วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสาและ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ “องค์กรชุมชน จะร่วมปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างไร” ในวันประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ สมัยวิสามัญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กล่าวว่าการปฎิรูปประเทศไทย เสมือนการวิ่งมาราธอน ต้องวิ่งกันยาวและต้องทำกันโดยทุกภาคส่วน อันเนื่องมาจากเราสะสมความอ่อนด้อยไว้เยอะ สะสมไว้นานไม่ได้รับการแก้ไขและพัฒนา จึงเกิดภาวะวิกฤติ จากสยามเมืองยิ้มกลายเป็นสยามเมืองแสยะ จากความเป็นมิตร กลายเป็นปฏิปักษ์ ประเทศไทยผ่านวิกฤติมาสามครั้งแต่เรายังรักษาบ้านเมืองไว้ได้
วิกฤติลูกที่ ๑ เราผ่านสงครามพม่า วิกฤติลูกที่ ๒ ผ่านยุคล่าอาณานิคม วิกฤติลูกที่ ๓ เราผ่านยุคสงครามผู้ก่อการการร้ายคอมมิวนิสต์ มาถึงวิกฤติลูกที่ ๔ คือช่วงภาวะจุดปัจจุบันที่อันตรายมาจากพวกเรากันเอง หรือเราฟัดกันเอง การปฏิรูปประเทศไทยมาถึงจุดที่เราต้องปฏิรูปกันทั้งประเทศ ต้องอาศัยพลังกันทุกภาคส่วน รวมทั้งองค์กรชุมชน ที่ต้องทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง
กระแสการปฏิรูปมีการเรียกร้องให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ซึ่งหมายถึงการมอบอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น ทั้งเรื่องคน เงิน และงาน ที่ผ่านมามีการกระจายอำนาจไปที่ชุมชนท้องถิ่น เช่นการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. และการกระจายอำนาจไปที่อบจ. อบต. การมอบอำนาจที่ผ่านมายังน้อยไป ระยะนี้มีเสียงเรียกร้องให้พัฒนาฐานรากให้เข้มแข็ง ซึ่งชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องจับมือกัน เพื่อเป็นเครื่องมือของชุมชนท้องถิ่น เช่นร่วมมือกันเสนอเทศบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่น ทำให้รากฐานเข้มแข็ง ฐานรากที่เข้มแข็งคือประชาชนมีสุขภาพดี สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของรัฐ มีระบบที่เข้มแข็งป้องกันมาให้คนที่มีอำนาจ หรือมีอิทธิพลเข้าไปแย่งชิงหรือทำลายทรัพยากรของชุมชนได้ ถ้าฐานรากที่ชุมชนเข้มแข็ง ก็จะทำให้ความอ่อนด้อยของระบบราชการ ของระบบการเมืองลดลง ที่ผ่านมาระบบต่างๆอ่อนแอ นักการเมืองต้องสะสมมาเฟีย หาคนสนับสนุนเป็นพวกเป็นฐาน เป็นระบบอุปถัมภ์ ท้องถิ่นเห็นก็ทำด้วย ประชาชนเห็นก็โอนอ่อนทำไปด้วย บ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริต ทำกันอย่างแพร่หลายเป็นงูกินหาง
ทุกภาคส่วนจึงต้องปฏิรูป ทั้งระบบการเมือง ระบบการศึกษา ระบบราชการ ภาคธุรกิจ ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรชุมชน การปฏิรูปคือการสร้างของใหม่ที่ดี และการอนุรักษ์สิ่งที่ดี และการปฏิรูปไม่ใช่แค่การแค่การเรียกร้องให้คนอื่นทำแต่ต้องเรียกร้องตนเอง ต้องดูที่ตัวเองสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องยอมรับและปรับปรุง ซึ่งทุกคน ทุกองค์กร ทุกวงการ สิ่งที่เราทำได้เลยคือการปฏิรูปตัวเอง
องค์กรชุมชน ก็ต้องปฏิรูปตัวเอง เริ่มจากตัวเรา ครอบครัวของเรา แล้วตามไปที่กลุ่ม เครือข่าย อย่างสภาองค์กรชุมชน มีทั้งสภาที่เข้มแข็ง ปานกลาง และกลุ่มที่ยังตั้งต้น เป็นจุดที่ต้องพัฒนาทั้งสิ้น เพราะสภาองค์กรชุมชนประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นกลุ่ม เครือข่าย ย่อยลงไปคือตัวบุคคคล ถ้าสมาชิกหรือกลุ่มของสภาเข้มแข็ง สภาองค์กรชุมชนก็เข้มแข็งตามไปด้วย ถ้าองค์กรชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนยังอ่อนแอข้อเสนอของท่านก็จะไม่มีน้ำหนัก เพราะถ้าตัวของเราดีและเข้มแข็งก็จะมีคนเชื่อและทำตาม เหมือนคนดีพูดดีแล้วมีคนเชื่อ แต่คนไม่ดีพูดดีก็จะไม่มีคนเชื่อ วิธีการปฏิรูปขั้นพื้นฐานคือคือการคิดดี พูดดี ทำดี ในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ไม่เป็นโทษหรือสร้างความเสียหายแก่ชุมชนหรือส่วนรวม
ในด้านการปฏิรูปสังคม ซึ่งไกลไปจากตัวเรา องค์กรของเรา ต้องอาศัยความร่วมมือของพลังสังคม พลังปัญญา และพลังอำนาจรัฐ ทั้งสามพลังมีความเป็นอิสระในการทำงานแต่เกื้อหนุนกัน เช่นพลังปัญญาที่ต้องผ่านการจัดการความรู้ที่ลึกซึ้งหรือมีงานวิจัยมารองรับ เช่นประสบการณ์งานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนต้องใช้นักวิชาการมาช่วยชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความรู้ของชุมชน
ในสถานการณ์ของสังคมและประเทศที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ต้องใช้พลังของสามเส้าสันติวิธีเป็นองค์ประกอบเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศไทย คือต้องมีกระบวนการที่ดี การมีทัศนคติที่ดี และการมีสาระที่ดีหมายถึงการได้ข้อตกลงที่ดีซึ่งเป็นฉันทามติซึ่งทุกฝ่ายยอมและรับกันได้
เพื่ออนาคตของลูกหลานและประเทศไทย ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องปฏิรูปเป็นอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้กล่าวสรุปในช่วงสุดท้ายของการแสดงปาฐกถา “ องค์กรชุมชน จะร่วมปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างไร”


