พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 4436
     ปัจจุบัน “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” เป็นเรื่องที่มีอยู่แทบจะทุกสังคมชุมชน เพียงแต่จะได้รับการเปิดเผยหรือไม่เท่านั้น และส่วนใหญ่มักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะส่วนตัว เฉพาะบุคคลที่ต้องแก้ไขกันเอาเอง มิใช่ปัญหาที่สังคมต้องแบกรับเป็นภาระ!...

      ในงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว : กรณีศึกษา “บางขะแยง” ของนายยงยุทธ แสนประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช.  ได้ทำการศึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ศึกษากรณีตัวอย่างที่ ชุมชนหมู่ 4 ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ไว้อย่างน่าสนใจ

      ชุมชนบางขะแยง เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี   ที่มีความหลากหลายทางประชากรอย่างมาก มีทั้งกลุ่มชุมชนชาวสวนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง กลุ่มชุมชนที่เป็นคนนอกพื้นที่แต่มาเช่าอาศัยอยู่เพื่อประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มชุมชนสังกะสีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำและอาศัยอยู่กันอย่างแออัด และชุมชนบ้านตึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นเช่นกัน มาเช่าอาคารเพื่อประกอบกิจการไม่ใช่คนพื้นที่เดิม

      จากงานศึกษาวิจัยเชิงลึกพบว่าลักษณะความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในชุมชนทั้ง 4 แห่งมีอยู่  4 ลักษณะคือความรุนแรงทางวาจา เช่นการใช้วาจาที่รุนแรง ข่มขู่ การทะเลาะเบาะแว้ง  ความรุนแรงทางร่างกาย  เช่นการทำร้ายทุบตี ความรุนแรงทางจิตใจ เช่นการนอกใจคู่สมรส  การทำลายสิ่งของในบ้าน และความรุนแรงทางเพศ ที่ผู้ใหญ่กระทำอาจจะกระทำต่อเด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน                  ในด้านสาเหตุและที่มาของความรุนแรง มาจากปัจจัยส่วนบุคคล เช่นการมีประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงวัยเด็ก  การมาจากครอบครัวที่หย่าร้าง  การมีปมด้อยอันเนื่องมาจากคู่สมรส  การติดสุรา ยาเสพติด  และสาเหตุจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม เช่นรายได้ต่ำ ตกอยู่ในภาวะหนี้สิน  แต่อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยฯ ระบุว่าปัจจุบัน แนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรงในระดับที่รุนแรงมากภายในครอบครัวมีแนวโน้มลดลง    แต่ความรุนแรงในระดับที่เป็นความขัดแย้งภายในครอบครัวที่พบเห็นทั่วไป รวมทั้งครอบครัวที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา กลับมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้น

     เมื่อปัญหาสะท้อนออกมาให้เห็นเชิงประจักษ์ จึงได้เกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยกับผู้นำชุมชนบางขะแยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่มาหลายรุ่น มีความผูกพันธ์กับชุมชน  ได้รวมตัวกันถกคิดหาหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว...

      แนวปฏิบัตินำร่องที่ดีต้องเริ่มจาก “ผู้นำ” เมื่อผู้นำปฏิบัติจนเห็นผลดี ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่คนในชุมชนจะเอาเป็นแบบอย่างนำไปปฏิบัติใช้ ดังนั้นเครือข่ายผู้นำชุมชน จึงได้เริ่มต้นจัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนสภาพปัญหากับนักวิชาการภายในพื้นที่   และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัว  โดยทั้งหมดได้ร่วมมือกันระดมความเห็นวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา ปัจจัยเสี่ยงไปจนถึงแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ต่อมา จึงได้คัด10  ครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ให้เข้ามาร่วมกิจกรรมป้องกันปัญหาระดับปฐมภูมิ  โดยมีการพัฒนาองค์ความรู้ ปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและการใช้ชีวิตของครอบครัวให้เหมาะสมขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงขึ้นในครอบครัว และตั้งให้เป็น “ครอบครัวแกนนำ” ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวของชุมชน 

                ผลจากกลยุทธ์ขั้นแรกนี้ พบว่าผู้นำชุมชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และบางครั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปแทรกแซงปัญหาในชุมชนย่อยของตน

ขณะที่ “ครอบครัวแกนนำ” มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปรับเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างคู่สมรส เลิกเที่ยวนอกบ้าน ทำกิจกรรมในครอบครัวมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ทำให้ช่วยลดเงื่อนไขที่จะเป็นมูลเหตุของความรุนแรงในอย่างมาก...

เมื่อเห็นผลเริ่มต้นในเชิงบวกเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะต่อยอดจากกลุ่มแกนนำไปยังสมาชิกชุมชน...
ผู้นำชุมชนได้ดำเนินการต่อด้วยการขยายกลุ่มตัวอย่างเพิ่มอีก 50 ครอบครัวโดยใช้วิธีปฏิบัติเดียวกัน และเพิ่มการสื่อสารเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เข้าสู่ประชาชนวงกว้าง อาทิ สื่อประเภทบุคคล เสียงตามสาย และวิทยุชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)ให้ช่วยเป็นสื่อบุคคลในการเฝ้าระวัง และคัดกรองครอบครัวกลุ่มเสี่ยงเข้ามาสู่กระบวนการพัฒนาเพิ่มเติม

ในที่สุด...ผลจากการปฏิบัติเหล่านี้ทำให้พบว่าชุมชนมีความตื่นตัว เกิดกระแสสนใจและตระหนักถึงปัญหาในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันปัญหาในชุมชน เป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชน ที่มีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาที่มาคุกคามชุมชนของตนให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นได้

บทเรียนจากชุมชนบางขะแยง ทำให้เห็นว่า ความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน ไม่ใช่สิ่งที่จะเพิกเฉยหรือละเลยได้ แต่กลับมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยผลักดันให้ชุมชนไปในทิศทางใดๆได้ โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกรูปแบบของชุมชน

“บทบาทของผู้นำชุมชนที่ได้รวมตัวกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงถือเป็นตัวอย่างของความเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการจัดการตนเองด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยการบูรณาการทรัพยากรทั้งภายในและภายนอกชุมชนเข้ามาสนับสนุน เพื่อสร้างครอบครัวให้อบอุ่น และชุมชนที่เข้มแข็ง” งานวิจัยดังกล่าว ระบุ

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แม้จะเริ่มจากหน่วยเล็กๆ แต่หลายๆหน่วยในชุมชน ก็สามารถเกาะกินสร้างปัญหาให้กับสังคม กระทบกับคนส่วนรวมได้เหมือนกัน  ดังนั้นหากจะสร้างชุมชนเข็มแข็งแก้ปัญหาองค์รวมให้สำเร็จได้อย่างดี ต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาจากหน่วยเล็กๆให้ได้เสียก่อน

...การสร้างชุมชนเข้มแข็งจากรากที่หยั่งลึกเพื่อความยั่งยืนแท้จริง ต้องเริ่มที่ครอบครัว... 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter