ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยหลังยุครัฐประหารที่นำโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และมีคณะรัฐบาล “ขิงแก่” ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในอันที่จะยุติ “คลื่นใต้น้ำ” ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขบวนการและต่อเนื่องยาวนาน เป็นคลื่นที่ไม่เพียงบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อผู้มีอำนาจทั้ง คมช. และรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความมีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศนี้อีกด้วย
แนวทางหนึ่งที่รัฐบาลพยายามทำเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนรวมทั้งต่างประเทศกลับคืนมาก็คือ การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว ท่ามกลางการควานหาผู้ก่อคลื่นใต้น้ำ กระชากหน้ากากออกมาให้ประชาชนได้เห็น “ตัวเป็นๆ” ของผู้บงการ
ภายใต้สถานการณ์ที่พอจะมีความหวังว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในไม่ช้านี้ กลุ่มประชาชนที่ยังไม่สิ้นหวังจำนวนมากก็พยายามที่จะรวมตัว สุมหัว คิดค้น เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางที่ควรจะเป็นของรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. องค์การมหาชนของรัฐภายใต้กำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เชิญผู้รู้ ผู้อาวุโส ผู้นำชาวบ้าน นักวิชาการ และ สสร. บางท่านมาระดมความคิดเห็นถึงแนวทางประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ขึ้น ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ
อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ให้ความเห็นว่า การปกครองของประเทศไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการกระจายผลประโยชน์ไม่ใช่การกระจายอำนาจ ซึ่งการกระจายผลประโยชน์นี้ได้ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมอันดีงามของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องยาวนานไปจนหมดสิ้น เช่น การจัดการน้ำสมัยใหม่เข้าไปทำลายการจัดการน้ำในระบบเหมืองฝายของชาวบ้าน ซึ่งระบบเหมืองฝายนี้ เป็นระบบอำนาจดั้งเดิมในการจัดการตนเองของชาวบ้าน ที่แฝงไปด้วยคุณธรรมและความเท่าเทียม แต่การจัดการน้ำสมัยใหม่ก็ลดหรือทำลายอำนาจของท้องถิ่น ละเมิดกฎของท้องถิ่น สลายวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่เคยอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนให้กลายเป็นปัจเจก
อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ให้ความเห็นต่อไปอีกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประชาธิไตยที่พึงประสงค์จึงต้องเป็นประชาธิปไตยที่นำไปสู่การฟื้นอำนาจของท้องถิ่นขึ้นมา เป็นประชาธิปไตยที่มีศิลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมกำกับ ที่สำคัญก็คือต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของความเป็นองค์กร มิใช่ความเป็นปัจเจก ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การต่อรองของคนท้องถิ่นกับอำนาจภายนอก เพื่อให้คนในท้องถิ่นสมารถควบคุมอำนาจจากภายนอกทั้งปวงได้
ในขณะที่ อ.ยุค ศรีอาริยะ นักวิชาการอิสระ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิถีทรรศน์เห็นว่า โครงสร้างของรัฐไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเล็กเกินไปที่จะดิวหรือเผชิญกับวิกฤตโลกที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อนและทรงอำนาจ ในขณะเดียวกันโครงสร้างของรัฐไทยนี้มีขนาดใหญ่และมีความสลับซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าที่จะแก้ปัญหาอันซับซ้อนได้ ประกอบกับมีการคอร์รัปชั่นมากเกินไป และเป็นประชาธิปไตยน้อยเกินไป ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 4 ประการดังกล่าว ทำให้รัฐไทยเดินมาถึงจุดที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“สังคมไทยปัจจุบัน เป็นการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างทักษิโณมิกกับอำมาตยาธิปไตย ซึ่งจากจุดนี้มันจะเกิดพัฒนาการครั้งใหม่ โดยประชาชนต้องจับมือกันสร้างประชาธิปไตยใหม่ เพื่อปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรัฐไทยทั้งหมดให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น รื้อฐานระบบราชการขนาดใหญ่ไปสู่ระบบมณฑล และสร้างอำนาจให้กับชุมชนหมู่บ้านให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดการตนเอง”
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกนี้ เขียนโดยคนที่มีอำนาจ และเห็นว่าสิ่งที่เป็นปัญหาของสังคมไทย ซึ่งควรจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญมีอยู่ 7 ประการคือ
1.) ประชาชนยังต้องการหลักประกันพื้นฐานบางอย่างจากรัฐ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต เช่น หลักประกันสุขภาพทั่วหน้า การศึกษาที่ทำให้คนทุกคนมีโอกาสเรียนโดยเท่าเทียมกัน ต้องเป็นการศึกษาที่กว้างกว่าการเรียนในโรงเรียน และนำไปสู่การปรับตัวได้ของประชาชน
2.) เรื่องทรัพยากร ต้องทำให้เกิดอำนาจในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นโดยคนท้องถิ่น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สื่อ การศึกษาทางเลือกที่ชาวบ้านมีโอกาสเข้าถึงได้จริง
อ.นิธิ ยังให้ข้อคิดเพิ่มเติมอีกว่า เรื่องทรัพยากรกับการกระจายอำนาจเป็นเรื่องเดียวกัน การกระจายอำนาจต้องคิดมากกว่าการมี อบต. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจเป็นเรื่องสิทธิที่คนท้องถิ่นควรได้ รวมไปถึงสิทธิการสร้างกลุ่มทางการเมืองในทุกระดับ ทุกแขนงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวบ้านและภาคแรงงาน
3.) เรื่องที่ดินเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความมั่นคงในชีวิต จึงต้องปฏิรูปที่ดินอย่างเสมอหน้าไม่เว้นแม้แต่ที่ดินที่หน่วยงานภาครัฐถือครองอยู่
4.) รัฐต้องสร้างหมอนการบังคับตลาด เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เช่น การประกันราคาพืชผลให้เกษตรกร การมีหลักประกันสังคมให้กับภาคแรงงานทั้งในและนอกระบบ
5.) สิทธิในการเปิดประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนต้องมีในทุกที่ที่มีโอกาสทำได้ กล่าวคือประชาชนจะต้องมีสิทธิมีเสียงในการที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใครมาทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในท้องถิ่นของตนเอง แต่หากจะต้องขึ้นอยู่กับเสียงของชาวบ้านเป็นหลัก
6.) ต้องมีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เป็นกลไกการทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างแท้จริง
7.) ประชาชนจะต้องมีสิทธิในการเรียกคืนตำแหน่งทางการเมืองในทุกระดับ
ซึ่งเรื่องการทวงคืนตำแหน่งทางการเมืองนี้ สอดคล้องกับความเห็นของ รสนา โตสิตระกุล โดยให้ความเห็นว่า นักการเมืองเปรียบเสมือนสินค้าที่หมดอายุเร็ว แต่จะทิ้งไปเสียก็ไม่ได้ ต้องทนกินจนกว่าจะครบ 4 ปี ดังนั้นแนวทางที่ควรจะเป็นก็คือ ถ้าสินค้านั้นโฆษณาเกินจริงหรือเสียเร็วเราจะต้องคืนได้
รสนา โตสิตระกุล ให้ความเห็นต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ต้องสร้างประชาธิปไตยทางตรงให้ภาคประชาชนใช้เป็นเครื่องมือทำงานได้มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ สวิง ตันอุด สมาชิก สสร. เพิ่มเติมว่า เรื่องประชาธิปไตยทางตรง ต้องทำให้เกิดสภาการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง และสามารถนำเงินภาษีของรัฐไปใช้ในการทำงานได้ด้วย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิก สสร. อีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์และร่วมตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีส่วนร่วมมากก็มีประชาธิปไตยมาก มีส่วนร่วมน้อยก็มีประชาธิปไตยน้อย ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ได้ ต้องมีมาตรการอย่างน้อย ๆ 4 อย่าง คือ 1.) ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งไม่ใช้เรื่องไม่ดีเสียทั้งหมด แต่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาให้รับใช้สังคมส่วนใหญ่ มิใช่เป็นไปเพื่อพวกพ้องอย่างที่เป็นอยู่ 2.) ผมให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสื่อ ซึ่งเป็นเสรีภาพทางการรับรู้ และจัดการข้อมูลข่าวสาร จะต้องจัดการให้เกิดความเป็นธรรม 3.) จะต้องพัฒนาไม่ให้เกิดการทำลายและผูกขาดระบบเศรษฐกิจของประเทศและ 4.) ต้องกระจายอำนาจคืนสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง มิใช่การกระจายอำนาจในการจัดการผลประโยชน์ไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่นแต่อำนาจท้องถิ่นต้องเป็นของประชาชนในท้องถิ่น
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พูดอีกว่าในช่วง 5-6 เดือน ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำให้เป็นช่วงเวลาแห่งการให้การศึกษาเรียนรู้ ใช้เงื่อนไขนี้ให้เป็นโอกาส เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านได้คิดได้เข้าใจถึงการเมืองในทุกระดับ
ด้านครูสน รูปสูง แกนนำชุมชนจากจังหวัดขอนแก่น บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยมีอำนาจจริง ขอให้ย้อนมองอดีตว่า เมื่อก่อนแม่น้ำ ลำคลอง หนองน้ำในหมู่บ้านเป็นของทุกคน เราจะหากินอย่างไรก็ได้ ที่นาที่ไร่ที่ป่าชาวบ้านก็มีสิทธิใช้เพื่อยังชีพ แต่ทุกวันนี้ทรัพยากรเหล่านี้รัฐเท่านั้นที่มีอำนาจจัดการ มีอำนาจมากไปถึงว่า ลูกหลานเราจะเรียนอะไร จะอยู่กันอย่างไร รัฐมีอำนาจทั้งหมด นี่แสดงว่าหมู่บ้านที่เราอยู่ไม่ใช่ของเรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงต้องเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนคนท้องถิ่น เอาหมู่บ้านของเราคืนมา เราจะจัดการเอง เพราะเรารู้ว่าเราต้องการอะไร เราจะอยู่กันแบบไหน ตอนนี้ภาคประชาชนมีเวทีพูดคุยตลอดเวลา เขาพร้อมและรู้ว่าจะจัดการกับชุมชนของเขาอย่างไร “ขอเพียงรัฐธรรมนูญคืนอำนาจให้เท่านั้น”
นี่เป็นข้อคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งสามารถจัดได้เป็น 2 ประเด็น คือ เรื่องการปรับปรุงพัฒนาแนวคิดและกลไกของภาครัฐฝ่ายปกครองและภาคตัวแทน ให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมกำกับ และประเด็นของการเพิ่มอำนาจหรือกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นและภาคประชาชน เหมือนอย่างที่ครูสน รูปสูง ใช้คำว่า “เอาหมู่บ้านของเราคืนมา”
ซึ่งผมขอนำคำของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่พูดในวันนั้นเป็นบทสรุปของประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ว่า ต้องลดหรือกระจายอำนาจรัฐแล้วส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง คนไทยพร้อมที่จะเข้มแข็ง จึงต้องออกฎหมายที่เอื้อให้ชุมชนเข้มแข็ง


