พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1891

ปาฐกถาพิเศษ

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ

“ สานพลัง สร้างข่าย ขยายผล การบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน”

วันที่ 15-16 มิถุนายน 2549

โดย คุณ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม

     กราบนมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน หมู่กัลยาณมิตร ที่รวมพลังกันแก้ปัญหาความยากจน รวมทั้งสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ ขอขอบคุณผู้จัดที่ได้เชิญผมมาร่วมงานในวันนี้ เป็นโอกาสอันดียิ่งที่ได้มาร่วมเรียนรู้ รับรู้ ร่วมคิด เพื่อที่จะได้ร่วมทำในเรื่องที่เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อส่วนรวมกับประเทศต่อประชาชน ในจังหวะที่เป็นมงคลยิ่ง คือการฉลองสิริราชย์สมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมๆ กับเป็นการฉลองร้อยปีชาตกาลพระพุทธทาส เพื่อโยงเข้ากับเรื่องพุทธธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงเน้นย้ำในเรื่องของจิตใจ เรื่องของคุณธรรม ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ของการพัฒนา ของการใช้ชีวิตของการอยู่ร่วมกัน ในสังคม 

     โครงการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนได้ดำเนินมาเป็นเวลาหนึ่งปีเศษ ถือว่า ประสบความสำเร็จก้าวหน้าอย่างดียิ่ง คงได้รับฟัง ได้พบเห็น ได้อ่านเอกสาร และนิทรรรศการต่างๆ เห็นชัดเจนว่า ความริเริ่ม เรื่องของการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน เป็นความริเริ่มที่น่าชื่นชมที่สำคัญกว่านั้นคือความร่วมมือร่วมใจกันต่อหลายๆ ฝ่าย ทั้งฝ่ายประชาชน ฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายราชการส่วนภูมิภาค ฝ่ายราชการส่วนกลาง ฝ่ายหน่วยงานทางวิชาการ หน่วยงานเชิงพัฒนาอีกหลายๆ หน่วยงาน ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามแนวทาง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำอยู่เสมอ คือ ความร่วมแรง ร่วมใจกัน ความร่วมมือประสานงานกัน ของหลายๆ ฝ่ายดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ได้ทำให้โครงการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนดำเนินมาด้วยดี เป็นสิ่งที่เราน่าจะพึงพอใจ ชื่นชม และมีกำลังใจร่วมกัน

     อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้ดำเนินมาแล้วแม้จะเป็นที่น่าชื่นชม น่าพอใจ ก็คงจะไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว เพราะยังมีภารกิจที่ต้องดำเนินต่อไปในภายหน้าอีกเป็นอันมาก ทั้งการทำให้จังหวัดที่ได้ดำเนินการมาแล้วดำเนินงานต่อไปอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น และขยายขอบข่าย ให้ถ้วนทั่วยิ่งขึ้น ในจังหวัดนั้นๆ นอกจากนั้นยังต้องขยายการดำเนินงาน ไปสู่ จังหวัดอื่นๆ ซึ่งจริงๆ ก็คงจะได้ดำเนินการมามากบ้างน้อยบ้างต่างๆ กันอยู่แล้วในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน และการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มอีก 30 จังหวัดก็คงจะไม่เพียงพอ เพราะประเทศไทยมีอยู่ 76 จังหวัด ในที่สุดเราคงอยากจะเห็นการแก้ปัญหาความยากจน และการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนดำเนินไปทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ สำหรับประชาชนทุกระดับ และบังเกิดผลที่แน่นหนา ยั่งยืน จึงจะเป็นที่น่าพอใจอย่างแท้จริง

     ในการดำเนินการไปข้างหน้าทุกฝ่ายคงจะต้องมีความร่วมแรงร่วมใจกัน ให้ดีขึ้น และมากยิ่งขึ้น เพราะแนวโน้มที่จะเกิดอุปสรรค ปัญหา เกิดความอ่อนด้อยในระบบ กลไก หรือแม้ในความคิด การพูด และการทำของตัวเราเองย่อมเกิดขึ้นเสมอ จึงต้องมีความพยายามอยู่เป็นเนืองนิตย์ที่จะเสริมเติมสิ่งที่เป็นความดี เป็นความสามารถ เป็นการรวมพลังที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอยู่เสมอ จึงจะถ่วงดุลกับแนวโน้มของความไม่ดีของความอ่อนแอได้ และทำให้งานของเราเจริญก้าวหน้าต่อไป เป็นลำดับ

     ในการดำเนินการข้างหน้า ผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ ซึ่งพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริมีคำแนะนำให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอันมากเหลือคณานับ เราเพียงแต่เลือกที่ตรงประเด็นมากๆ มาประยุกต์ใช้น่าจะเพียงพอ เป็นต้นว่า เรื่องของ ” เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีการถวายรางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และมีการกล่าวถึงในที่ประชุมต่างๆ ว่าเป็นแนวทาการพัฒนาสำหรับโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น

      พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ที่พูดถึงคุณธรรม 4 ประการ ที่ประชาชนคนไทยควรยึดถือปฏิบัติ น่าจะเป็นแนวทางที่มีความสด เพราะพระองค์ท่านเพิ่งมีพระราชดำรัสไปไม่กี่วันมานี้ 4 ประการนั้นได้แก่

1 . ความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน

2. การช่วยเหลือเกื้อกูลผ่านการประสานประโยชน์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

3. ความสุจริต ถูกต้อง ตามกติการะเบียบแบบแผนอย่างชัดเจน และเสมอภาค

4. การพัฒนาจิต ทำความคิดให้ถูกต้อง เที่ยงธรรม

     ซึ่งผมคิดว่าข้อสุดท้ายนี้พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของจิตใจ จิตสำนึกที่ลึกๆ อยู่ในตัวของทุกๆ คน และเป็นสิ่งที่กำกับการคิด การพูด การทำ เพราะถ้ามีการพัฒนาทางจิตอยู่เสมอๆ ให้มีความบริสุทธิ์ ถูกต้อง เที่ยงธรรม มีความเมตตา กรุณา รู้รักสามัคคีอยู่เสมอ ก็เชื่อได้ว่าการคิด การพูดการทำร่วมกันของชุมชนทั้งหลายที่มาร่วมกันทำงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจน เพื่อสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขก็ดี คงจะดำเนินไปได้ด้วยดียิ่ง 

     การแก้ปัญหาความยากจน เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือ การสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข ฉะนั้นการแก้ปัญหาความยากจนกับการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกัน อันที่จริงการพัฒนาทั้งหลายของรัฐทั้งหมดน่าจะมุ่งไปสู่เรื่องเดียวกัน คือ ความอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ความยากจนของประชาชนทั้งหมด ทุกกลุ่มทุกพื้นที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมแปลว่า งานของทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลาง องค์การทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใด ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เป้าหมายเดียวกัน ก็คือความอยู่เย็นเป็นสุขของตัวประชาชน ถ้าคิดเช่นนี้เราจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องแก้ปัญหาความยากจนเท่านั้น แต่เรื่องอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในที่นี้เท่านั้น แต่หน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมดทำในเรื่องเดียวกันจึงต้องปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ มีความเมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน การมีความเป็นกัลยาณมิตร และมุ่งดีมุ่งประสานงานประสานใจประสานโครงการ ประสานงบประมาณ ประสานทุกอย่างเชื่อมประสานกันเพื่อให้ผสม

     ผสานสอดคล้องเชื่อมโยงรวมพลังมุ่งไปสู่เป้าหมายสุดท้ายก็คือ การสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากความยากจนของประชาชน

     ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เสนอข้อคิดเห็นบางประการเพื่อประกอบการพิจารณาของพวกเราในการดำเนินงานต่อไปข้างหน้า คงไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เราได้ยึดถือปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่อยากจะนำมากล่าวซ้ำ เพื่อยกให้เห็นถึงความสำคัญ และเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณให้มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งหลายเรื่องเราทำอยู่แล้ว หรือทำได้อยู่แล้ว หรือทำดีอยู่แล้ว แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า “ ความเสื่อมจะมีอยู่โดยธรรมชาติ” ฉะนั้นจึงต้องมีความขวน

     ขวายพยายามที่จะพัฒนาคือทำให้ดีขึ้นอยู่เสมอ จึงจะป้องกันความเสื่อมเอาชนะความเสื่อมได้ ความเสื่อมอาจจะเกิดจากตัวเราเอง คนอื่น จากธรรมชาติ จากสภาพการณ์ในสังคม รวมทั้งในสังคมโลก ฉะนั้นเราต้องมุ่งสร้างความเข้มแข็ง สร้างความสามารถของเราให้มีมากขึ้น

     สิ่งที่ผมจะขอเสนอเป็นข้อประกอบการพิจารณามีอยู่ 5 ข้อ ถือเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากความยากจนของประชาชน

     1. หลักการที่ถือว่า“ ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ข้อนี้พูดกันมาตั้งแต่แผนฯ 8 แต่ในทางปฏิบัติ เรายังเพิ่งเริ่มต้น คำว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาก็หมายถึงประชาชน พร้อมทั้งกลไกทั้งหลายของประชาชนไม่ว่าจะเป็นองค์กรเครือข่ายของประชาชนและน่าจะรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกการปกครองของประชาชนในระดับท้องถิ่น ประชาชนเป็นศูนย์กลางก็หมายถึงประชาชนเป็นผู้คิดเป็นผู้ตัดสินใจเป็นผู้ดำเนินการ ในส่วนที่ตนเองสามารถดำเนินการได้ ประชาชนต้องเป็นผู้จัดการไม่ใช่ถูกจัดการ คำว่า “ เป็นศูนย์กลาง” บางครั้งบางคนอาจจะเผลอนึกว่าเป็นศูนย์กลางในการถูกจัดการหรือไปจัดการประชาชน และนึกว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง เหมือนกับคนที่ทำธุรกิจที่ถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แต่เป้าหมายคือจะเอาประโยชน์จากลูกค้า ขายของให้ลูกค้า จริงอยู่นักธุรกิจถ้าฉลาดจะต้องถือเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างธุรกิจกับลูกค้า แต่สำหรับการทำงานของรัฐบาล ของชาติ ประชาชนไม่ใช่สินค้า ประชาชนเป็นเจ้าของ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องการตอบแทนระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน แต่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ หน่วยงานทั้งหลายไม่ว่าหน่วยงานท้องถิ่น ภูมิภาคหรือส่วนกลาง ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ให้บริการกับประชาชนตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน ถ้าจะว่าไปเป็นผู้รับจ้างประชาชน ไม่ใช่ผู้เป็นนายประชาชน

     เรื่องนี้คิดว่าพวกเราทั้งหลายที่ทำงานพัฒนาชุมชนคงจะเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเตือนสติพวกเราเอง และคนอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่แท้จริง เป็นผู้จัดการที่แท้จริง เป็นผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญในการคิด การพูด การทำ และในการเรียนรู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

     2. หลักการซึ่งโครงการบูรณาการนำร่องแก้ไขปัญหาความยากจนได้พูดไว้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ “ การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง” หลักการนี้ได้รับการกล่าวถึงและปฏิบัติในช่วงเวลาไม่นานนัก ถ้าจะว่าไปความคิดนี้เริ่มตั้งแต่แผนฯ 8 อย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่กว่าจะปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังได้ก็ใช้เวลาหลายปี และขณะนี้ได้ทำไปบ้างแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ผมเพียงแต่อยากย้ำว่าการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งต้องหมายถึงพื้นที่ในระดับที่เล็กที่สุดขึ้นมา พื้นที่เป็นตัวตั้งไม่ได้หมายความว่าเอาทั้งจังหวัดเป็นตัวตั้ง แล้วไม่คำนึงถึงความเป็นตัวตนของพื้นที่ในระดับตำบล เทศบาล แม้กระทั่งระดับหมู่บ้าน ชุมชนย่อยๆ พื้นที่เป็นตัวตั้งต้องเป็นพื้นที่ตั้งแต่ปฐมภูมิเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติน่าจะหมายถึงพื้นที่ที่มีระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเป็นระบบการจัดการที่เป็นของประชาชน และมีกลไกที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย มีงบประมาณ มีกระบวนการต่างๆชัดเจนและบูรณาการ

      ฉะนั้นระบบการปกครองระบบการจัดการในระดับปฐมภูมิน่าจะหมายถึงการจัดการในระดับตำบลและเทศบาล คำว่าพื้นที่เป็นตัวตั้งต้องเน้นว่าเป็นพื้นที่ปฐมภูมิที่มีการจัดการอย่างบูรณาการในพื้นที่นั้นๆ ก่อนที่จะมีการมาคิดบูรณาการในขั้นทุติยภูมิ ซึ่งอาจจะหมายถึงระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัด และก่อนที่จะไปบูรณาการในระดับที่สูงขึ้นไป อาจจะเป็นระดับกลุ่มจังหวัดที่เราเรียกว่าคลัสเตอร์ ซึ่งภายใต้รัฐบาลนี้มีการจัดคลัสเตอร์ 19 กลุ่มจังหวัด ตลอดจนไปถึงการบูรณาการทั้งประเทศ คำว่าพื้นที่เป็นตัวตั้งต้องมองทุกอย่างจากพื้นที่ในมิติของประชาชนในพื้นที่ ไม่ได้มองจากส่วนกลาง หรือมองจากจังหวัดลงไปในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ ก็มีบทบาทสำคัญไม่ใช่ไม่สำคัญ เพียงแต่ว่าที่ผ่ามาเรามักจะมองจากบนลงล่าง ฉะนั้นจึงต้องถ่วงดุลด้วยการสร้างแนวโน้มให้แน่นหนายิ่งขึ้นในระดับปฐมภูมิมากที่สุด ก็คือพื้นที่ระดับตำบลและเทศบาล ภายใต้โครงการนี้จะเห็นว่าเราเริ่มในบางตำบลและเทศบาลเป็นอย่างน้อย และในที่สุดก็กลายเป็นทุกตำบล ทุกเทศบาล จึงจะถือว่าเป็นการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งครบถ้วนทุกพื้นที่ เมื่อเป็นเช่นนั้นการบูรณาการทั้งจังหวัดที่จะผสมผสานกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดย่อมเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์

     3. หลักการทุกอย่างเชื่อมประสานบูรณาการ ภายใต้โครงการนี้ได้มีความพยายามอย่างดียิ่งที่จะบูรณาการอยู่แล้ว แต่จะสังเกตว่าเป็นการบูรณาการภายใต้เรื่องการแก้ปัญหาความยากจนซึ่งดีมากอยู่แล้ว เพราะคำว่าการแก้ปัญหาความยากจนมีความหมายกว้างขวาง เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายมาตรการ หลายองค์กรขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ประชาชนเกี่ยวข้องมีแต่เรื่องการแก้จนเท่านั้น ถ้าพื้นที่เป็นตัวตั้งประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนจะเป็นผู้บอกได้ดีว่าเขาต้องการอยากทำเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดผลอย่างไร ถ้ามองตรงนี้ก็หมายความว่านอกจากโครงการ มาตรการ หน่วยงานที่มาบูรณาการกันแล้ว ภายใต้โครงการที่ทำอยู่หน่วยงานอื่นๆ โครงการอื่นๆ มาตรการอื่นๆ ทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ย่อมจะต้องมาเชื่อมประสานบูรณาการกันทั้งสิ้น

     ผมขอย้อนไปที่หลักการประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนเป็นตัวตั้ง นั่นหมายถึงว่า ถ้าเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งในระดับเขต ตำบล เขตเทศบาล และประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประชาชนและกลไกทั้งหลายของประชาชน ตลอดจนกลไกที่ไปเกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่จะบอกได้เองว่าเรื่องที่บูรณาการทั้งหมดมีอะไรบ้าง ก็คืองานของกระทรวงอื่นทั้งหมด งานขององค์กรมหาชน แม้กระทั่งงานขององค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาคประชาชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องต้อง เชื่อมประสานบูรณาการกันทั้งคน องค์กร โครงการ มาตรการ กิจกรรม และงบประมาณทั้งในทางกว้าง ทางดิ่ง ทางทะแยง เชื่อมประสานบูรณาการกันทั้งหมด นั่นคือสุดท้ายของความสมบูรณ์ ซึ่งผมคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่ยังจะต้องดำเนินต่อไปอีก ผมเองก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้และรู้ดีว่าการเชื่อมประสานให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและพื้นที่เป็นตัวตั้งนั้นเราได้เริ่มแล้ว และทำไปมากแล้ว แต่ยังต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้นโดยไม่ท้อถอยกับปัญหาอุปสรรค

     4. การมีระบบข้อมูลและสารสนเทศที่ดีและมากพอ โครงการนี้ได้ริเริ่มให้มีการใช้ข้อมูล ข้อสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการร่วมปฏิบัติ ข้อสนเทศเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะมีความเป็นกลาง ไม่เกี่ยวกับการเมือง กับพรรคพวก แต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าซึ่งทุกฝ่ายจะสนใจเห็นคุณค่าและใช้ประโยชน์ร่วมกัน และช่วยให้การทำงานร่วมกันมีทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพ อย่างไรก็ดีระบบข้อมูลที่ว่าดีพอและมากพอนี้ ผมคิดว่าเรายังต้องพัฒนาอีกมาก เพราะขณะนี้เรามีระบบข้อมูลหลายระบบหลายชุดอยู่ด้วยกัน แต่การใช้ประโยชน์ร่วมกันไม่สะดวกและไม่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานที่จะใช้ด้วยกันได้ เสริมด้วยระบบข้อสนเทศก็คือความรู้ต่างๆที่จะใช้ด้วยกันได้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ในการจะพัฒนาระบบข้อมูล และข้อสนเทศให้ใช้ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแยกออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือข้อมูลพื้นฐาน ภาวะที่พึงปรารถนา หรือภาวะที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาไม่ว่าเราจะเรียกภาวะนั้นว่าเป็นภาวะความอยู่เย็นเป็นสุข ภาวะการพัฒนาคนและสังคมหรือภาวะความไม่ยากจน ภาวะที่พึงปรารถนาจะต้องมีข้อมูล มีตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราอยู่ในสถานะไหนในปัจจุบันและเราจะมีเป้าหมายทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

     กลุ่มที่สอง คือระบบข้อมูลพื้นที่ซึ่งอาจจะรวมถึงข้อสนเทศเกี่ยวกับปัจจัยที่จะนำไปสู่ภาวะที่พึงปรารถนา เช่นเรื่องทรัพยากร ทุนทางสังคม โครงสร้าง กลไก มาตรการ ตลอดจนงบประมาณต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะที่พึงปรารถนาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม นั่นคือเราต้องการรู้ภาวะที่ต้องการแสดงผลของการพัฒนากับภาวะที่แสดงเหตุของการพัฒนา เป็นระบบข้อมูลและข้อสนเทศพื้นฐานที่จะใช้ร่วมกันซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มาก ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นโครงการสำคัญที่หลายหน่วยงานต้องร่วมกันทำรวมทั้งประชาชนในพื้นที่ด้วย

     5. การมีระบบจัดการที่มีคุณภาพ คำว่า “ ระบบจัดการที่มีคุณภาพ” เป็นคำกว้างแต่มีความหมายละเอียดซึ่งสามารถแยกแยะได้ดังนี้ ประการแรก คือเรื่องของการมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นการจัดการซึ่งหมายความรวมถึงการดำเนินการทุกอย่างที่ต้องมีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เป็นหลักยึด เป็นเครื่องชี้แนวทาง ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำเรื่อง “ การพัฒนาทางจิตใจและความคิด” ก็คือการเจาะลึกลงไปถึงจิตสำนึก โดยเฉพาะจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม การพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาเราคงเห็นพ้องต้องกันว่าที่ยังไม่ดี ปัญหาจำนวนมากเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยทางด้านจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ขณะที่เราอาจจะมีความเก่งกล้าสามารถ มีความรู้ความเข้าใจ มีการพัฒนาทางด้านเทคนิควิธีการและเทคโนโลยีต่างๆ แต่เพราะโจทย์ของคุณธรรมและจริยธรรมข้อเดียวทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ

     ฉะนั้นผมจึงคิดว่าการจัดการที่มีคุณภาพต้องเริ่มด้วยคุณธรรม จริยธรรม น่าสังเกตว่าในประเทศภูฏาน น่าสนใจมากคือการมีนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาที่มุ่งให้เกิดความสุขมวลรวมประชาชาติ เหมือนที่ ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้พูดมาหลายปีแล้ว และประเทศไทยก็ได้เริ่มพยายามมานานเรื่องความอยู่เย็นเป็นสุข ความอยู่ดีมีสุข และมีตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นมาหลายแบบหลายชุด รวมทั้งที่ชาวบ้านภาคอีสานได้ร่วมกับนักวิชาการพัฒนาตัวชี้วัดความสุข 8 หมวดออกมา อันที่จริงเราได้ความคิดดีๆ ที่ประเทศภูฏานเขาบอกว่าเขาจะต้องพัฒนาไปสู่ความสุขมวลรวมประชาชนโดยเฉพาะเสาหลักสี่เสา หนึ่งคือการสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและสังคม สองคือเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะภูฐานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรดีมากมีเป้าหมายจะรักษาป่าไว้ 70-75 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ มีการจำกัดการท่องเที่ยวไม่เกินกี่คนต่อปี เพื่อป้องกันการทำลายทั้งทรัพยากรและวัฒนธรรม เสาที่สามคือ การพัฒนาอนุรักษ์วัฒนธรรม คุณค่าในสังคม และเสาที่สี่ธรรมาภิบาลคือความซื่อสัตย์สุจริตมีคุณธรรม จริยธรรมในการบริหาร การปกครอง ฉะนั้นผมจึงคิดว่าการจัดการที่คุณภาพต้องเน้นที่คุณธรรม จริยธรรมเป็นเบื้องต้น ถึงจะทำอยู่แล้วก็ต้องทำอีก ต้องทำมากขึ้น เพราะคุณธรรมจริยธรรมมีแนวโน้มที่จะถูกบั่นทอนทำให้อ่อนด้อยได้อย่างง่ายดาย เป็นนิสัยของมนุษย์ แต่ก็มีความดีงามอยู่ในคนทุกคนเหมือนกัน 

     ฉะนั้นเราต้องจุดพลังส่งเสริมดึงความดีออกมา ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีคุณธรรม จริยธรรมต้องดึงออกมา ทั้งในตัวเองและคนอื่น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า นอกจากแต่ละคนพึงพัฒนาจิตใจและความคิดให้ถูกต้องเที่ยงธรรมแล้ว ต้องถ่ายทอดการพัฒนานี้ไปสู่คนอื่นอย่างถ้วนทั่ว

     นอกจากคุณธรรมและจริยธรรมแล้วอีก 3 ข้อที่ควรคำนึงถึงคือ หนึ่งเรื่องการใช้ความรู้ การใช้ข้อมูล ซึ่งโครงการนี้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว สองคือการจัดการความรู้ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งและกว้างขางที่ สกว.และ สสส.ได้ร่วมกันตั้งหน่วยงานชื่อ “ สถาบันส่งเสริมจัดการความรู้เพื่อสังคม” (สคส.) ก็ส่งเสริมเรื่องการจัดการความรู้อยู่แต่จะต้องพัฒนาต่อไปอีกในเรื่องการจัดการความรู้ทั้งภายในองค์กร ภายในโครงการและภายในพื้นที่ และระหว่างองค์กร ระหว่างโครงการ ระหว่างพื้นที่ ควรเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และควรจัดการความรู้ข้ามเครือข่าย ข้ามพื้นที่ ข้ามองค์กรและต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้มข้นพัฒนายกระดับมากขึ้นๆ อยู่ตลอดเวลา

     ส่วนข้อสุดท้ายก็คือการเป็นองค์กรที่เรียนรู้ กลุ่มคนที่เรียนรู้ การเป็นเครือข่ายที่เรียนรู้ คำว่าเป็นองค์กรกลุ่มคนหรือเครือข่ายเรียนรู้มีความหมายลึกซึ้งกว้างขวาง แต่รวมๆแล้วหมายถึง การที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันอย่างชัดเจน เช่นการอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน มีการคิดเชิงระบบ หมายถึงการที่ทุกอย่างเชื่อมประสานและเชื่อมโยงกัน ซึ่งการมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก การมีระบบคิดที่สร้างสรรค์คือการคิดเชิงบวกอันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นองค์กรที่เรียนรู้ การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ซึ่งสุดท้ายแต่ละคนจะเป็นนักเรียนรู้ ช่างคิด ช่างพิจารณา ช่างศึกษาค้นคว้าอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นองค์กรหรือกลุ่มคนที่มีการเรียนรู้ที่หมายถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วจึงเป็นการจัดการที่มีคุณภาพ หนึ่งคุณธรรมจริยธรรม สองการใช้ข้อมูลและข้อสนเทศ สามการจัดการความรู้และสี่การเป็นองค์กรหรือกลไกที่เรียนรู้

     ท่านผู้มีเกียรติและเพื่อนที่รักและเคารพทุกท่าน ผมขอขอบคุณอีกครั้งที่เชิญมาพูดและร่วมกิจกรรมในวันนี้ เชื่อว่าพวกเราได้ทำสิ่งที่ดีมากๆ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลเป็นงานใหญ่ งานสำคัญ และหวังว่าเราจะได้ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมความเป็นกัลยาณมิตร ความเป็นภาคีพันธมิตร ขยายแนวร่วม กิจการ ยกระดับคุณภาพในทุกด้านๆ ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของประชาชนชาวไทย และนี่จะเป็นการถวายความจงรักภักดี ร่วมเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปีด้วยการทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกัน ขอบคุณครับ

/////////////////////////////////////////////////////////

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter