกับเมื่อก่อน การปลูกพืชเชิงเดี่ยวหากไม่บุกรุกป่าก็ไม่มีที่ทำกิน เราไม่มีทางเลือกไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังดีที่ชุมชนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีความเข้าใจกัน และเราก็สัญญาว่าจะไม่บุกรุกเพิ่มอีก
ทั้งชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และมูลนิธิสืบ ต่างเป็นเสมือนก้อนเสา 3 ก้อน ที่จะยึดโยงไว้ด้วยกัน เราไม่หนักใจที่จะโดนไล่ที่ หรือเสี่ยงการถูกจับกุมอีกแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจนี้จะนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน
กาวใจที่มูลนิธิสืบ สร้างเป็นโมเดลในวันนี้ ทำให้หลายพื้นที่ในผืนป่าตะวันตกทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง ได้นำเป็นแบบอย่าง เพื่อต้องการให้รู้ว่าหากมีความเข้าใจต่อกันระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ แล้วเชื่อว่าจะนำไปสู่แสงสว่างสร้างจิตสำนึก รับผิดชอบต่อผืนป่า ที่เกิดจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาและความจริงของสังคมเป็นที่ตั้ง โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม เกิดการยอมรับ เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าลดภาวะโลกร้อนได้อย่างแท้จริง


