เวลา 14.00 น. วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ตัวแทนชุมชนจากเครือข่ายโครงการบ้านมั่นคง เครือข่ายแผนแม่บทชุมชน 4 ภาค ราว 50 คน เดินทางเข้าพบนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คนใหม่ โดยตัวแทนของชุมชนดังกล่าวได้มอบกระเช้าดอกไม้และผลไม้เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานในกระทรวง พร้อมทั้งเสนอข้อเรียกร้องของชุมชนให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่สานต่อโครงการบ้านมั่นคง โครงการจัดสวัสดิการชุมชน และการแก้ปัญหาความยากจนโดยใช้แผนแม่บทบทชุมชน
นางพันทิพย์ บุตรตาด แกนนำชุมนุมสหกรณ์เคหสถานแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ กล่าวว่า เดิมทีชาวชุมชนต้องการให้อ.ไพบูลย์มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมฯ นานแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จซักที แต่มาคราวนี้ถือเป็นโชคดีของชุมชนที่ได้คนที่เข้าใจงานพัฒนามาทำงานในกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จากการประชุมร่วมกันของชุมชนทั่วประเทศ อยากจะให้รัฐบาลโดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาที่ดินในชุมชนเมือง ตามโครงการบ้านมั่นคง
“พวกต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่ ช่วยแก้ปัญหาที่ค้างจากรัฐบาลชุดก่อนด้วย โดยเฉพาะการคืนเงินกองทุนแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ที่รัฐบาลค้างเงินจ่ายคืนแก่กองทุนของสถาบันฯ จำนวน 840 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ พอช. ได้ใช้เงินกองทุนของตนเองอนุมัติเงินดำเนินการโครงการบ้านมั่นคงแทนรัฐบาลไปก่อน ตามมติคณะรัฐมนตรี เพราะกองทุนนี้เป็นกองทุนขององค์กรชุมชนทั่วประเทศทั้งในเขตเมืองและชนบท” นางพันทิพย์ กล่าว
นายประทีป บุญมั่น ตัวแทนชุมชนจากจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการบ้านมั่นคงได้อนุมัติไปแล้ว 200 กว่าเมือง จำนวน 4.6 หมื่นครัวเรือน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติงานเดิมนั้น จะมีไปจนถึง พ.ศ.2551 รวมทั้งสิ้น 3 แสนครอบครัว จึงทำให้ชุมชนจากทั่วประเทศ เตรียมตัวที่จะเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงอีกจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลในความต่อเนื่องของโครงการดังกล่าว เพราะโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการที่แก้ปัญหาที่ดินในเมือง ให้ชาวบ้านคิดและลงมือปฏิบัติเอง จึงอยากจะให้ อ.ไพบูลย์สานต่อโครงการให้ครบ 3 แสนครอบครัวไปจนถึงปี 2551
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวกับแกนนำชุมชนที่เข้าพบว่า โครงการที่เกิดจากความต้องการของภาคประชาชนนั้น โดยเฉพาะโครงการบ้านมั่นคง โครงการสวัสดิการชุมชน และแผนแม่บทชุมชน จะสนับสนุนการดำเนินงานต่อ เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ นอกจากนั้นยังจะสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานราชการ และภาคีพัฒนาต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาให้ประชาชน
“ผมจะสนับสนุนให้ภาคประชาชน สังคม และท้องถิ่นได้ประสานความร่วมมือกันทำงานมากขึ้น โดยโครงการที่ดำเนินการมาแล้วจะมีการพิจารณากันอีกครั้ง โดยโครงการที่เป็นประโยชน์ก็จะดำเนินการต่อ” นายไพบูลย์ กล่าว


