ในงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว : กรณีศึกษา “บางขะแยง” ของนายยงยุทธ แสนประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ทำการศึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ศึกษากรณีตัวอย่างที่ ชุมชนหมู่ 4 ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ไว้อย่างน่าสนใจ
ชุมชนบางขะแยง เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ที่มีความหลากหลายทางประชากรอย่างมาก มีทั้งกลุ่มชุมชนชาวสวนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง กลุ่มชุมชนที่เป็นคนนอกพื้นที่แต่มาเช่าอาศัยอยู่เพื่อประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มชุมชนสังกะสีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำและอาศัยอยู่กันอย่างแออัด และชุมชนบ้านตึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นเช่นกัน มาเช่าอาคารเพื่อประกอบกิจการไม่ใช่คนพื้นที่เดิม
จากงานศึกษาวิจัยเชิงลึกพบว่าลักษณะความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในชุมชนทั้ง 4 แห่งมีอยู่ 4 ลักษณะคือความรุนแรงทางวาจา เช่นการใช้วาจาที่รุนแรง ข่มขู่ การทะเลาะเบาะแว้ง ความรุนแรงทางร่างกาย เช่นการทำร้ายทุบตี ความรุนแรงทางจิตใจ เช่นการนอกใจคู่สมรส การทำลายสิ่งของในบ้าน และความรุนแรงทางเพศ ที่ผู้ใหญ่กระทำอาจจะกระทำต่อเด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ในด้านสาเหตุและที่มาของความรุนแรง มาจากปัจจัยส่วนบุคคล เช่นการมีประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงวัยเด็ก การมาจากครอบครัวที่หย่าร้าง การมีปมด้อยอันเนื่องมาจากคู่สมรส การติดสุรา ยาเสพติด และสาเหตุจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม เช่นรายได้ต่ำ ตกอยู่ในภาวะหนี้สิน แต่อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยฯ ระบุว่าปัจจุบัน แนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรงในระดับที่รุนแรงมากภายในครอบครัวมีแนวโน้มลดลง แต่ความรุนแรงในระดับที่เป็นความขัดแย้งภายในครอบครัวที่พบเห็นทั่วไป รวมทั้งครอบครัวที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา กลับมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคมบีบคั้น
เมื่อปัญหาสะท้อนออกมาให้เห็นเชิงประจักษ์ จึงได้เกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยกับผู้นำชุมชนบางขะแยง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่มาหลายรุ่น มีความผูกพันธ์กับชุมชน ได้รวมตัวกันถกคิดหาหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว...
แนวปฏิบัตินำร่องที่ดีต้องเริ่มจาก “ผู้นำ” เมื่อผู้นำปฏิบัติจนเห็นผลดี ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่คนในชุมชนจะเอาเป็นแบบอย่างนำไปปฏิบัติใช้ ดังนั้นเครือข่ายผู้นำชุมชน จึงได้เริ่มต้นจัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนสภาพปัญหากับนักวิชาการภายในพื้นที่ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัว โดยทั้งหมดได้ร่วมมือกันระดมความเห็นวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา ปัจจัยเสี่ยงไปจนถึงแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน
ต่อมา จึงได้คัด10 ครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ให้เข้ามาร่วมกิจกรรมป้องกันปัญหาระดับปฐมภูมิ โดยมีการพัฒนาองค์ความรู้ ปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและการใช้ชีวิตของครอบครัวให้เหมาะสมขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงขึ้นในครอบครัว และตั้งให้เป็น “ครอบครัวแกนนำ” ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวของชุมชน
ผลจากกลยุทธ์ขั้นแรกนี้ พบว่าผู้นำชุมชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และบางครั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปแทรกแซงปัญหาในชุมชนย่อยของตน
ขณะที่ “ครอบครัวแกนนำ” มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปรับเปลี่ยนการสื่อสารระหว่างคู่สมรส เลิกเที่ยวนอกบ้าน ทำกิจกรรมในครอบครัวมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ทำให้ช่วยลดเงื่อนไขที่จะเป็นมูลเหตุของความรุนแรงในอย่างมาก...
เมื่อเห็นผลเริ่มต้นในเชิงบวกเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะต่อยอดจากกลุ่มแกนนำไปยังสมาชิกชุมชน...
ผู้นำชุมชนได้ดำเนินการต่อด้วยการขยายกลุ่มตัวอย่างเพิ่มอีก 50 ครอบครัวโดยใช้วิธีปฏิบัติเดียวกัน และเพิ่มการสื่อสารเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เข้าสู่ประชาชนวงกว้าง อาทิ สื่อประเภทบุคคล เสียงตามสาย และวิทยุชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)ให้ช่วยเป็นสื่อบุคคลในการเฝ้าระวัง และคัดกรองครอบครัวกลุ่มเสี่ยงเข้ามาสู่กระบวนการพัฒนาเพิ่มเติม
ในที่สุด...ผลจากการปฏิบัติเหล่านี้ทำให้พบว่าชุมชนมีความตื่นตัว เกิดกระแสสนใจและตระหนักถึงปัญหาในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันปัญหาในชุมชน เป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชน ที่มีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาที่มาคุกคามชุมชนของตนให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นได้
บทเรียนจากชุมชนบางขะแยง ทำให้เห็นว่า ความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน ไม่ใช่สิ่งที่จะเพิกเฉยหรือละเลยได้ แต่กลับมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยผลักดันให้ชุมชนไปในทิศทางใดๆได้ โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกรูปแบบของชุมชน
“บทบาทของผู้นำชุมชนที่ได้รวมตัวกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงถือเป็นตัวอย่างของความเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการจัดการตนเองด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยการบูรณาการทรัพยากรทั้งภายในและภายนอกชุมชนเข้ามาสนับสนุน เพื่อสร้างครอบครัวให้อบอุ่น และชุมชนที่เข้มแข็ง” งานวิจัยดังกล่าว ระบุ
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แม้จะเริ่มจากหน่วยเล็กๆ แต่หลายๆหน่วยในชุมชน ก็สามารถเกาะกินสร้างปัญหาให้กับสังคม กระทบกับคนส่วนรวมได้เหมือนกัน ดังนั้นหากจะสร้างชุมชนเข็มแข็งแก้ปัญหาองค์รวมให้สำเร็จได้อย่างดี ต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาจากหน่วยเล็กๆให้ได้เสียก่อน
...การสร้างชุมชนเข้มแข็งจากรากที่หยั่งลึกเพื่อความยั่งยืนแท้จริง ต้องเริ่มที่ครอบครัว...


