พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 2784

ชุมชนในจังหวัดนครสรรค์สำรวจข้อมูลที่ดินโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 1 :4000

 

     ศตจ.ปชช. ร่วมกับ ศตจ.กรมการปกครอง ศตจ.จังหวัดนครสวรรค์ และ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดิน จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 ให้แก่ชุมชนในจังหวัดนครสรรค์ที่มีปัญหาเรื่องที่ดิน ภายใต้โครงการบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับอำเภอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านนำความรู้จากการฝึกอบรมไปใช้ปฏิบัติสำรวจข้อมูลที่ดินในพื้นที่จริงทั้ง 410 ตำบล 235 อำเภอ 64 จังหวัด ซึ่งคาดหวังว่าผลการสำรวจจะเป็นข้อมูลที่สามารถอธิบายกับภาครัฐได้ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ตลอดจนสามารถพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันกับส่วนต่างๆ ในลักษณะทีมผสมได้

     การอบรมมีขึ้นสองวันคือวันที่ 14-15 กันยายน 2549 มีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน 124 คน ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการที่ดินฯ ตัวแทนชุมชน หน่วยงานในพื้นที่และส่วนกลาง วันแรกของการอบรมเป็นการบรรยายให้ความรู้ด้านการจำแนกที่ดินในประเทศไทย และการอ่านพิกัดจากแผนที่ โดยมีวิทยากรจากกรมพัฒนาที่ดินมาเป็นผู้อบรม ส่วนวันที่สอง จะเป็นการฝึกปฏิบัติการในพื้นที่จริง 2 พื้นที่ คือ บ้านกระเบื้อง ต.หัวดง กับ พื้นที่รอบบึงบอระเพ็ด ต.พระนอน ซึ่งชุมชนทั้งสองพื้นที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้นชุมชนจึงร่วมกันทำข้อมูลเพื่อยืนยันกับหน่วยงานภาครัฐว่าชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน รวมทั้งเพื่อเรียกร้องเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินด้วย

     ในส่วนความรู้เรื่องการจำแนกที่ดินในประเทศไทยนั้น เน้นในเรื่องของความเป็นมาของการจำแนกที่ดินออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น ป่าไม้ถาวร ป่าสงวน ที่ดินนิคม ที่ดินปฏิรูป เป็นต้น ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ และพัฒนามาจากกฎหมายคนละฉบับกัน ทำให้มีผลกระทบและเกี่ยวพันกับปัญหาต่างๆ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ ณ ขณะนั้นก็มีความมุ่งหมายที่จะปรับฐานข้อมูลที่ดินทั้งประเทศให้เป็นระบบเดียวกัน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ความล่าช้าใน การประกาศเขตป่าสงวนตามแนวเขตป่าไม้ถาวรของกรมป่าไม้นั้น ทำให้ราษฎรไปบุกรุกป่าที่เก็บไว้เป็นป่าไม้ถาวร และบางส่วนก็ยังประกาศเขตป่าสงวนไม่หมด เหลือประมาณ 30 ล้านไร่ จากนั้นกรมพัฒนาที่ดินได้สำรวจและจำแนกพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวน เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วกรมป่าไม้จึงลงแนวเขตป่าสงวนให้ และคณะกรรมการจัดการที่ดินแห่งชาติได้มอบที่ดินบางส่วนให้ สปก. กับกรมพัฒนาที่ดินไปจัดการตามหลักเกณฑ์การจัดการที่ดิน

     การอบรมครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพราะหลังจากปี 2548 มีมติ ค.ร.ม. 30 พ.ค.2548 และมติ ค.ร.ม. 20 มิ.ย.2549 เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ หรือที่เรียกว่า รีเชพ (reshape ) กำหนดให้ที่ดินของรัฐทุกประเภทลงในภาพถ่ายทางอากาศออโธโฟโต้สีมาตราส่วน 1:4000 ของกระทรวงเกษตร การรีเชปให้ใช้แผนที่ภาพถ่ายนี้เป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ถ่ายภาพถ่ายทางอากาศชนิดนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลักการทำรีเชป คือ 1) แนวเขตใดใหญ่ให้ใช้แนวเขตนั้น 2) แนวเขตป่าสงวนที่ไม่ได้มีการรังวัดให้ใช้แนวเขตป่าไม้ถาวรเป็นหลัก 3) แนวเขตที่ได้มีการขีดในระวาง 1:4000 ของกรมที่ดินแล้วมีการลงนามรับรอง ประกอบกับมีการออกเอกสารสิทธิ์ไว้แล้ว ให้ใช้แนวเขตนั้นแทนแนวเขตที่ได้มีการปรับครั้งแรก 4) ถ้าแนวเขตปฏิรูปที่ดินแปลงใดได้มีการประกาศเขตไปแล้วให้ยึดแนวเขตนั้นเป็นหลัก และ 5) แนวเขตที่เป็นนิคมสร้างตนเองที่ได้มีการออก กสน.5 หรือ นส.3 ไป แล้ว ถึงแม้จะล้ำไปในเขตป่า ก็ให้ปรับแนวเขตป่าถอยเข้าไป

ในพื้นที่ที่ปรับลงใน 1:4000 แล้ว แนวเขตใดที่ทำเสร็จแล้วจะส่งไปให้แต่ละจังหวัดเพื่อตรวจสอบดูว่าถูกต้องหรือไม่ ในส่วนของราษฎรในพื้นที่ตรงนี้ถ้ามีการกำหนดเสร็จแล้วนำเสนอคณะกรรมการแล้วส่วนกลางแล้ว ซึ่งต้องผ่านคณะทำงานระดับจังหวัด และต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์กับราษฎรแล้วถ้าประชาชนไม่เห็นชอบต้องทำรายงานเสนอเข้าคณะกรรมการเพื่อใส่เหตุผลในการขอแก้ เพราะจะกระทบต่อการออกเอกสารสิทธิ์ พิสูจน์สิทธิ์ และการดำเนินงานด้าน สปก.

     ภาคประชาชนจะทำกระบวนการสำรวจข้อมูลที่ดินโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศชนิดนี้ คู่ขนานไปกับกระบวนการรีเชพของภาครัฐอาจกล่าวได้ว่าการใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 1:4000 นั้น เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ยกระดับการทำข้อมูลของภาคประชาชน ให้สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันกับหน่วยงาน และเป็นภาษาเดียวกันกับทางกฎหมาย ผลจากการฝึกอบรมพบว่า ชาวบ้านทั้งสองพื้นที่สามารถลงรายละเอียดแปลงที่ดินของชุมชนลงในภาพถ่ายได้ โดยมีการถ่ายรายละเอียดจากแผนที่ทำมือที่ชาวบ้านทำเองในขณะที่ยังไม่มีเครื่องมือชนิดนี้ ลงในแผนที่ภาพถ่ายที่กรมพัฒนาที่ดินส่งไปให้ รวมทั้งยังสำรวจข้อมูลรายละเอียดของแปลงที่ดิน เช่น เจ้าของที่ดิน ขนาดแปลง การใช้ประโยชน์ ระยะเวลาการครอบครอง และประเภทของการครอบครอง เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลใน family folder ของกรมการปกครองได้สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้คือ เป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือของคนในชุมชนให้มาทำข้อมูลที่ดิน และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

     กระบวนการหลังจากที่ชาวบ้านทำข้อมูลเสร็จแล้ว จะส่งข้อมูลที่ชาวบ้านลงแปลงที่ดินให้กรมพัฒนาที่ดินนำไปแปลงสู่ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS ซึ่งทำบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลที่ดินทั้งในเชิงพื้นที่และข้อมูลรายละเอียดประกอบรายแปลงให้เชื่อมโยงกัน รวมทั้งการประมวลผล การวิเคราะห์และนำเสนอที่สามารถเห็นภาพรวมที่ดินทั้งหมดได้ จากนั้นจึงลงแนวเขตที่ดินของรัฐโดยหน่วยงานที่ดูแลที่ดินแต่ละประเภท ในขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นที่มาพบกันของการรีเชพของหน่วยงานรัฐ กับการทำข้อมูลภาคประชาชน และมาแนวทางปรับปรุงร่วมกัน

     การอบรมในสองวันนี้ จึงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของภาคประชาชนเท่านั้น คือการทำข้อมูลหลังจากที่มีข้อสรุปเรื่องทิศทาง แนวคิด และหลักการร่วมกันในเรื่องยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาที่ดินภาคประชาชนว่าภาคประชาชนเป็นแกนหลัก เน้นการจัดการที่ดินร่วม และใช้กลไกของทีมผสมทุกระดับ โดยจะพัฒนาข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงกลไกปฏิบัติการภาครัฐ และผลักดันให้เกิดผลในทางกฎหมาย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter