หากคำว่า “ปฏิรูปประเทศไทย” หมายถึง การผ่าตัดปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดองค์กรทางการเมือง เศรษฐกิจ และส้งคม เพื่อทำให้การพัฒนาประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยชนิดที่ประชาชนสามารถสัมผัส เข้าถึง และมีบทบาทมากขึ้น โดยยึดหลักความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ มีวุฒิภาวะในการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆได้อย่างสันติวิธี อย่างที่นักวิชาการหลายท่านว่าไว้นั้น การปฏิรูปประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะทำให้ภาคส่วนทางสังคมต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว ซึ่งต้องมากกว่าที่แล้วมา
ที่ประชาธิปไตยเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยในระยะสั้นเพียงเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนเรา ที่ต่อไปนี้จะไม่ขอฝากความหวังไว้กับท่านผู้แทน...อีกแล้ว
กรุงเทพฯ/สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวทีประชุมระดมความคิดเห็นปฎิรูปประเทศไทย วันพุธที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมชั้น ๑ พอช. โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า ๗๐ คน จากผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอนุกรรมการภาคทั้ง ๕ ภาค ตัวแทนคณะกรรมการประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ). ตัวแทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน ผู้แทนเครือข่ายแผนชุมชน และคณะผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับฐานงานพัฒนาโดยชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง
การจัดเวทีระดมความคิดเห็นเรื่องการปฎิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อที่จะมาช่วยกันคิด วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้ พร้อมทั้งสถานการณ์การเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ทั้งนี้จะได้นำไปปรับการทำงานของสถาบันเพื่อสนับสนุนพื้นที่ ขบวนให้สอดคล้องกับขบวนองค์กรชุมชน และจัดวางบทบาทของแต่ละส่วนร่วมกันในการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งเวทีในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้น ที่เราจะต้องพลิกวิกฤตในครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของประเทศ นอกจากนี้ในการปฏิรูปประเทศก็มีองค์กรต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว เราจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร สิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์
สถานการณ์ขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่
ยอด กรุงไทยสง คณะอนุกรรมการภาคอีสาน ถ้ามองสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ในพื้นที่ส่วนกลางจะมีความรุนแรงที่พร้อมประทุมากกว่า ในพื้นที่ทางภาคอิสาน คนในพื้นที่มองว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้เกิดเหตุการณ์ การยอมรับ ความเชื่อในรัฐบาลชุดปัจจุบันลดลงจากสภาพเดิมที่เคยเป็นอยู่ ในระดับจังหวัดจะมีนักการเมืองกุมสภาพเป็นส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการ และนักการเมืองต้องลดบทบาทในการเข้าไปครอบงำภาคประชาชน ฐานของชุมชนมีความพยายามในการทำความเข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ ความสำคัญ จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่งในภาคอีสาน และที่ผ่านมาผู้นำขบวนชุมชนได้มีการหารือร่วมกันมาหลายครั้ง ว่าจะปฏิรูปสังคมเรื่องอะไรบ้างเพื่อนำไปสู่สังคมสงบสุขภายใต้ภาวะปัจุบัน
สนอง เนียมเหลี่ยม ผู้นำชุมชนจากจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีการแบ่งสีอย่างชัดเจนเป็นการเมืองสองขั้ว กลุ่มมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์คนในภาคเหนือจะมีสัดส่วนเข้าร่วมน้อยกว่าทางพื้นที่ภาคอีสาน แต่ทั้งนี้สภาพปัญหาของเหนือและอีสานมีความใกล้เคียงกัน เรื่องอำนาจและผลประโยชน์เป็นตัวแปรที่ทำให้นักการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนไม่ได้ทำหน้าที่แทนภาคประชาชนได้อย่างเต็มที่ ในพื้นที่จะมีการหารือเรื่องการปฏิรูปโดยมีแนวทาง ชุมชนท้องถิ่น
จัดการตนเองเป็นวาระของภาคประชาชน หรือวาระแห่งล้านนา การปฏิรูปต้องนำวาระของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่หน่วยงานรัฐที่ส่วนกลางเท่านั้น รวมถึงมีข้อเสนอในการจัดการทรัพยากรของประชาชนด้วย จะมีการระดมความเห็น ทั้งนักวิชาการ สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเริ่มต้นที่ท้องถิ่น แต่ถ้าหากมีความขัดแย้งตั้งแต่ในระดับพื้นที่การหารือเรื่องงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จะทำให้เกิดข้อติดขัดในการขับเคลื่อนงาน ต้องแก้ต้องเปลี่ยนระบบราชการและคนในพื้นที่ทุกคนไม่อยากเห็นสภาพบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ในส่วนของส่วนราชการในพื้นที่เองนั้นปัจจุบัน ไม่ค่อยกล้าเคลื่อนไหวอะไร แม้แต่พูดเรื่องการปฏิรูป
จินดา บุญจันทร์ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชน ระบุว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้นั้นไม่แตกต่างจากภาคอื่นๆ มากนัก ที่มวลชนต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจทุน แต่ที่ภาคใต้ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจมืดด้วย เป็นอำนาจรัฐซ้อนอำนาจรัฐของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่ากลุ่มต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอำนาจเงินของคนเพียงคนเดียว คนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเชื่อสื่อ สื่อจะมีอิทธิพลมากต่อการรับรู้ และมีความรู้สึกที่ไม่เข้าใจคนอื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย รวมทั้งแกนนำบางส่วนในขบวนด้วย ที่ขณะนี้แกนนำในพื้นที่ก็แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายและสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัด ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นรายวัน เริ่มมีกอง กำลังติดอาวุธในพื้นที่ป่าเขาต่างๆ เมื่อก่อนปฏิบัติการในเมืองจะปะปนในฝูงชน และลอบวางระเบิด ช่วงหลังจะมีการค้นพบคลังอาวุธ โรงเรียนปฏิบัติการในเขตป่าเขา เริ่มมีการผสมผสานการต่อสู้ระหว่างเขตป่าเขากับในเมืองซึ่งน่ากลัวมาก ความรุนแรงยังเหมือนเดิมและทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ
จินดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญอีกประการก็คือ คนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เห็นร่วมกันว่ายังมีความไม่เป็นธรรมอยู่มากจากรัฐ และอยากอาศัยสถานการณ์ปฏิรูปในครั้งนี้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ด้วย
ณัชพล เกิดเกษม ผู้นำสภาองค์กรชุมชนพื้นที่กรุงเทพมหานคร เล่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกของพี่น้องในภูมิภาคต่างๆ สุดท้ายก็มาเผาบ้านเผาเมืองกันที่กรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่สมควรหรือเปล่านั้นคือความรู้สึกของคน กทม. คนกรุงเทพฯที่อยู่ในส่วนของฐานรากจริงๆ ตามชุมชนต่างๆ ได้เข้าร่วมกับการชุมนุมในครั้งนี้เป็นจำนวนมากกว่าการชุมชุมนุมครั้งก่อนๆ(เสื้อเหลือง) เพราะจากความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ความเป็นพลเมืองชั้นสองที่โดนกดขี่มายาวนาน เป็นเรื่องที่โดนใจคน กทม.ฐานรากอย่างมาก สังเกตได้จากการชุมนุมในช่วงเย็นจะมีผู้ชุมนุมมากขึ้น เป็นสองสามหมื่นคน ในขณะที่ช่วงกลางวันมีประมาณหกเจ็ดพันคนมวลชนที่มาเพิ่มก็เป็นคนในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่
วันนี้ชุมชนในกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่ไม่เชื่อแล้วในการเมืองระบบตัวแทน ส่วนราชการที่ผ่านมาก็นิ่ง เกียร์ว่าง สิ่งที่เป็นประเด็นมากที่สุดคือเรื่องการบริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูป เป็นความไม่พอใจฝ่ายการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาจัดการกันเอง ณัชพล กล่าว
ภาพรวมการปฏิรูปประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน
เวทีการพูดคุยในช่วงนี้มีการพูดคุยในหลายระดับทั้งวงในระดับชาติ หรือแม้กระทั่งวงในระดับย่อยต่างๆ เวทีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงกระทั่งหลังการสลายการชุมนุม ไม่ว่ากรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายสันติวิธี เครือข่ายธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาคประชาสังคมต่างๆ เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ หน่วยงานอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นักวิชาการหลายๆ ท่าน รวมทั้งผู้อาวุโสในแวดวง
หรืออย่างเวทีสภาพัฒนาการเมือง นอกจากนั้นยังมีในส่วนของเวทีของเครือข่ายต่างๆ ในเชิงประเด็น พรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช . ฉายภาพให้เห็นสถานการ์ณการเคลื่อนขบวนของกลุ่มองค์กรต่างๆ
ซึ่งช่วงนี้จะมีข้อเสนอผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยสรุปส่วนใหญ่จะมองจุดที่ร่วมกันใน ๓ ประเด็นหลักคือ การปฏิรูประบบการเมือง การปฏิรูประบบบริหารราชการกับกระบวนการยุติธรรม และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีเป้าหมายใหญ่จะคล้ายกันที่มุ่งไปสู่การขจัดความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เรืองคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น เรื่องการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร จะเป็นเรื่องหลักๆ ที่ถูกพูดถึง และยังมีประเด็นย่อยๆ อื่นๆ อีกมาก อย่างเช่นเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการ การบริหารงบประมาณ เรื่องสื่อ เรื่องกฏหมาย เรื่องคอร์รัปชั่น ฯลฯ พรรณทิพย์ กล่าวต่อ
และยังมีการพูดถึงกลไกในการจัดการเพื่อรองรับกับการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ที่ไม่ใช่เพียงกลไกที่ร่วมกับภาครัฐที่เป็นแบบทางการเท่านั้น โดยมีสภาพัฒน์ฯทำหน้าที่เป็นกองเลขานุการ แต่เป็นกลไกของภาคประชาชน เป็นเวทีสมัชชาที่เคลื่อนงานไปพร้อมกับการเคลื่อนเรื่องปฏิรูปไปทุกระดับทั้งตำบล เมือง ภาค ชาติ โดยกองเลขาจะเป็นภาคประชาชนที่ทำงานในระดับพื้นที่
นอกจากนั้นก็มีข้อเสนอของอาจาร์ยไพบูลย์ “การจัดขบวนกับการสานเสวนา” โจทย์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเหมือนกันในทุกเวทีนั่นก็คือ มีการเข้าร่วมจากกลุ่มคนเพียงซีกเดียว ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะเข้ามาร่วมกันอย่างแท้จริงได้ ซึ่งอาจาร์ยก็เสนอเรื่องของการสานเสวนาเพื่อสร้างจุดหมายปลายทางร่วมกัน และต้องทำในทุกระดับ โดยต้องมีกองทุนฟื้นฟูเพื่อรองรับการขับเคลื่อนในจุดนี้
ส่วนของเสนอของคุณสมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันฯ ก็เสนอว่าให้ปฏิรูปประเทศไทยบนฐานงานที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ จากฐานงานเดิม เดินต่อผลักดันเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การทำงานให้บรรลุผล รัฐบาลต้องจริงใจ ประกาศเป็นนโยบาย มีงบประมาณรองรับ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองของการปฏิรูปโดยประชาชน และต้องตั้งกลไกในระดับชาติที่เคลื่อนในสองระดับไปพร้อมกัน


ก่อนการประชุมในวันนี้ เครือข่ายต่างๆได้จัดเวทีของตนเองเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ผู้แทนเครือข่ายได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนของตนเองคือ เครือข่ายแผนชุมชนจะดำเนินการเรื่องแผนชุมชนใน ๗๖ จังหวัดๆละ ๒ ตำบลรวมเป็น ๑๕๒ ตำบล เพื่อให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของตำบล สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.)จะจัดเวทีในระดมความคิดเห็นใน ๒๗๐ เมืองที่มีการดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมีชุมชนที่เกี่ยวข้องประมาณ ๒,๐๐๐ ชุมชน สภาองค์กรชุมชนจะจัดประชุมผู้แทนจาก ๗๖ จังหวัดปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีการจัดเวทีในแต่ละภาคก่อน และคณะประสานงานองค์กรชุมชน(คปอ.) จะจัดสมัชชาองค์กรชุมชนประจำปี ๒๕๕๓
ในภาพรวมขบวนองค์กรชุมชนจะมีการดำเนินการดังนี้
๑. สร้างพื้นที่รูปธรรม จัดทำแผนการจัดการตนเองเชื่อมโยงการทำงานกับงานประเด็น กลไกที่มีอยู่ในพื้นที่ ดูทั้งระบบ
๒. การระดมความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ระดับตำบล ค้นหาปัญหา ความต้องการและเรื่องอื่นๆ
๓. ยกระดับงานประเด็นไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย
๔. การเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวปฏิรูปประเทศไทยร่วมกับขบวนอื่นๆ
ที่ประชุมได้เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนขบวนครั้งนี้คือ
๑.) เป้าหมายของการเคลื่อนขบวนคือการผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองและการแก้ปัญหาโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของประเทศ
๒.) สาระสำคัญของการทำงานเป็นการทำงานพัฒนาตนเอง แก้ปัญหาตนเอง เชื่อมโยงเสริมพลังกันเอง ไม่รอพึ่งหน่วยงานภายนอก แต่ก็มีการยกระดับการเปลี่ยนแปลงจากระดับกิจกรรม/โครงการมาสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้วย โดยใช้ฐานชุมชน
๓.) ระดมให้ชุมชนทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ตำบล จังหวัด ภาค เข้ามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว ให้ทุกฝ่ายทุกสี มีที่ยืนในสังคม ไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนตรอก
๔.) การเคลื่อนไหวบางส่วนเป็นการทำงานของแต่ละขบวน บางส่วนทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายใหญ่ แล้วแต่สถานการณ์ที่เหมาะสม แต่มีเป้าหมายเดียวกัน
๕.) มีการศึกษา จำแนกแยะแยะปัญหาระดับนโยบาย/กฏหมายที่ไม่สนับสนุนการทำงานฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของขบวนชุมชนแต่ละเรื่องอย่างละเอียด เพื่อนำเสนอให้มีการแก้ไข
๖.) คำสำคัญที่ใช้ในการเป็นหัวเริ่องที่จะสร้างความร่วมมือในระดับชุมชนได้มากคือ “การฟื้นฟูประเทศไทย “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น”การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” หรือคำเฉพาะภาคอย่าง “วาระล้านนนา”คำที่ชุมชนไม่อยากใช้คือ “การปรองดอง” “การสมานฉันท์” แม้แต่คำว่าปฏิรูปประเทศไทยก็มีหลายส่วนไม่เห็นด้วย เพราะเป็นภาษาของรัฐบาล
๗.) กระบวนการที่ขบวนชุมชนทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือการปฏิรูปประเทศไทยอยู่แล้ว ทำอย่างไรที่จะสรุป นำเสนอให้สังคมรับทราบอย่างกว้างขวาง
ที่ประชุมคาดหวังบทบาทของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในการหนุนเสริมงานขบวนดังนี้ ๑) จัดทำคุ่มือสรุปงานประเด็นต่างๆ ๒) เอื้ออำนวยกระบวนการ ๓) จนท.เข้าร่วมกับขบวนเรียนรู้พร้อมกัน ๔) ประสานกับท้องถิ่นเพื่อให้เป็นขบวนเดียวกัน ๕) ประสานเปิดพื้นที่ในระดับจังหวัด ๖) การสื่อสารประชาสัมพันธ์
รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน : เรื่อง/ภาพ


