พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2896

     วันที่ 6-7 เมษายน 2553 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และ องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า  อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย  เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัด ภาคอีสานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า ได้จัดเวทีเสวนา “ทางออกชุมชนอีสานและบทบาทขององค์กรชุมชน ท่ามกลางวิกฤติน้ำ” โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เและเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล 19 จังหวัดภาคอีสาน   ในการจัดงานนี้ได้มีการบวชวังหอยหิน วังปลา ที่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดป่าของบ้านบุ่งคล้า

 

    ปรากฏการณ์วิกฤติน้ำโขงในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทยในปีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจากข้อมูลที่สรุปได้จากการจัดเวทีประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมา ก็พบว่า ปริมาณน้ำโขงเริ่มมีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ อย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงไม่อาจคาดเดาได้เช่นอดีต

 

     จากการศึกษาติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปริมาณน้ำโขงในช่วงฤดูแล้งที่ไหลผ่านประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ทางตอนล่าง ก็พบว่า แม่น้ำโขงได้รับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในประเทศจีนค่อนข้างสำคัญ เพราะในช่วงฤดูแล้งได้รับน้ำจากการละลายของหิมะ และน้ำแข็งในเขตเทือกเขาสูงในประเทศจีนเป็นหลัก
 

     ซึ่งสาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำโขงวิกฤติในขณะนี้ ก็คือ การสร้างเขื่อน และการกักเก็บน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชนในลุ่มน้ำโขงกว่า 60 ล้านคน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างรุนแรง
 

     ด้วยเหตุดังกล่าวเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 องค์กร 19 จังหวัด จึงได้มีการจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา และผลกระทบระหว่างลุ่มน้ำสาขาในภูมิภาคกับแม่น้ำโขง เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขวิกฤติลุ่มน้ำในภาคอีสาน
 

     ผลสรุปจากการเสวนาครั้งนี้ที่สำคัญ คือ ปัญหาแม่น้ำโขงวิกฤติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ ในภูมิภาค และวิถีชีวิตชุมชนในทุกมิติ จึงมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. ยุติการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง และปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการให้คุณค่าของแม่น้ำมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียว
2. อำนาจในการบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายทิศทางการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จะต้องเป็นคนในภูมิภาคนี้เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่มีมีความรู้ และความเข้าใจสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนของตนเองได้อย่างถ่องแท้ที่สุด
3. ภาคประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ลุ่มน้ำโขง เพื่อการพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนเป็นสำคัญ

 

     แถลงโดยเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาชนลุ่มน้ำโขง 19 องค์กร
1) เครือข่ายสภาองคฺกรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง  6 จังหวัดภาคอีสาน
2) เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคีภาคอีสาน 19 จังหวัด
3) สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.)
4) คณะกรรมการประสานงานขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน (คปอ.)
5) มูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนา  
6) เครือข่ายทรัพยากรภาคอีสาน
7) สมาคมเกษตรกรไทยภาคอีสาน (สกท.)
8) เครือข่ายเกษตรทางเลือก
9) เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสาน 6 ลุ่มน้ำ  
10) เครือข่ายมิสซังท่าแร่ จ.สกลนคร
12) องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
13) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
14) องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
15) เครือข่ายอนุรักษ์ป่าภูวัว
16) คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.)
17) เครือข่ายภูมินิเวศน์ภูพาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter