หลังเกิดกระแสการปฏิรูปการเมือง รอบ 2 ขึ้น ทำให้ภาคประชาชนเกิดความตื่นตัวที่จะร่วมกันเสนอแนวคิดเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผลักดันบางมาตราของรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม จึงเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวขององค์กรชุมชนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
นายอุทัย บุญดำ ผู้ประสานงานเครือข่ายสินธุ์แพรทอง ต.ลำสินธุ์ กิ่งอำเภอศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมด้านเศรษฐกิจชุมชน บอกว่า อยากจะผลักดันให้มาตรา 40 ตามรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า คลื่นความถี่เป็นสมบัติสาธารณะ และกำหนดให้มีองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2540 การปฏิรูปสื่อก็ยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และสื่อวิทยุ โทรทัศน์ที่มีอยู่ก็ยังถูกครอบงำ ดังนั้นการกระจายความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ไปสู่ภาคชุมชนก็ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม
“เราอยากจะมีสื่อที่หลากหลาย นำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาเรารับข้อมูลเพียงด้านเดียว คือ จากสื่อที่รัฐเป็นเจ้าของ ส่วนหนังสือพิมพ์มันเข้าไปไม่ถึงชนบท คนก็ดูแต่โทรทัศน์ ฟังวิทยุ ซึ่งรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดเลย” ผู้ประสานงานเครือข่ายสินธุ์แพรทอง กล่าว
นายสินธุ แก้วสินธุ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายป่าชุมชนภาคใต้ เห็นว่า ตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2540 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน หรือ ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ มักมีการเปลี่ยนแปลงหัวใจสำคัญเสมอๆ ที่เห็นเด่นชัด คือ การผลลักดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร จึงต้องผลักดันร่วมกันต่อไป เพื่อให้เกิดการยอมรับทางนโยบาย
ด้านนายบุญ แซ่จุ่ง แกนนำเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง กล่าวว่า สถานการณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นกระแสที่มาแรงและองค์กรชุมชนที่ต้องเตรียมรับมือ เนื่องจากที่ผ่านมาการปฏิรูปการเมือง เป็นไปตามความต้องการของชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ แต่คนฐานรากยังไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก แม้ความต้องการบางอย่างจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น มาตราที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชน แต่ก็ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมเท่าที่ควรในเชิงปฏิบัติ ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองรอบ 2 ครั้งนี้ ต้องทำการเมืองให้เป็นเรื่องปากท้องของชุมชน
ขณะที่นายแก้ว สังข์ชู ผู้ประสานงานเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน 4 ภาค บอกว่า วิกฤติในระยะที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่า ระบบการตรวจสอบหรือกลไก ตามรัฐธรรมนูญนั้น ประชาชนไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นภาคประชาชนต้องสร้างการเมืองให้เป็นเรื่องของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว เราต้องสร้างกลไกการตรวจสอบให้เป็นของภาคประชาชน
“เรากำลังคิดกันว่า ภาคประชาชนอาจจะต้องเริ่มจากการตรวจสอบนักการเมืองที่ชาวบ้านเลือกไปก่อน ต่อไปจะมีการเชิญ ส.ส. หรือ ส.ว. มาพบชาวบ้านในเวทีประชาชนกันทุก 6 เดือน เพื่อเสนอความต้องการของชาวบ้านให้ผู้แทนได้นำไปเสนอยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันผู้แทนเหล่านี้ก็ต้องมาเสนอผลงานว่าระยะที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง เป็นหนทางตรวจสอบอย่างหนึ่งของภาคประชาชน โดยเฉพาะช่วงการปฏิรูปการเมืองรอบ 2 นี้ บรรดาผู้แทนทั้งหมด มีหน้าที่สำคัญในการนำความคิดเห็นของชาวบ้านไปกำหนดเป็นแนวทางการปฏิรูปการเมือง นอกเหนือจากหน้าที่ประจำ” ผู้นำชุมชนจากพัทลุง และว่า
ในระยะนี้เครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน เครือข่ายที่อยู่อาศัย เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายป่าชุมชน เป็นต้น จะเริ่มพูดคุยกัน ในการกำหนดท่าทีและประเด็นการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้การปฏิรูปการเมืองรอบ 2 เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง


