พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2180

     เชียงใหม่/ขบวนองค์กรชุมชนเหนือผ่าวงล้อมความขัดแย้ง จัดเวทีชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการตนเองในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคเหนือ ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรชุมชนภาคเหนือ และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ  จัดเวที “ขบวนองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคเหนือ” ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยเนื้อหาของเวทีประกอบด้วยการบรรยายพิเศษและการวิเคราะห์สถานการณ์การ พัฒนาในพัฒนาภาคเหนือ การเสวนาในหัวข้อชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการตนเองในสถานการณ์ปัจจบัน และการระดมความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นภาค เหนือ

      รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์สันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายในหัวข้อ  “ทบทวนประเทศไทยกับการปรับตัวของขบวนองค์กรชุมชนในสถานการณ์ปัจจุบัน” ว่าสังคมไทยมีความตื่นตัวเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังติดกับดัก หรือจมอยู่ในปลักแห่งอคติและการแบ่งแยก ส่งผลให้ประชาธิปไตยยังติดหล่มและเสี่ยงต่อวิกฤติความรุนแรงรอบใหม่ ขณะที่กระแสการปฏิรูปประเทศไทยรวมถึงแผนปรองดองแห่งชาตินั้นเกิดขึ้นในสถาวะการเมืองและสังคมที่ยังไม่มีเสถียรภาพ มีความแตกแยกทางความคิด รวมถึงระดับความเชื่อมั่นในสถาบันสำคัญๆ ยังมีปัญหา ดังนั้นอนาคตของพวกเราจึงขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้ความผิดพลาด และคุณค่าในการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

      รศ.สุริชัย กล่าวเสริมว่า แม้สังคมการเมืองไทยยังอยู่ในวิกฤติที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ และการแย่งชิงอำนาจ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนทั้งหลายได้ดำเนิน เช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน ฯลฯ ล้วนเป็นรูปธรรมของการเมืองเพื่อการอยู่ร่วมกัน หรือรัฐศาสตร์ของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งความรู้ในมหาวิทยาลัยสนใจเรื่องนี้น้อย เป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรชุมชนจะช่วยกันพลิกประวัติศาสตร์ที่เกิดจากการนำของภาคชุมชน สังคม โดยนำประสบการณ์ที่ทำอยู่มาร่วมกันนำร่องในการสร้างแรงบันดาลใจในการแก้ไขและพัฒนาจากข้างล่างขึ้นข้างบนอย่างจริงจัง เริ่มจากการปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปวิธีคิด และการปฏิบัติ

     นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตั้งประเด็นต่อไปว่า หากองค์กรชุมชนจะดำเนินการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ทำอย่างไรจะวางโจทย์การทำงานให้หลุดพ้นจากการจัดการโดยภาครัฐ สร้างขบวนที่มาจากชุมชน เช่น การผลักดันกฎหมายหากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีเปลี่ยนรัฐบาลต้องผลักดันต่อเนื่อง รวมถึงจัดโครงสร้างของระบบสังคมที่มีองค์ประกอบที่มีส่วนร่วม คำนึงถึงประเด็นการทำงานที่ขบวนต้องขับเคลื่อนโครงสร้างสำคัญที่ยกมาเป็นตัวอย่างในการพิจารณา อาทิ  


      โครงสร้างการบริหารจัดการที่ดิน ต้องมีองค์ประกอบของชุมชน มีการใช้โฉนดชุมชน กฎหมาย การสร้างกองทุนการจัดการที่ดิน และการถือครองที่ดิน  โครงสร้างการจัดสวัสดิการชุมชน สนับสนุนทุนชุมชน โดยสวัสดิการชุมชน โครงสร้างทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  สร้างระบบการผลิตและสุขภาพ ควบคุมสารเคมี และการควบคุมพื้นที่โดยใช้กฎหมายคุ้มครอง โครงสร้างการบริหารประเทศ โดยการสนับสนุนชุมชนในการจัดการตนเอง รักษากฎหมายและจารีตประเพณี และสนับสนุนระบบภาษีอากร


      สำหรับการระดมความเห็นของขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือต่อการปฏิรูปสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคเหนือ พบว่า มีต้นทุนประเด็นงานที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในการปฏิรูป  ได้แก่ งานสภาองค์กรชุมชน การจัดการที่ดิน : การแบ่งปันที่ดิน ภาษีก้าวหน้า สิทธิที่ดิน กรณีการขออนุญาตประทานบัตรทำอุตสาหกรรมแร่/ย่อยหิน (แร่ทองคำ แร่เหล็ก แร่พลวง หินปูน ฯลฯ)  การจัดการทรัพยากรโดยชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและระบบเกษตร และภูมินิเวศน์นั้นๆ  การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร กองทุนที่ดิน/ธนาคารที่ดิน สวัสดิการชุมชน การสื่อสารโดยชุมชน (ปฏิรูปสื่อ) และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน(หนี้สินนอกระบบ และหนี้สินในระบบ) เป็นต้น


     ในส่วนระดับชุมชนได้ให้น้ำหนักกับแนวทางชุมชนจัดการตนเอง สวัสดิการชุมชน การบริหารงานของขบวนจังหวัด ระดับสังคมจะเน้นที่การปฏิรูปการเมืองระดับท้องถิ่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับตำบล ส่วนระดับชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา การกระจายอำนาจสู่ภาคประชาชน ปฏิรูปการเมือง (ระบบการเลือกตั้ง)  การจัดตั้งเครือข่ายปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปกฎหมาย อาทิ กฎหมายการค้าเสรี/ กฎหมายระหว่างประเทศ/พ.ร.บ.เกษตรแห่งชาติ สวัสดิการชุมชน/สวัสดิการสังคมท้องถิ่น ทั้งนี้ขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือจะเริ่มปฏิรูปตัวเองตั้งแต่ระดับตำบลก่อนปฏิรูปคนอื่น โดยใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน


      สำหรับแผนงานดำเนินงานระยะสั้นนั้น ขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือกำหนดให้ หนึ่งทบทวนชุมชน สรุปผลเรียน จัดทำข้อมูลระดับตำบล และการใช้โยชน์ของข้อมูล สอง ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ ในการดำเนินงาน ผลักดันการแก้ปัญหาในชุมชน สาม พัฒนาคน ผู้นำแถวสองพัฒนาบุคลากร พัฒนาการบริหารจัดการที่ดี สี่ พัฒนาสื่อกระแสหลัก/รอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ห้า สร้างพื้นที่รูปธรรม ตำบลยุทธศาสตร์ ผลักดันนโยบายต่าง ๆ (ธนาคารชุมชน , สวัสดิการชุมชน) หก เชื่อมโยงงานประเด็นในตำบล สร้างกลไกลการดำเนินงานในทุกระดับ ทุกประเด็นงาน และเจ็ด พัฒนาด้านทรัพยากร (ดิน น้ำ ป่า) และการอยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เหมาะสม




     ส่วนแผนงานระยะยาว ที่ประชุมตั้งเป้าเดินหน้า พัฒนาสภาองค์กรชุมชนแก้ปัญหาในชุมชนอย่างอิสระและสร้างกลไกการจัดการตนเอง กระจายการมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีความเป็นเจ้าของ รวมทั้งดูแลประชาชนทุกระดับ ส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบนักการเมือง การแก้ไขกฎหมาย (การจัดการทรัพยากรในชุมชน หลักสูตรการเรียนชุมชน) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และสนับสนุนการจัดการตนเองโดยชุมชนท้องถิ่น

 


     ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการเวทีดังกล่าว ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือได้แถลงเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยระบุว่า กระบวนการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองเกิดขึ้นในพื้นที่ทุกภาคส่วน เป็นวาระของประชาชนชาวล้านนาภาคเหนือ สำหรับนโยบายของรัฐต้องให้ชาวบ้านเข้าถึง โดยรัฐต้องลดขั้นตอนทุกวิธีการ และการแก้ไขกฎหมายเก่าที่ล้าหลังเป็นอุปสรรคอย่างเร่งด่วน บนฐานคิดที่ต้องเคารพกฎหมายท้องถิ่น การปฏิรูปการเมืองต้องมีการกระจายการมีส่วนร่วมทุกระดับในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ระยะยาวให้ชัดเจน  โดยกลไกของสังคมท้องถิ่น กระบวนการสิทธิชุมชนใช้หน่วยนับตำบล พื้นที่เป็นตัวตั้ง.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter