ชาวบ้านกลางบนเสนอแนวทาง...ทุกระดับจับมือช่วยน้ำท่วม
เมื่อวันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) ได้ลงพื้นที่ภาคกลางตอนบนเพื่อเยี่ยมประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัย โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีลงเสาเอกที่บ้านตลุก หมู่ที่ 2 ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พร้อมทั้งกล่าวต่อผู้เข้าร่วมโดยใจความสาระสำคัญสรุปได้ว่า “ สถานการณ์น้ำท่วมนั้นอาจเกิดขึ้นได้ในทุกปี แต่ปริมาณน้ำจะมากหรือน้อยอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีระบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง และให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนอย่างเต็มที่”
และในช่วงบ่าย รัฐมนตรีฯ ได้เดินทางไปยังวัดยางทอง ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง เพื่อเข้าร่วมเวทีอภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นเวทีที่ขบวนชาวบ้านได้ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีองค์ประกอบที่รวมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้อย่างครบกระบวนการ ประกอบด้วย ผู้แทนชุมชนที่ประสบภัย ผู้แทน อบต. ผู้แทน ศตจ.ปชช.จังหวัด ผู้ที่มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากพื้นที่อื่น และ พมจ.จังหวัดอ่างทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยในสาระสำคัญที่ประมวลได้จากเวทีสามารถสรุปได้ คือ จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วม เกิดผลกระทบอย่างมากกับชุมชนโดยมีที่เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตร ประชาชนขาดรายได้ไม่สามารถประกอบอาชีพของตนเองได้ ซึ่งถ้ามองในมุมกลับกันก็มีให้เห็นในแง่ดีด้วย เช่น เกิดความสามัคคีของการให้ความช่วยเหลือและการดูแลกันอย่างเกื้อกูล เกิดการรวมตัวที่เป็นการเชื่อมโยงการทำงานในลักษณะกลุ่ม องค์กร เครือข่ายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้ง ครอบครัวอยู่ได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ช่วยกันแก้ไขปัญหา ช่วยกันทำงาน
นอกจากนี้ ในเวทีอภิปรายได้เสนอแนวทางที่น่าจะเป็นทางออกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ทุกภาคส่วน ทุกระดับจะต้องร่วมมือกันดำเนินงาน ดังนี้
ระดับชุมชน
- ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบข้างที่จะบอกถึงสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การเตือนภัยจากธรรมชาติ การอพยพของสัตว์ หรือ สถานการณ์น้ำท่วมของพื้นที่ที่สูงกว่า รวมทั้งต้องอยู่บนฐานที่ไม่ประมาท เป็นต้น
- ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นกันเองอย่างเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน
- รวมกลุ่ม องค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์อำนวยการประสานงานระดับพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ การสำรวจข้อมูลทั้งภายในชุมชน และการประสานกับหน่วยงานให้ตรงกับช่องทางและความต้องการของชุมชน
ระดับหน่วยงานท้องถิ่น
- ให้การช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้นที่เร่งด่วน เช่น การทำพนังกันน้ำ การวางกระสอบทราย เป็นต้น
- มีการสื่อสาร แจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเตือนภัย อย่างรวดเร็วทั่วถึง
- เชื่อมโยงบูรณาการแผนท้องถิ่น ให้สอดรับกับแผนของชุมชนพร้อมทั้งฟื้นฟูสภาพจิตใจให้การดูแลเด็ก คนชรา คนพิการ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
- เป็นตัวกลางในการประสานให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น การฟื้นฟูอาชีพ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ การปรับพื้นที่เกษตร การปรับปรุงซ่อมแซมระบบโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น
ระดับหน่วยงานส่วนกลาง
- จัดทำแผนป้องกันในระยะยาว โดยใช้หลักพื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่การพัฒนาด้านสังคม คุณภาพชีวิต และ สุขภาวะของชุมชน
- ควรมีการบริหารจัดการน้ำ อย่างเป็นธรรม โดยในระยะยาวควรศึกษาผลกระทบและความเหมาะสมในการก่อสร้างคันกั้นน้ำจากเชียงใหม่ ถึง กรุงเทพฯ
- มีระบบการเตือนภัยแก่ชาวบ้านให้รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ทั่วประเทศอย่างละเอียด เพื่อประชาชนจะได้ตั้งรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
- ภายหลังน้ำลด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนทางนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของชุมชน
จากนั้น รัฐมนตรีฯ กล่าวแสดงข้อคิดเห็น และมอบนโยบายให้แก่หน่วยงานและผู้ประสบภัย สาระสำคัญที่สรุปได้คือ ต้องมีความเข้าใจธรรมชาติ โดยจะต้องมีสติในการแก้ปัญหา ใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และ ปัญหาของประเทศไปพร้อม ๆ กัน ควรใช้ประโยชน์จากวิกฤติปัญหา อย่างคุ้มค่า และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะถือแนวทางที่ว่า ให้ท้องถิ่นเป็นแกนหลัก ในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยหน่วยงานเป็นผู้หนุนเสริมให้เกิดกระบวนการดำเนินงาน เป็นนโยบายหลักที่สำคัญ พร้อมทั้งมอบงบประมาณจาก ศตจ.ปชช. เพื่อการสนับสนุนการปฏิบัติการของเครือข่ายองค์กรชุมชนในจังหวัดละ 100,000 บาท
นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรือง ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบน ในฐานะกองเลขาภาคประชาชนในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ได้กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชนระดับจังหวัดทั้ง 9 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับบริจาคสิ่งของ การสำรวจข้อมูลความเสียหายทั้งระดับชุมชนและครัวเรือน การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความเหลือแก่ผู้ประสบภัย โดย งบประมาณจำนวน 100,000 บาท / จังหวัด นั้นเป็นงบประมาณเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเร่งด่วนต่อการดำรงชีวิต การสำรวจข้อมูลความเสียหายทั้งในระดับหมู่บ้าน/ครัวเรือน รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ และ เชื่อมโยงขบวนการองค์กรชุมชน เป็นต้น
หมายเหตุ
บ้านชั่วคราวที่ ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จำนวน 80 ห้อง เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยฉุกเฉิน และ พร้อมจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่ให้ความสนใจ การดำเนินงานก่อสร้างจะมีกระบวนการทำงานด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้น เช่น การออกแบบ การดำเนินการก่อสร้างจะแรงงานของชาวชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านจังหวัดอุทัยธานี และ ชาวบ้านภาคตะวันตก โดย วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างคำนึงถึงการประหยัด และการกลับมาใช้ใหม่ของวัสดุที่จะปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านของตนในภาวะที่น้ำลด ซึ่งในกระบวนการนี้จะเห็นถึงพลังของชุมชนอย่างแท้จริงในการช่วยกันแก้ปัญหา


