วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเวทีเสวนา “วิกฤตการเมืองไทย อะไรคือทางออก” จัดโดยสมัชชาสภาองค์กรชุมชนทั้งประเทศ โดยมีวิทยากรนำเสวนา นายสน รูปสูง รองประธานสภาพัฒนาการเมือง นายไพโรจน์ พลเพชร นักวิชาการ และนายณัฐพล เกิดเกษม เครือข่ายพลเมืองชุมชนกรุงเทพฯ และตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งประเทศ เข้าร่วมงาน กว่า ๑๐๐ คน
เครือข่ายพลเมืองชุมชนกรุงเทพฯ:
ชี้ชุมชนกรุงเทพฯมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย
เครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนในกรุงเทพฯ โดยนายณัฐพล เกิดเกษม ประธานสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพฯเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิการชุมนุมอย่างสันติตามระบอบประชาธิปไตย เคารพในสิทธิและความปลอดภัยของประชาชนและชุมชน และร่วมแสวงหาแนวทางยุติปัญหาด้วยการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรง เนื่องจากมีความเป็นห่วงสถานการณ์ที่เริ่มส่อเค้าความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียง
นอกจากนี้ เครือข่ายพลเมืองชุมชนในกรุงเทพฯ ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกมาตรการป้องกันและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชน และสิทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะของผู้ชุมนุมอย่างเหมาะสม ทั้งนี้นายณัฐพล ยืนยันว่า แถลงการณ์ที่ออกมาในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการคัดค้านการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหรือสนับสนุนรัฐบาล แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยการเจรจาและสันติวิธี เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายครั้งมีการปลุกระดมประชาชนจนทำให้คนในชุมชนเกิดความขัดแย้งระหว่างกัน
|
เครือข่ายพลเมืองชุมชนกรุงเทพฯ เป็นเครือข่ายที่เกาะเกี่ยวขับเคลื่อนกันมา จากเครือข่ายหลายๆ เครือข่าย และองค์กรต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในสังคม ให้เกิดความเข้าใจ และเกิดคุณค่าใหม่ของการอยู่ร่วมกันในสังคม ผ่านปฏิบัติการที่เรียกว่าการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ อย่างสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เครือข่ายพลเมืองชุมชนกรุงเทพฯ ได้เชิญตัวแทนชุมชนต่างๆในกรุงเทพฯ องค์กรชุมชน มาร่วมหารือถึงสถานการณ์ของชุมชนต่างๆ ผลกระทบ เรื่องสิทธิชุมชน ข้อเสนอ และทางออก จนได้ข้อสรุปเป็นแถลงการณ์ ข้อเรียกร้องเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพ ด้วยความเคารพต่อระบอบประชาธิปไตย บนพื้นฐานแห่งสิทธิการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมและสันติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแสวงหาแนวทางในการยุติการชุมนุมโดยไม่ใช้ความรุนเเรงและต้องไม่ให้การชุมนุมกระทบกับสิทธิของประชาชน แถลงการณ์ผ่านสื่อทีวีไทย เพื่อสื่อไปยังรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมชนุม |
ใช้สันติวิธี ทุกภาคส่วนร่วมปฏิรูปสังคมไทย
นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า สังคมไทยวันนี้ อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในอดีตเมื่อมีวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองมักจบด้วยความรุนแรง เมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่วันนี้สังคมก้าวหน้าด้วยแนวทางสันติวิธี สังคมไทยกำลังเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยครั้งสำคัญ อดทนต่อความเห็นที่แตกต่าง เรียนรู้การใช้เสรีภาพโดยการชุมชนุมด้วยความสงบ เรากำลังสร้างวัฒนธรรมการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไม่เผชิญหน้าปะทะกัน เสมือนโรงเรียนการเมือง การยอมรับความแตกต่าง จะยุติปัญหาด้วยวิธีอะไร ซึ่งสังคมไทยต้องการให้ใช้การเจราจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติ
นายไพโรจน์ ระบุว่า ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมือง สังคมไทยยังเผชิญกับวิกฤต 2 ด้านใหญ่ 1. คือ เกิดวิกฤตความชอบธรรม ต่อสถาบันทางการเมืองทุกระดับ ทั้งการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ หรือองค์กรอิสระวันนี้มีการใช้อำนาจที่ชอบธรรมหรือไม่ และการตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจ 2 มาตรฐาน ซึ่งปะทุให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนวิกฤตที่ 2. คือ โครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรมในทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งระบบการเมืองตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ
“ประเทศนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ใครจะเป็นผู้เปลี่ยนวิกฤตทางการเมืองในครั้งนี้ รวมทั้งวิกฤตโครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรมทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ประชาชนทุกภาคส่วนต้องแสดงตนออกมาร่วมกันกำหนดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้” เราต้องยืนหยัดเรื่องสันติวิธี และการเจรจาโดยมีฝ่ายต่างๆที่เป็นเจ้าของบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงแค่ นปช.หรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว กลุ่มต่างๆต้องไม่นิ่งดูดาย ต้องมีส่วนร่วมกันกำกับ ตัดสินใจการเปลี่ยนแปลงทั้งในฐานะขององค์กรหรือปัจเจกบุคคล
ต้องเปลี่ยนการผูกขาด อำนาจประชาธิปไตย
นายสน รูปสูง รองประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า กว่า ๗๘ ปีประเทศไทยยังไม่เป็นปะชาธิปไตยที่แท้จริง การเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะของการแย่งชิงอำนาจของคนจำนวนน้อยไม่กี่กลุ่ม สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่มี เสียงของประชาชนถูกละเลยมาตลอด การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การเมืองที่ผ่านมาเป็นการเมืองเรื่องของการแสวงหาอำนาจ การใช้อำนาจเพื่อกลุ่มตน พรรคพวกเพื่อนพ้อง การเมืองที่ผูกขาดวนเวียนอยู่กับกลุ่มทหาร พ่อค้า นักการเมือง ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมากมายมหาศาล ทั้งคอร์รัปชันในเชิงนโยบาย กินสินบาทคาดสินบน ทุจริตกันในทุกระดับ
นอกจากนั้น นายสน รูปสูง ระบุว่า โครงสร้างทางสังคมไทยยังคงมีความไม่เป็นธรรมอยู่มาก สังคมนี้มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง คนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ถือครองที่ดิน ความแตกต่างช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงพอเกิดความขัดแย้งทางสังคม รัฐบาลก็ใช้ ๒ มาตรฐานในการปฏิบัติ ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้โอกาสเลือดนองท้องช้างยังคงมีอยู่ ทุกภาคส่วนต้องออกมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เพราะวันนี้เรามิอาจปฏิเสธกระแสของการปฏิรูปกระแสของการเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนประเทศด้วยมือเราอย่างไร ทำอย่างไรคนเล็กคนน้อยในสังคมจะหันหารวมตัวร่วมหาทางออกให้กับประเทศไทย
แถลงการณ์ข้อเสนอ “ทางแก้วิกฤตการเมืองไทย”
ภายหลังจากการเสวนาและระดมความคิดเพื่อหาทางออกวิกฤตการเมืองไทย นายจินดา บุญจันทร์ ตัวแทนสมัชชาสภาองค์กรชุมชน พร้อมผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง ๗๖ จังหวัด ได้ออกแถลงการณ์ “สมัชชาสภาองค์กรชุมชน ประชาธิปไตยชุมนุมหนทางฝ่าวิกฤตทางการเมือง” โดยมีข้อเสนอต่อสถานการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า คือ การชุมนุมของทุกฝ่ายต้องหยุดการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง ทั้งอาวุธการข่มขู่ การกระตุ้นยั่วยุ เรียกร้องให้รัฐบาลดูแลการชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรง ใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเสมอกัน พร้อมกันนั้น สนับสนุนให้เกิดเวทีการเจรจา โดยมีตัวแทนเข้ามาร่วม ทั้งภาคชุมชน นักวิชาการ นักการเมือง สื่อมวลชน เป็นต้น
นอกจากนี้ได้เสนอการแก้ปัญหาระยะยาว คือ ต้องให้ความสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาจากล่างสู่บน เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
|
แถลงการณ์มัชชาสภาองค์กรชุมชน จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวและการเรียนรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนในวงกว้าง ในขณะเดียวกันสถานการณ์การชุมนุมของหลายฝ่ายมีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ข้อกังวลที่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและสถานการณ์อาจดำเนินไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น โดยมีประชาชนจากภาคส่วนต่างๆได้แสดงความเป็นห่วง เสนอให้มีการเจรจาและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแสดงออกในแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน สมัชชาสภาองค์กรชุมชน เป็นองค์กรภาคประชาชนที่เกิดจากการรวมตัวขององค์กรชุมชนในท้องถิ่นทั้งภาคเมืองและชนบท โดยมีการจดแจ้งจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ตามพ.ร.บ.สภาองค์กชุมชน พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีการจัดตั้งแล้ว 1,637 ตำบล ประกอบด้วยองค์กรชุมชนจำนวน 40,564 องค์กรทั่วประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นองค์กรการเมืองภาคพลเมือง ด้วยความตระหนักในความเป็นเจ้าของประเทศและเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของชาติให้เดินไปสู่ความมั่นคงและเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งชาติอย่างแท้จริง จึงขอเรียกร้องและเสนอแนวทางเพื่อฝ่าวิกฤติทางการเมืองที่ดำรงอยู่ดังนี้ ข้อเสนอต่อสถานการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า ข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาระยะยาวและยั่งยืน สมัชชาสภาองค์กรชุมชน เห็นว่าการพัฒนาประเทศควรกลับทางกับที่เป็นอยู่ คือให้ความสำคัญ จริงใจและจริงจังกับการพัฒนา “ประชาธิปไตยชุมชน” อันหมายถึงกระบวนการที่ภาคประชาชนทุกกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยสร้างกระบวนการในการรวบรวม วิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนา โดยภาคประชาชนเองรวมทั้งการเข้าไปมีบทบาทในการถ่วงดุล ตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกระดับ เพราะนี่คือประชาชนได้ใช้สิทธิ์ของตนเองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง สมัชชาสภาองค์กรชุมชน |


