พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2184

      เมื่อวันที่ 24 – 25 พฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) กรมการพัฒนาชุมชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง(อตก.) และสหพันธ์ อบต. จัดสัมมนา เรื่อง “องค์กรชุมชนท้องถิ่นกับการอภิวัฒน์สังคมและการเมือง” ขึ้น ณ โรงแรมดีลักษ์ เพลส กทม. โดยมีแกนนำองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 250 คน

การเมืองต้องตอบสนองความต้องการของชุมชน
      นายสุรินทร์  กิจนิตย์ชีว์  ประธานกรรมการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม และผู้นำชุมชนอาวุโส กล่าวในการเปิดสัมมนาว่า การแลกเปลี่ยนเรื่องการอภิวัฒน์สังคมและการเมืองในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันหาแนวทางในการจัดการตนเองของชุมชน เพื่อสนองตอบความต้องการของชุมชน ซึ่งคาดหวังว่าจะได้เห็นความคิดแผนและกลไกของการอภิวัฒน์สังคมและการเมืองของภาคประชาชนที่ชัดเจน โดยจะต้องเน้นไปที่จะทำอย่างไรให้องค์กรชุมชนฐานรากสามารถจัดการตนเองได้

การเมืองมิใช่เพียงการเลือกตั้ง
      น.ส.สมสุข  บุญญะบัญชา
  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวในการเสวนาว่า การเมืองในปัจจุบันมองเพียงการเลือกตั้ง เพื่อเลือกตั้งตัวแทนแล้วมอบอำนาจการจัดการเบ็ดเสร็จให้กับพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมาก ซึ่งค่อนข้างอันตราย แต่การเมืองที่เหมาะสมควรสร้างระบบที่ท้องถิ่นจัดการตนเองได้ขึ้นมา เป็นความสัมพันธ์แนวราบที่ทุกคนในท้องถิ่นมีสิทธ มีเสียง ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับรู้ ร่วมบริหารจัดการ มีสิทธิดูแลทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น มีฐานงบประมาณเป็นของตนเอง ระบบส่วนกลางและระบบของท้องถิ่นต้องมีความสัมพันธ์กัน โดยให้ระบบท้องถิ่นเป็นตัวตั้งของการพัฒนาให้มากที่สุด

      ด้านอาจารย์บรรเจิด  สิงคะเนติ  จากศูนย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเมืองปัจจุบันมีความขัดแย้งที่สุดขั่วอย่างชัดเจน เพราะไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การปฏิรูปสังคมและการเมืองในครั้งนี้จึงต้องสร้างให้องค์กรท้องถิ่นเข้มแข็ง มีพลังทั้งในแง่ของการจัดการตนเอง และการตรวจสอบส่วนกลาง ส่วนรายละเอียดของการปฏิรูปนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่ที่สำคัญ องค์กรชุมชนต้องเน้นที่การสร้างอำนาจให้กับท้องถิ่นในเรื่องต่าง ๆ เช่น การดูแลทรัพยากรของชุมชน  การกระจายความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชน  การกระจายการถือครองที่ดิน  เป็นต้น

ชุมชนเน้นการสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางสร้างท้องถิ่นเข้มแข็ง
      จากการแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 5 ภาค เพื่อร่วมกันกำหนดแนวคิดทิศทางข้อเสนอในการปฏิรูปสังคมและการเมืองตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปสังคมและการเมืองภาคประชาชนได้ข้อสรุปที่น่าสนใจ คือ
1. มีความเห็นว่าที่ผ่านมาชุมชนมีรูปแบบการจัดการตนเองอยู่ทั่วประเทศ ทั้งด้านสังคม  เศรษฐกิจและการเมือง โดยมียุทธศาสตร์พัฒนาเป็นของตนเองแตกต่างไปตามสภาพพื้นที่ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเรียนรู้ ขยายผลให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ
2. ส่วนข้อเสนอที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมแบะการเมืองนั้น  ส่วนใหญ่มีความเห็นที่ตรงกันในการเพิ่มอำนาจของท้องถิ่นและลดอำนาจส่วนกลาง เช่น ท้องถิ่นต้องสามารถจัดการทรัพยากรของตนเองได้  มีระบบงบประมาณ  มีระบบตัวแทนที่คัดสรรมาจากคนในท้องถิ่น ที่เรียกว่าการเมืองสมานฉันท์ ตั้งอยู่บนฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่น และต้องมีระบบการสร้างความสัมพันธ์กับส่วนกลางในอันที่จะทำให้เกิดระบบตรวจสอบ รับรู้กันทั่วไป มีระบบสื่อที่เป็นอิสระ เป็นต้น
3. ส่วนการขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปสังคมและการเมืองนั้น เห็นว่าให้ขับเคลื่อนผ่านกลไกการพัฒนาที่มีอยู่เดิม อาจมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล เพื่อให้เกิดการเชื่อมร้อยประสานกับหน่วยอื่นๆ ในท้องถิ่น การประสานกับพันธมิตรในท้องถิ่น เช่น ภาควิชาการ  นักพัฒนาเอกชน รวมทั้งจะต้องสร้างเครื่องมือต่าง ๆ ขึ้นมาสนับสนุนการทำงาน เช่น สื่อ โรงเรียนชาวบ้าน  ระบบข้อมูล เป็นต้น

นักวิชาการฟันธงเป้าหมายอยู่ที่ “ท้องถิ่นจัดการตนเอง”
      อาจารย์อรรถจักร  สัตยานุรักษ์  จากมหาวทิยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมามีคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เข้าถึงฐานทรัพยากร  ในขณะที่รัฐบาลทำหน้าที่ให้บริการน้อย แต่ควบคุมมาก กลุ่มทุนมีการขยายตัว กลไกข้างบนควบคุมให้ท้องถิ่นเป็นเพียงผู้รอรับประโยชน์ ในขณะที่สิ่งดี ๆ  ในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมความเชื่อต่าง ๆ ระบบเครือญาติ ฯลฯ ไม่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น จึงต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ ที่เป็นกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง เพื่อการจัดการตรวจสอบที่โปร่งใส สื่อต้องเป็นอิสระ มีองค์กรอิสระที่เข้ามาจัดการด้านงบประมาณ และภาษีอากร เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือที่จะใช้ในการปฏิรูปการเมืองได้ดีนั้น คือ ต้องมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และมีแนวคิดชัดเจนที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง

      ด้านอาจารย์บัณฑร  อ่อนคำ  นักวิชาการอิสระให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปการเมืองมี 3 ประการ คือ ชุมชนต้องเป็นหลักในการจัดการทรัพยากรของตนเอง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยุติธรรม ต้องที่ระบบวัฒนธรรมที่เสมอภาค และมีระบบการเมืองที่มีส่วนร่วมจากผู้คนที่หลากหลาย

      อาจารย์สุริชัย  หวันแก้ว  จากคณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเห็นว่า ที่ผ่านมาระบบการเมืองไม่สมดุล โครงสร้างด้านบนมีอำนาจมาก แม้ว่าท้องถิ่นจะพยายามสร้างความเข้มแข็ง แต่พอนโยบายและกลไกข้างบนเข้ามาถึงก็จะเข้าไปทำลายความเข้มแข็งของชุมชน ดังนั้น ต้องสร้างและให้อำนาจกับท้องถิ่นให้มาก ๆ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ผมเองในฐานะนักวิชาการก็ยินดีเข้าไปหนุนช่วยในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การถอดองค์ความรู้  การสร้างหลักสูตรภาคประชาชนเข้าไปสู่ระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

ชี้ต้องสร้างความเข้มแข็ง 3 ระดับ
      อาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม
  ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้ข้อคิดในการกล่าวปิดสัมมนาว่า ภาระกิจการปฏิรูปสังคมและการเมืองจะได้ผลดีภาคประชาชนต้องร่วมกันทำใน 3 ประเด็น คือ 1). ร่วมกันสร้างชุมชนที่เข้มแข็งขึ้นมา สร้างให้เป็นตัวอย่างให้เป็นกรณีศึกษา  2).  ต้องสร้างระบบการขยายผลศึกษาเรียนรู้จากที่ทำดีแล้ว ให้กว้างขวาง และประการสุดท้าย 3).  ต้องเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายให้ได้ เพราะทั้ง 3 ประการนี้ จะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ชุมชนมีบทบาทสำคัญได้

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter